โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) ผู้นำชัยชนะมาสู่ฝ่ายรัฐสภาในสงครามกลางเมือง

โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) ผู้นำชัยชนะมาสู่ฝ่ายรัฐสภาในสงครามกลางเมือง

ในช่วงเริ่มต้นของงครามกลางเมืองจึงเริ่มต้นขึ้นช่วงกลางปี ค.ศ. 1962 เมื่อทหารของทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นปะทะกันครั้งแรก ฐานที่มั่นของฝ่ายกษัตริย์นั้นอยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของอังกฤษกับที่เวลส์ ส่วนทางฝ่ายรัฐสภานั้นตั้งมั่นอยู่ที่กรุงลอนดอนและทางทิศตะวันออกของอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ โดยที่ฝ่ายรัฐสภาได้เปรียบกว่า เนื่องจากเป็นผู้ควบคุมกองทัพเรือเอาไว้ทั้งหมด แต่สําหรับกําลังทหารอื่นๆนั้นได้กําลังจากขุนนางต่างๆที่อยู่ตรงข้ามกับกษัตริย์เข้ามาร่วมสมทบ และกองทหารอาสาสมัครซึ่งมาจากประชาชนที่ความเกลียดชัง ชาร์ลส ที่ 1 มาเข้าร่วมรบด้วยเป็นจํานวนมาก แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ทหารอาชีพจึงต้องมีการฝึกรบกันเสียก่อนที่จะออกสู่สนามรบ สิ่งนี้จึงถือเป็นรอง

โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) ผู้นำชัยชนะมาสู่ฝ่ายรัฐสภาในสงครามกลางเมือง

โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) ผู้นำชัยชนะมาสู่ฝ่ายรัฐสภาในสงครามกลางเมือง

ส่วนฝ่ายกษัตริย์มีกองทัพที่รับใช้กษัตริย์และกองทัพเหล่าขุนนางฝ่ายที่ภักดีต่อกษัตริย์ซึ่งเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีทั้งสิ้น สงครามกลางเมืองในครั้งแรกดําเนินไปเป็นเวลา 4 ปี นับจากปี ค.ศ. 1642 ถึง ค.ศ. 1646 มีการสู้รบกันไปและเจรจากันไปหลายครั้ง แต่การเจรจาก็ล้มเหลวทุกครั้ง การรบจึงดําเนินไปเรื่อยๆโดยไม่มีฝ่ายใดเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะอย่างเด็ดขาด ทั้งที่ฝ่าย กษัตริย์นั้นมีกองทัพที่ชํานาญการรบ และมีแม่ทัพที่เจนจัดยุทธวิธีมากกว่า

ส่วนฝ่ายรัฐสภานั้นแม้จะมีกองทัพที่เป็นอาสาสมัครเป็นหลักและไม่มีความช่ำชองในการรบแต่อย่างใด แต่ก็มีกําลังเข้ามาเสริมเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อมีบุรุษธรรมดาผู้หนึ่งนามว่า โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) ซึ่งมีสถานะเป็นสมาชิกสภาสามัญชนผู้หนึ่ง เข้ามาร่วมเป็นผู้นําทัพในสงครามครั้งนี้ ชัยชนะจึงพรั่งพรูเข้าสู่ฝ่ายรัฐสภา

สงครามนั้น โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ยังไม่มีบทบาทอะไรมากนัก เขาเริ่มเป็นที่กล่าวถึงจากการที่นําทหารม้ากองหนึ่งไปตัดการลําเลียงยุทธปัจจัยของกองทัพฝ่ายกษัตริย์จนประสบความสําเร็จ นับแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของเขาจึงเริ่มเป็นที่เลื่องลือและโจษขานกันว่า หากกองทหารม้าของครอมเวลล์เข้าสู่สมรภูมิใดก็ตาม ฝ่ายรัฐสภาจะได้รับชัยชนะในสมรภูมินั้นอย่างแน่นอน

จนเมื่อ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มหัวเกรียน (Roundhead) ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองในรัฐสภาที่ทรงอิทธิพลอยในสงครามครั้งนี้ พวกหัวเกรียนนี้เป็นเพียวริตันเช่นเดียวกันกับ ครอมเวลล์ เคยแสดงพลังต่อต้าน ชาร์ลส ที่ 1 จนมีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับจากทุกๆฝ่ายในสงครามกลางเมืองครั้งนั้น เมื่อกลุ่มหัวเกรียนให้การสนับสนุน โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ครอมเวลล์ จึงขึ้นมาเป็นผู้นําทัพที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ และเขาก็ไม่เคยทําให้ใครผิดหวัง

การบัญชาการทัพของเขานั้นเข้มแข็งมากจนทําให้ฝ่ายรัฐสภาเป็นฝ่ายมีชัยในทุกๆสมรภูมิ จึงได้รับฉายาจากเหล่าทหารว่า “เฒ่าบุรุษเหล็ก (Old Ironside)” ที่เรียกเช่นนี้เพราะช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองครั้งนั้นขึ้น ครอมเวลล์มีวัยล่วงเข้าไปเกือบ 45 ปีแล้วไม่ใช่แม่ทัพหนุ่มๆ แต่ก็เป็นเฒ่าที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ กองทหารของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เป็นกองทหารม้าที่เขารวบรวมขึ้นแล้วนํามาฝึกฝนในยุทธวิธีการรบตามรูปแบบที่เขาคิดขึ้นเอง และทหารม้าเหล่านี้ก็จะถูกเรียกว่า บุรุษเหล็ก (Ironside) เช่นเดียวกับฉายาของครอมเวลล์

จุดเปลี่ยนของสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1645 ภายหลังจากสมรภูมิ มาร์ตัน มอร์ (Marston Moor) ในปี ค.ศ. 1644 แม้สมรภูมินี้ ฝ่ายรัฐสภาจะมีชัยและสามารถยึดครองเขตแดนฝ่ายกษัตริย์เพิ่มขึ้นได้อีก โดยเฉพาะทางตอนเหนือที่ฝ่ายกษัตริย์สูญสิ้นอํานาจเหนือเขตแดนบริเวณนั้นไปโดยสิ้นเชิงจากการสู้รบครั้งนี้

แต่ฝ่ายรัฐสภาก็ยังไม่สามารถรุกต่อไปให้ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด จนทําให้มีบางส่วนเริ่มมองเห็นถ้าว่าหากยึดเวลาให้เนินนานออกไปก็อาจเป็นฝ่ายจนแต้มเสียเอง เนื่องจากกองทัพของฝ่ายรัฐสภานั้นไม่ใช่กองทัพอาชีพอย่างแท้จริง ไม่อาจต่อสู้ในสงครามที่ยืดเยื้อได้ จึงมีการเรียกประชุมฝ่ายต่างๆขึ้นและมีมติให้เหล่าแม่ทัพและฝ่ายยุทธวิธีที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทหารอาชีพ หรือผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ทางทหารอย่างแท้จริงต้องยอมถอยออกมา เพื่อเปิดทางให้ผู้มีความชําชองทางทหารอย่างแท้จริงเท่านั้นเข้ามาควบคุมกองทัพและวางยุทธวิธีในการรบขั้นแตกหัก

และในช่วงเวลานี้เองที่ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ขึ้นมากุมบังเหียนในการนําทัพอย่างเต็มตัว และเป็นช่วงที่กองทัพฝ่ายรัฐสภาได้มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการรบ และการจัดวางกองทัพใหม่ทั้งหมดที่เรียกว่า “กองทัพรูปแบบใหม่ (New Model Army)” ซึ่งเหมาะสมกับรูปแบบกองทัพที่มีกองกําลังผสมมาจากที่มาต่างๆกัน โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดวางกองทัพและยุทธวิธีที่มีมาแต่โบราณของอังกฤษทั้งหมด และเมื่อมาสอดประสานเข้ากับกองทหารม้าบุรุษเหล็กของครอมเวลล์แล้ว ก็กลายเป็นกองทัพอันแข็งแกร่งจนสามารถเอาชนะฝ่ายกษัตริย์ได้ในทุกสมรภูมิ

กองทัพรูปแบบใหม่นี้อยู่ในการบังคับบัญชาของ เซอร์ โธมัส แฟร์แฟกซ์ (Sir Thomas Fairfax) โดย โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เป็นรองผู้บัญชาการและควบคุมกองทหารม้าทั้งหมด และด้วยกองทัพรูปแบบใหม่นี้เองที่เป็นอาวุธสําคัญทําให้กองทัพรัฐสภาประสบกับชัยชนะเหนือฝ่ายกษัตริย์อย่างเด็ดขาดที่สมรภูมิเนสบี (Naseby) ในเดือน มิถุนายน ค.ศ. 1645

เมื่อฝ่ายชาร์ลส ที่ 1 ต้องการยึดพื้นที่ทางตอนเหนือกลับคืน ทัพทั้งสองฝ่ายจึงมาเผชิญหน้ากันบริเวณที่ราบแห่งหนึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านเนสบีในนอร์แธมป์ตันเชียร์ (Northamptonshire) สมรภูมิแห่งนี้ฝ่ายกษัตริยต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ทหารทั้งหมดหากไม่ล้มตายลงก็ต้องถูกจับไว้เป็นเชลย ส่วน ชาร์ลส ที่ 1 นั้นสามารถหลบหนีเข้าไปในสกอตแลนด์ได้ แต่ก็ถูกฝ่ายเพรสไบที่เรียนในสกอตแลนด์จับกุมตัวไว้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1646 สงครามกลางเมืองครั้งแรกจึงถือว่าสิ้นสุดลงในปีนั้นด้วยเช่นกัน

เมื่อฝ่ายรัฐสภาอังกฤษทราบข่าวการจับกุมชาร์ลส ที่ 1 ได้จึงติดต่อขอจ่ายค่าไถ่เพื่อแลกตัวพระองค์กลับมายังอังกฤษ เมื่อกลับถึงอังกฤษแล้ว ชาร์ลส ที่ 1 ก็ถูกกักบริเวณอยู่ที่ โฮลเดนบี เฮาส์ (Holdenby House) แต่ถึงแม้ฝ่ายรัฐสภาจะได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองครั้งนี้ ปัญหาก็ยังคงไม่จบสิ้น เนื่องจากเกิดความแตกแยกกันในฝ่ายรัฐสภาด้วยกันเองขึ้นมาอีก โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะยุติปัญหาและประนีประนอมกับฝ่ายกษัตริย์ให้แบ่งอํานาจปกครองกันคนละครึ่ง ฝ่ายนี้มีสภาขุนนางเป็นหลัก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเพียวริตันในสภาสามัญชนที่เห็นว่าสมควรลดบทบาทกษัตริย์ลงเสีย

เมื่อมีความคิดเห็นต่างกันเช่นนี้ จึงมีการเปิดประชุมสภาเพื่อถกปัญหานี้ ซึ่งที่ประชุมก็ลงมติให้มีการลดทอนอํานาจกษัตริย์ลง แล้วให้ฝ่ายรัฐสภามีอํานาจในการปกครองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จึงได้มีการเปิดเจรจากับ ชาร์ลส ที่ 1 ให้ยินยอมมอบอํานาจการปกครองให้แก่รัฐสภา โดยที่กษัตริย์จะไม่มีอํานาจในการคุมกําลังทหารอีกต่อไป

ข้อเสนอนี้สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายนิยมกษัตริย์เป็นอย่างมากจึงมีการคิดวางแผนช่วยเหลือ ชาร์ลส ที่ 1 หลบหนีออกจากที่คุมขังแต่ก็ทําไม่สําเร็จ ฝ่ายนิยมกษัตริย์จึงพยายามต่อไปโดยลอบติดต่อกับพวกเพรสไบทีเรียนในสกอตแลนด์ แม้ว่าเป็นคู่ปรับเก่า เพื่อให้พวกเพรสไบที่เรียนเป็นผู้พาพระองค์หลบหนี โดยสัญญาว่าจะมีการวิ่งเต้นให้บรรจุนิกายเพรสไบทีเรียนเข้าเป็นนิกายหลักของสกอตแลนด์ถ้าหากช่วย ชาร์ลส ที่ 1 หนีออกจากที่คุมขังได้สําเร็จ

สิ่งนี้จึงสามารถจูงใจให้พวกเพรสไบที่เรียนในสกอตแลนด์ยินยอมหันมาให้ความช่วยเหลือ และวางแผนพาพระองค์หลบหนีไปลี้ภัยอยู่ที่สกอตแลนด์ได้สําเร็จ การหลบหนีของ ชาร์ลส ที่ 1 ครั้งนั้นเอง ที่เป็นการจุดชนวนให้สงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้น

สงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1648 ตั้งแต่ช่วงที่มีการเจรจาต่อรองกับกษัตริย์เรืองอํานาจปกครองอยู่ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ล้มป่วย เขาจึงไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเจรจาด้วย แต่พอกลับมาเริ่มงานได้ ชาร์ลสที่ 1 ก็หลบหนีเสียไปแล้ว ครอมเวลล์โกรธพวกที่มัวแต่ เจรจาจนปล่อยให้ ชาร์ลส ที่ 1 หลบหนีไปได้เป็นอย่างมากที่ทําให้ทุกสิ่งทุกอย่างล้มเหลวจนต้องกลับเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ยิ่งเมื่อเขาทราบว่าระหว่างเจรจากับกษัตริย์นั้น ฝ่ายรัฐสภาได้ยื่นข้อเสนอจะยุบกองทัพของเขาทิ้งเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรอง ครอมเวลล์จึงไม่เสียเวลาฟังเสียงพวกสมาชิกสภาอีก และสั่งรวมพลตามลําพังเพื่อติดตามจับตัว ชาร์ลส ที่ 1 กลับมาในทันที ซึ่งตอนนั้นทางฝ่ายสกอตแลนด์ที่หันไปเข้ากับกษัตริย์ชาร์ลส ที่ 1 แล้ว ได้ยกทัพเข้าบุกอังกฤษพอดี ขณะที่ฝ่ายนิยมกษัตริย์อีกพวกก็เริ่มก่อหวอดให้เกิดความไม่สงบขึ้นตามเมืองต่างๆ แม้แต่พวกเพรสไบที่เรียนในอังกฤษก็หันไปเข้ากับกษัตริย์เช่นพวกสกอตส์เช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น ทหารฝ่ายรัฐสภาบางส่วนยังย้ายข้างไปเข้ากับกษัตริย์ด้วยเช่นกัน ส่วนที่เวลส์นั้น จอห์น โพเยอร์ (John Poyer) ซึ่งเป็นผู้รักษาการเวลส์ในฝ่ายรัฐสภาก็ถือโอกาสตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ จึงหันไปจัดการกับปัญหาด้านเวลส์ก่อน แต่ขณะเดียวกันกองทหารฝ่ายรัฐสภาซึ่งนําโดย โธมัส ฮอร์ตัน (Thomas Horton) ได้ล่วงหน้าไปก่อน และเข้าตี จอห์น โพเยอร์ จนต้องหลบหนีไปที่ปราสาทเพมโบรค (Pembroke Castle) ครอมเวลล์จึงนําทัพเข้าปิดล้อม ปราสาทและเข้าตีจนแตก แล้วจึงจับกุม จอห์น โพเยอร์ ส่งตัวไปที่ลอนดอน เพื่อรอการชําระโทษต่อไป (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet