สงครามบิชอป (Bishop War) ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์อังกฤษกับฝ่ายศาสนา

สงครามบิชอป (Bishop War) ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์อังกฤษกับฝ่ายศาสนา

อันที่จริงความขัดแย้งระหว่างฝ่ายกษัตริย์กับรัฐสภาเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่ในที่สุดก็หาทางปรองดองกันได้ทุกครั้ง หากไม่ใช่ฝ่ายรัฐสภาเป็นฝ่ายถอย ฝ่ายกษัตริย์ก็จะเป็นฝ่ายถอยเมื่อถึงทางตัน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งรุนแรงที่สุดซึ่งต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอยให้กัน สําหรับสาเหตุที่ความขัดแย้งในเรื่องการใช้อํานาจระหว่างฝ่ายกษัตริย์กับรัฐสภาเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนต้องมีการงัดข้อกันขึ้นนั้นสืบเนื่องมาตั้งแต่ที่มีการออกกฎบัตรแมกนาคาร์ตา (Magna Carta) ซึ่งตราขึ้นในสมัยกษัตริย์จอห์น แห่งอังกฤษ (John of England) ในปี ค.ศ. 1215

สงครามบิชอป (Bishop War)

สงครามบิชอป (Bishop War)

ในสมัยนั้นกษัตริย์อังกฤษมีพระราชอํานาจอย่างเต็มที่ ซึ่งกษัตริย์จอห์นก็ใช้อํานาจอย่างเกินเลยจนเป็นที่เอือมระอาของผู้คนจนเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายศาสนาขึ้น เหล่าขุนนางที่เบื่อหน่ายต่อการใช้อํานาจตามใจชอบของพระองค์จึงเริ่มกระด้างกระเดื่องหันไปร่วมมือกับฝ่ายศาสนา แล้วบีบกษัตริย์ จอห์นให้ยินยอมลงนามในกฎบัตรดังกล่าว เพื่อบังคับให้กษัตริย์ยอมสละอํานาจที่มีอยู่อย่างเต็มที่ลง โดยให้อยู่ภายใต้กฎหมายและสามารถถูกตรวจสอบได้

จนเมื่อมาถึงในสมัย เจมส์ ที่ 6 และ ชาร์ลส ที่ 1 ก็เกิดการละเมิดกฏบัตรนี้ขึ้น โดยมีการแก้กฎหมายเพื่อจะให้กษัตริย์มีอิสระในการใช้อํานาจมากขึ้น ในสมัย ชาร์ลส ที่ 1 นั้นพระองค์ได้ตั้งที่ปรึกษาขึ้น 2 คน คือ โธมัส เวนต์เวิร์ธ (Thomas Wentworth) และ วิลเลียม ลาวด์ (William Laud) เพื่อคอยสอดส่องทั้งฝ่ายรัฐสภากับฝ่ายศาสนา โธมัส เวนต์เวิร์ธ นั้นมีตําแหน่งเป็น เอิร์ล แห่ง สแตฟฟอร์ด (Earl of Strafford) และมีที่นั่งในรัฐสภาคอยหาเสียงสนับสนุนให้กับพระองค์

ส่วน วิลเลียม ลาวด์ ก็คือ อาร์คบิชอป แห่ง แคนเตอร์เบอรี (Archbishop of Canterbury) ซึ่งเป็นตําแหน่งพระราชาคณะชั้นสูง และเป็นผู้จุดชนวนให้ ชาร์ลส ที่ 1 ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับฝ่ายศาสนาในสกอตแลนด์ จนเกิดสงครามขึ้นในปี ค.ศ. 1640 เมื่อพระองค์พยายามที่จะนําระบบศาสนาที่ใช้กันในฝ่ายคาทอลิกเข้าไปใช้ในสกอตแลนด์ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นนับถือนิกายเพรสบีที่เรียน (Presbyterian) อันเป็นฝ่ายโปรเตสแตนต์ด้วยนิกายหนึ่ง สงครามที่เกิดขึ้นครั้งนั้นเรียกว่า สงครามบิชอป (Bishop War)

สงครามบิชอปครั้งนั้นทําให้ ชาร์ลส ที่ 1 ต้องยอมเปิดประชุมสภาในอังกฤษอีกครั้ง หลังจากถูกปิดไปเพื่อขอเสียงสนับสนุนในการทําสงคราม แต่แทนที่สภาจะถูกกันถึงเรื่องทําสงคราม สมาชิกสภาส่วนใหญ่กลับเอาแต่วิพากษ์วิจารณ์พระองค์กันยกใหญ่ และหลังจากประชุมกันเพียง 3 สัปดาห์ ก็มีคําสั่งให้ยุบสภาลงไปอีกครั้ง สภานี้จึงเรียกว่า สภาสั้น (Short Parliament) และสงครามบิชอปครั้งนั้นก็ยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของ ชาร์ลส ที่ 1 ซึ่งความพ่ายแพ้ครั้งนั้นก็เปิดโอกาสให้ฝ่ายรัฐสภาได้ที่และคิดที่จะกําจัดคนข้างกายของ ชาร์ลส ที่ 1 ให้หมดลงไปเสีย

และโชคก็เข้าข้างฝ่ายรัฐสภา เมื่อเกิดการจลาจลขึ้นในไอร์แลนด์ สาเหตุนั้นเริ่มขึ้นมาจากชาวคาทอลิกที่ไอร์แลนด์ต้องการปลดแอกตนเองเป็นอิสระจากอังกฤษ โธมัส เวนต์เวิร์ธ จึงถูกโยนให้รับผิดชอบกับเหตุการณ์นี้ เนื่องจากชาร์ลส ที่ 1 แต่งตั้งให้เขามีตําแหน่งเป็นข้าหลวงรักษาการแห่งไอร์แลนด์ (Lord Deputy of Ireland) การก่อจลาจลครั้งนั้นทําให้ ชาร์ลส ที่ 1 จําต้องยอมเปิดประชุมสภาอีกครั้งหนึ่งเพื่อขออนุมัติงบประมาณในการปราบปราม

แต่สภาฉวยโอกาสนี้เสนอข้อแลกเปลี่ยนไม่ให้พระองค์ยุบสภาตามใจชอบโดยไม่ขอความเห็นจากสภาได้อีก ด้วยเหตุนี้สภาใหม่ที่เปิดขึ้นจึงถูกเรียกว่า สภายาว (Long Parliament) และ โธมัส เวนต์เวิร์ธ ก็ถูกสภาตั้งข้อหาว่าเป็นต้นเหตุยุยงให้ ชาร์ลส ที่ 1 ก่อสงครามที่คว้าน้ำเหลวหลายครั้ง และต้องชดใช้ที่ทําให้เกิดการจลาจลในไอร์แลนด์ครั้งนั้นด้วย รวมไปถึง วิลเลียม ลาวด์ ที่จะต้องพลอยติดร่างแหตามไปด้วย ซึ่งผลการพิจารณาโทษในครั้งนั้นทําให้ โธมัส เวนต์เวิร์ธ ต้องโทษถึงประหารชีวิตในปี ค.ศ. 1641 และหลังจากนั้น 4 ปี วิลเลียม ลาวด์ ก็ถูกประหารชีวิตตามไปอีกคนหนึ่งในปี ค.ศ. 1645 ทําให้ ชาร์ลส ที่ 1 ต้องสูญเสียกําลังสําคัญลงไป และจากเหตุการณ์ครั้งนี้เองที่ได้สะสมจนทําให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในปี ค.ศ. 1642

ตั้งแต่ขึ้นนั่งบัลลังก์ ชาร์ลส ที่ 1 ก็ได้ขยายแนวความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่สมัยพระบิดาของพระองค์ให้ถ่างขยายจนกว้างขึ้นเรื่อยๆด้วยเรื่องต่างๆมากมายหลายเรื่อง กระทั่งมาถึงฟางเส้นสุดท้ายเมื่อพระองค์ต้องการให้สภาสนับสนุนแผนการขึ้นภาษีรอบใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าสภาต้องใช้โอกาสนี้ต่อต้านพระองค์อีกครั้ง แต่ฝ่ายชาร์ลส ที่ 1 ถือว่าพระองค์ได้ยอมเสียม้าและขุนไปแล้วด้วยการยอมลงนามในคําสั่งประหาร โธมัส เวนต์เวิร์ธ เพื่อที่จะแลกกับการสนับสนุนของรัฐสภา และเวลานั้นอังกฤษประสบกับปัญหามากมายหลายด้านจนท้องพระคลังเริ่มเดือดแห้งลง โดยที่การปราบจลาจลในไอร์แลนด์ก็ยังต้องการงบประมาณเข้าไปสนับสนุนเป็นจํานวนมากด้วย

ชาร์ลส ที่ 1 จึงเชื่อว่ารัฐสภาคงมองเห็นถึงความสําคัญเรื่องนี้ แต่สภาก็กลับหน่วงเหนี่ยวเนื่องจากไม่ไว้ใจการบริหารเงินของราชสํานัก จึงพยายามที่จะขอเป็นผู้ควบคุมกองทัพเอง ซึ่งแน่นอนที่ฝ่ายกษัตริย์ไม่มีวันยอม ส่วนทางฝ่ายสภานั้นได้พยายามเดินเกมต่อไปโดยกล่าวหาพระนางเอนริเอตตา ว่าเป็นสาเหตุที่ทําให้ชาวคาทอลิกในไอร์แลนด์ลุกขึ้นต่อต้าน จึงต้องการจะให้ถอดถอนพระนางออกจากตําแหน่ง

ชาร์ลส์ ที่ 1 ก็เชื่อว่ารัฐสภาตั้งใจจะต้อนพระองค์ให้จนมุมมากกว่า จึงชิงเดินหมากล่วงหน้าไปก่อนด้วยการส่งให้กองทหารไปยังรัฐสภาระหว่างที่มีการประชุมกัน แล้วจับกุมสมาชิกสภา 5 คนที่มีรายชื่อว่าเป็นแกนนําในการต่อต้านพระองค์ ทั้ง 5 คนคือ จอห์น ไพล์ (John Pym) จอห์น แฮมป์ตัน (John Hampden) เซอร์ อาร์เธอร์ ฮาเซลริก (Sir Arthur Haselrig) เดนซิล ฮอลเลส (Denzit Holes) กับ วิลเลียม สโตรด (William Strode) ที่ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสภาสามัญชน แต่ทั้ง 5 คนทราบข่าวก่อนแล้ว จึงหลบหนีออกจากสภาได้อย่างหวุดหวิด

เมื่อ ชาร์ลส ที่ 1 มาถึงรัฐสภานั้น ไม่มีสมาชิกสภาคนใดยอมเปิดปากว่าทั้ง 5 หลบหนีไปทางใด ชาร์ลส ที่ 1 จึงจําต้องกลับไปมือเปล่า แต่การกระทําของพระองค์ครั้งนี้ถือเป็นการถ่างบาดแผลให้กว้างขึ้นจนยากที่จะประสานรอยได้เสียแล้ว เพราะนับตั้งแต่โบราณมาก็ยังไม่เคยมีกษัตริย์องค์ใดที่หาญ กล้าถึงกับนําทหารบุกเข้ามายังที่ประชุมสภาด้วยอาวุธครบมือเช่นนี้ ซึ่งถือเป็นการข่มขู่สภาอย่างไร้ขนบธรรมเนียมอย่างมาก ทําให้แม้แต่สมาชิกสภาขุนนางหลายคนที่คอยให้การสนับสนุนพระองค์อยู่ก็เริ่มหันหลังให้พระองค์จากพฤติกรรมที่ไม่สามารถให้อภัยได้ในครั้งนั้นเอง

จากการกระทําอันถือเป็นการหยามเกียรติรัฐสภาของ ชาร์ลส ที่ 1 ในครั้งนั้นก็คือการจุดไฟสงครามขึ้นมานั่นเอง เมื่อฝ่ายรัฐสภาไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยกับพฤติกรรมในการใช้อํานาจอย่างเกินเลยของพระองคอีกต่อไป เหล่าสมาชิกสภาและกองกําลังจํานวนหนึ่งจึงตรงไปที่พระราชวังพร้อมปิดล้อมทางเข้าออกของกรุงลอนดอนเอาไว้ทุกด้าน แต่ก็ไม่ทันการเพราะ ชาร์ลส ที่ 1 ได้พาครอบครัวหลบหนีออกจากลอนดอนไปก่อนแล้ว โดยพระองค์ได้ส่งครอบครัวทั้งหมดลงเรือขึ้นเหนือไปปักหลักอยู่ใกล้กับเขตแดนสกอตแลนด์ ส่วนพระองค์ได้ไปรวบรวมกองทัพอยู่ที่เวลส์เพื่อเตรียมต่อสู้กับฝ่ายรัฐสภาที่ส่วนใหญ่ปฏิเสธจะให้การสนับสนุนพระองค์อีกต่อไป (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet