ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัสผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง ตอนที่ 2

สงครามไทแทน

ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัสผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง ตอนที่ 2

และแล้วสองฝ่ายก็นําทัพเข้าโรมรันกัน ท่ามกลางทุ่งรบในเทสซาลี ฝั่งเทพไทแทนมีที่มั่นอยู่บนเขาออธรีส-Othrys ส่วนฝั่งเทพหนุ่มที่เกิดขึ้นใหม่มีที่มั่นอยู่ยังเขาโอลิมปัส-Olympus (ทําให้ต่อมาเรียกว่าพวกโอลิมเปียน และสงครามคราวนี้เรียกว่าไทแทนโนมาคี-Titanomachy หรือก็คือที่มาของตํานานภาคปัจจุบันที่นํามาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องสงครามมหาเทพ Clash of Titans) แต่การรบของเทวาทั้งสองค่ายผ่านไปถึง 10 ปี ก็ไม่มีใครแพ้ใครชนะเด็ดขาด พระแม่ธรณีไกอาจึงสอดมือเข้าแทรก แนะนําให้ซูสปล่อยพวกไซคลอปส์ขึ้นมาจากทาร์ทารัส ชักจูงให้เข้าพวก ซูสก็ลงไปบาดาล ฆ่าอสูรที่เฝ้านักโทษแล้วปล่อยพวกไซคลอปส์ออกมา เพื่อเป็นการตอบแทนยักษ์ไซคลอปส์ก็กลายเป็นพันธมิตรกับซูส ทําให้ความได้เปรียบเริ่มเอนเอียงมาทางฝ่ายโอลิมเปียน

ยักษ์ไซคลอปส์รู้ที่ซ่อนของอาวุธวิเศษต่างๆ ทั้งสามารถให้พรได้ก็ประสิทธิ์ประสาทให้ซูสมีอํานาจเหนือสายฟ้าและฟ้าแลบ (ซึ่งต่อมาสายฟ้าก็กลายเป็นอาวุธประจําตัวซูส) เอาหมวกเหล็กวิเศษแห่งรัตติกาล ทําให้ผู้สวมใส่ล่องหนได้มาให้แก่เฮดีส มอบสามง่ามวิเศษให้แก่โพไซดอน เฮดีสได้หมวกเหล็กก็สวมใส่แล้วหายตัวเข้าไปขโมยอาวุธของโครนัส โพไซดอนตามติดเข้าถึงตัวโครนัส เอาสามง่ามเข้าต่อสู้จนพระบิดาเพลี่ยงพล้ำ ซูสมองภาพนั้นด้วยความสะใจ พระองค์ขว้างสายฟ้าให้เกิดเสียงสนั่นเป็นการแสดงความบันเทิงใจที่โค่นโครนัสลงได้

คงแทบไม่ต้องบอกว่าในที่สุดฝ่ายไทแทนแพ้ เทพโอลิมเปียนกําชัยเด็ดขาด ซูสจับโครนัสลงไปจองจําอยู่ในนรกใต้ดินแทนที่พวกไซคลอปส์เดิม รวมทั้งไทแทนคนใดก็ตามที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ถูกส่งลงไปขังในนรกทาร์ทารัสจนสิ้น สําหรับคนที่โดนลงโทษมากที่สุดเห็นจะเป็นแอตลาส เพราะเขาเป็นขุนพลใหญ่ที่มีบทบาทในสงครามมากกว่าใคร จึงต้องโทษให้แบกสวรรค์ไว้ตลอดไป

หลังสงครามเสร็จสิ้น ซูสก็ขึ้นครองสวรรค์ ตั้งวงศ์โอลิมเปียนขึ้น แบ่งสันปันส่วนแผ่นดินแห่งโลกกันไปครอง

สงครามกับยักษ์

ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัสผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง ตอนที่ 2

ถึงแม้ว่าตอนนี้ซูสจะได้นั่งบัลลังก์เทพหลังสงครามไทแทนเป็นใหญ่กว่าบรรดาเทพทั้งมวลที่เคยมีมาในโลกแล้วก็ตามนะครับ แต่ก็ใช่ว่าพระองค์จะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เหตุก็เพราะท่านทวดไกอายังคงไม่พอใจต่อไปอีก แม้ว่าลูกของท่านที่เคยถูกจองจําอยู่ใต้บาดาลอย่างพวกเฮกะทองคีเรส หรือพวกอสูรร้อยแขนห้าสิบหัวและพวกไซคลอปส์จะได้รับอิสระแล้ว แต่พวกไทแทนอันมีโครนัสเป็นอาทิซึ่งก็เป็นลูกของท่านเช่นกันกลับถูกจองจําที่นั่นแทน พระนางก็เข้าทํานองเดิมคือขอร้องซูสแต่ซูสก็ยืนกรานไม่ยอมปล่อย

ท่านทวดไกอาพิโรธหนักที่เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว เมื่อไม่ได้อย่างใจท่านก็เลยวางแผน ไกอาเรียกหาพวกยักษ์สิ่งมีชีวิตอีกอย่างหนึ่งที่ให้กําเนิดเมื่อเลือดของยูเรนัส ตกลงบนตัวพระนาง-รวบรวมพลยักษ์ได้มากมายรวมทั้งเอ็นเซลาดส-Enceladus และโพรฟรีออน-Porphyrion มอบหมายตําแหน่งนําทัพให้แก่ยักษ์อัลซียอนเนส -Alcyoneus ไกอาปลุกใจเหล่ายักษ์ให้จับอาวุธขึ้นสู้มหาเทพ ให้กําลังใจว่าจะไม่มีใครเอาชนะยักษ์ได้ ไกอาจัดการหาเวทมนตร์ทุกอย่างที่จะปกป้องยักษ์ด้วยเหตุที่มันเป็นพวกตายได้ พระแม่ธรณียังไปบีบให้เทพีชะตากรรมลิขิตเส้นทางของยักษ์เพื่อไม่ให้พวกมันถึงแก่มรณะ

เทพีแห่งชะตากรรมถึงจะรู้ว่าชะตาลิขิตอนาคตของยักษ์ไว้แล้ว แต่ก็พยายามตามใจไกอา พวกนางหาทางหลีกเลี่ยงได้เพียงว่ายักษ์ทั้งหลายจะไม่ตายหากโดนเทพหรือมนุษย์แทงด้วยดาบ แต่จะตายก็ต่อเมื่อโดนเทพและมนุษย์ร่วมมือกันแทงในหนเดียว กระนั้นไกอายังไม่ไว้ใจ คิดจะจัดหาสมุนไพรวิเศษที่จะช่วยเยียวยาบาดแผลของยักษ์หากโดนพวกมนุษย์ทําร้าย สถานการณ์กบฏเงียบดูท่าจะกําลังได้เปรียบชาวสวรรค์อยู่ในขณะนี้

ระหว่างนั้นเอง ซูสก็รู้เรื่องกบฏที่ก่อเค้า (ไม่ต้องสงสัยว่าคนกระซิบบอกจะต้องเป็นมีทิส-มเหสีผู้ภักดีแน่ๆ) สิ่งแรกที่เขาทําคือสั่งให้เทพแห่งดวงอาทิตย์ เทพีแห่งอรุณ และเทพีจันทราหยุดส่องแสงสักพักหนึ่งเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเขากําลังทําอะไร แล้วหาทางเก็บสมุนไพรวิเศษก่อนที่ท่านทวดไกอาจะเอาไปชุบชีวิตยักษ์จนเกลี้ยง

ในที่สุดเวลาสําคัญก็มาถึง ทั้งสองฝ่ายยกทัพเข้ารบกันที่พาลลีนี-Pallene เกาะห่างชายฝั่งทะเลแห่งเธรช ซึ่งเป็นที่เกิดของพวกยักษ์ แต่รบกันไปรบกันมาเทวาก็จัดการปราบยักษ์ลงไม่ได้เสียที ร้อนถึงเทพีเฮราต้องจัดการทํานายขึ้น และนางก็ให้คําทํานายว่าชัยชนะของเทพจะไม่มีวันได้มา หากไม่มีความร่วมมือของชายที่มีแม่เป็นมนุษย์ มีพ่อเป็นเทพ การหามนุษย์ที่มีความสามารถเท่าเทพก็เกิดขึ้น และก็แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครเก่งเกินวีรบุรุษ เฮอร์คิวลิส-Hercules (กรีก : เฮราเคิล) ไปได้

สงครามคราวนี้เลยมีเฮอร์คิวลิสเข้าพวกกับเทพวงศ์โอลิมเปียน กล่าวกันว่าเมืองพาลลีนีเป็นที่มั่นของยักษ์ในระหว่างสงครามคราวนี้เป็นบ้านเกิดของอัลชียอนเนิส และเขาจะไม่มีวันแพ้หากยังรบอยู่ที่บ้าน เฮอร์คิวลิสเลยจัดการจับตัวยักษ์อัลซียอนเนิสแบกออกไปนอกอาณาเขตพาลลีนีแล้วจัดการฆ่าเสีย ฝ่ายยักษ์จึงเริ่มเพลี่ยงพล้ำ พวกยักษ์เริ่มโจมตีครั้งสุดท้าย สําแดงเดชด้วยการโยนท่อนฟื้นติดไฟและหินขนาดใหญ่ใส่พวกเทพ ซูสหลบหลีกได้ คว้าสายฟ้าอาวุธประจํากายขว้างสู้ เสียง อสุนีบาตดังสนั่นลั่นไปสามโลก โพไซดอนเข้าสมทบ ยกสามง่ามอาวุธวิเศษประจํากายพุ่งใส่ยักษ์ ส่วนอธีน่า-Athena ธิดาของซูสถือโล่วิเศษอีจีสคุ้มตัวก็พุ่งสายฟ้าใส่ยักษ์ ยักษ์ตนสําคัญที่อธีน่าฆ่าในสงครามคราวนี้ก็คือเอ็นเซลาดัง ชื่อที่เอามาเป็นดวงจันทร์ของดาวเสาร์นั่นแหละ สุดท้ายสงครามคราวนี้เทพจึงเป็นฝ่ายชนะตามเคย

สงครามไทฟอน

ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัสผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง ตอนที่ 2

อย่างไรก็ตามครับ สงครามทั้งสองครั้งไม่ใช่สงครามอันเป็นที่สุดของเทพวงศ์โอลิมเปียน ดูเหมือนว่าเทพวงศ์นี้จะต้องผจญอยู่กับความโกรธเกรี้ยวของบรรพบุรุษ (เพียงคนเดียวก็คือไกอา) ไม่ได้หยุด เพราะถึงแม้ว่าสงครามเทพกับยักษ์จะไม่ประสบความสําเร็จ เทพีไกอาก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กาลต่อมาท่านทวดก็ก่อหวอดส่งสงครามขึ้นอีก คราวนี้ไปลากเอาลูกอีกตนหนึ่งขึ้นมาจากทาร์ทารัส คือ ไทฟอน-Typhon มาใช้ ลูกของเจ้าแม่ธรณีตัวนี้นับว่าเป็นสัตว์ประหลาดน่ากลัวมากที่สุด หัวของมันไม่เพียงสูงเยี่ยมเกินขุนเขาทุกลูกในโลกแต่เหยียดไปถึงดวงดาว มือทั้งสองข้างของมันแตกแขนงออกเป็นร้อย และล้วนเป็นหัวมังกรนับไม่ถ้วนแทนที่จะเป็นนิ้ว ตั้งแต่เอวลากลงมาถึงดินคือตัวงู มันมีปีกและดวงตาของมันเป็นไฟแลบเลีย

เรื่องเล่าว่าเมื่อซูสเห็นมันถึงกับตกใจกลัว คว้าสายฟ้าขว้างลงมาจนร่างกายของมันแตกเป็นเสี่ยง ซากถูกนําไปตรึงไว้ในทาร์ทารัส แต่ในบางตํานานเล่าไว้ละเอียดกว่านั้นว่าเมื่อไทฟอนโจมตีสวรรค์ เหล่าเทพต่างๆพากันตกใจ หนีออกจากสวรรค์กันวุ่นวายไปไกลถึงอียิปต์ และต่างก็แปลงกายเป็นอะไรต่อมิอะไรกันมากมาย เช่นอพอลโลแปลงเป็นว่าว มาร์สเป็นปลา ไดโอไนซัสเป็นแพะ เฮพเฟสตัสเป็นวัว มีแต่ซูสกับอธีน่าเท่านั้นที่ปักหลักสู้กับไทฟอน แต่ในที่สุดซูสก็ปล้ำกับไทฟอนไปจนถึงภูเขาแคซีอัสชายแดนระหว่างอียิปต์กับอราเบีย ไทฟอนถูกซูสแทงบาดเจ็บเข้าแผลหนึ่ง แต่มันก็พยายามทน ที่สุดมันหาทางตัดเส้นเอ็นมือและเท้าของซูสได้ แบกร่างเทพไปถึงซิลิเชีย ขังเทพบดีไว้ในถ้ำโดยใช้ให้มังกรเดลฟื้นเฝ้าหน้าถ้ำไว้ ไทฟอนยังเอาเอ็นมือและเอ็นเท้าของซูสซ่อนไว้ในหนังหมีอีกด้วย

ตอนนี้เทพเจ้าทั้งหลายก็ขาดผู้นําที่ทรงอํานาจพอจะปกป้องพวกเขาได้ ต่างคนแม้พยายามหาช่องทางแต่ก็ไม่มีใครคิดออก ยกเว้นเฮอร์มิสและแพนหาอุบายไปขโมยเอ็นของซูสมาได้สําเร็จ จึงเอาไปประกอบมือเท้าให้ทําให้ซูสกลับมีพละกําลัง จากนั้นสงครามระหว่างซูสกับไทฟอนก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการแก้แค้นของมหาเทพ พระองค์เที่ยวตามหาไทฟอนไปทั่วเป็นเวลายาวนาน จนในที่สุดก็พบตัวมัน สองฝ่ายต่อสู้พันตูกันอย่างดุเดือดจนสิ้นสุดลงที่ซิซิลี และซูสก็ยกภูเขาไฟ เอ็ดน่าทับไทฟอนเอาไว้ มันจึงกลายเป็นนักโทษตลอดกาล คนกรีกเชื่อกันว่าใต้ภูเขานั้นก็คือไฟอันไม่มีวันหมดของไทฟอนผู้โกรธเกรี้ยวนั่นเอง

ชื่อไทฟอน ภายหลังชาวอาหรับรับไปใช้ แล้วกลายเป็นชื่อเรียกพายุ “พายุไต้ฝุ่น” ที่เรารู้จักในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตามในยุคสมัยของซูสและเทพแห่งวงศ์โอลิมเปียนยังมีเทพไทแทนเก่าอีกสองสามองค์ที่เป็นกลางและยังทําหน้าที่ร่วมกับเทพใหม่ๆเคียงกันไป เช่นว่า ไฮเพอริออน ซึ่งมีโอรสคือ เฮลิออส เป็นสุริยเทพของกรีกร่วมกับเทพอื่นๆของโอลิมเปียนด้วย

ในส่วนของดวงจันทร์ของดาวเสาร์นั้นมีอยู่มากมาย อย่างเช่นดวงจันทร์ดวงแรกที่พบคือไทแทน ไทแทนเป็นชื่อกลุ่มวงศ์ยักษ์ที่เกิดจากยูเรนัสและไกอา ดวงจันทร์รีอา ชื่อนี้เป็นชื่อชายาของโครนัส นางมีฐานะอีกอย่างหนึ่งคือเป็นเทพีแห่งพิภพด้วย รีอายังเป็นมารดาของเทพแลเทพีสําคัญๆอีกหลายองค์ ดวงจันทร์ไดโอนี ชื่อนี้เป็นของนางไทแทนที่ตํานานหนึ่งว่าเป็นแม่ของวีนัส (เป็นตํานานการเกิดเทพีวีนัสอีกตํานาน) ดวงจันทร์เอ็นเซลาดส มาจากชื่อยักษ์ไทแทนที่รบกับซูสในคราวสงครามยักษ์ที่ถูกอธีน่าฆ่าและจับฝังไว้ใต้เกาะซิซิลี ดวงจันทร์ไมมัส มาจากชื่อของยักษ์เช่นกันดวงจันทร์ไฮเพอริออน ไฮเพอริออนเป็นยักษ์ไทแทนวงศ์วานเดียวกับโครนัส (ไฮเพอริออน-Hyperion เป็นสุริยเทพของไทแทน เมื่อถูกเทพวงศ์โอลิมเปียนกบฏ ตําแหน่งที่ครองอยู่เลยตกเป็นของโอรสของตน คือ เฮลิออส-Helios) ดวงจันทร์ฟีบี ฟีบีเป็นเทพีไทแทนที่ไม่ยอมสามิภักดิ์ต่อซูส

แต่ในบรรดาชื่อดวงจันทร์ของดาวเสาร์หลายดวงที่อาจจะทําให้เรื่องตํานานกรีกสมบูรณ์ได้นั่นคือเรื่องของโพรมิธอัส-Prometheus ผู้ให้กําเนิดมนุษย์, แพนดอรา Pandora ผู้ปล่อยความชั่วออกมาจากกล่อง และเอพิมิธิอัส-Epimetheus สามีของแพนดอรา ผู้เป็นตัวอย่างของการทําก่อนคิดนั่นเอง สามชื่อนี้เป็นชื่อของดวงจันทร์ดาวเสาร์เช่นกันทั้งหมด เรามาฟังเรื่องของพวกเขาดีกว่า (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ปริศนาที่ยังค้นหาคำตอบไม่ได้

เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ปริศนาที่ยังค้นหาคำตอบไม่ได้

กล่าวถึงการลอบสังหารบุคคลสําคัญที่เป็นถึงระดับผู้นําประเทศนั้น กรณีที่ลือลั่นและซับซ้อนที่สุดก็คือกรณีการลอบสังหาร จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) จอห์น เอฟ. เคนเนดี คือประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกาซึ่งถูกลอบสังหารเสียชีวิตลงในขณะที่ยังดํารงตําแหน่งอยู่ โดยถูกลอบสังหารในวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 ระหว่างเยี่ยมเมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส พร้อมกับภริยาคือ แจ็กเกอลีน บูวิเยร์ เคนเนดี (Jacqueline Bouvier Kenendy) Continue reading เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ปริศนาที่ยังค้นหาคำตอบไม่ได้

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 2

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 2

สหรัฐอเมริกาเริ่มจับสัญญาณความผิดปกติของรัสเซียที่ลอบเข้าไปสร้างฐานยิงขีปนาวุธในคิวบาได้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1962 โดยเครื่องบินสอดแนมแบบ ยู-2 (U-2) ของสหรัฐฯสามารถถ่ายภาพเครื่องบินขับไล่แบบ มิก-21 (Mig-21) ของรัสเซียฝูงหนึ่งกับเครื่องบินทิ้งระเบิด และขีปนาวุธที่ใช้ ยิงจากพื้นขึ้นสู่อากาศจํานวนหนึ่งกระจายอยู่ตามจุดต่างๆหลายจุด จากภาพเหล่านั้นทําให้สหรัฐฯวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการเตรียมการก่อสร้างฐานขีปนาวุธ เรื่องนี้ถูกรายงานไปถึงประธานาธิบดี จอห์น เอฟ.เคนเนดี (John F. Kennedy) ประธานาธิบดีเวลานั้นในวันที่ 10 ตุลาคม และในเวลาใกล้เคียงกัน ทางด้านวุฒิสมาชิกแห่งรัฐฟลอริดาในเวลานั้นซึ่งมาจากพรรครีพับลิกันก็ได้รับรายงานจากสายข่าวที่เป็นชาวคิวบาลี้ภัยในเรื่องเดียวกันนี้ Continue reading วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 2

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 1

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

กล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ใครๆก็มักจินตนาการไปถึงภาพสงครามทําลายล้างกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ที่ต่างฝ่ายต่างกดปุ่มยิงกันไปมาจนโลกทั้งโลกพินาศลงไปในพริบตา จากฝันร้ายเมื่อครั้งปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐอเมริกานําระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูกไปถล่มที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นจนทําให้เมืองทั้งเมืองต้องพินาศลงในทันที และมีผู้คนล้มตายทันทีหลายแสนคน ส่วนคนที่รอดชีวิตก็ทุพพลภาพและมีชีวิตอยู่อย่างทุกทรมานคล้ายตายทั้งเป็นอีกมากมายซึ่งหลายๆภาพยังคงจําติดตาถึงความสยดสยองในครั้งนั้น Continue reading วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 1

สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

แต่ตัวอย่างเช่นสงครามเกาหลีเหนือ-ใต้ก็เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกจนได้ในอีกไม่กี่ปีต่อมาที่ประเทศ เวียดนาม ซึ่งก็คือสงครามกลางเมืองที่แบ่งแยกประเทศออกไปเป็นฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้อีกเช่นกัน และเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํานาจสองค่ายคือ รัสเซียและสหรัฐอเมริกาในยุคของสงครามเย็นอีกด้วยเช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่สงครามเกาหลีไม่มีฝ่ายใดแพ้ชนะอย่างเด็ดขาด และยังทิ้งโจทย์ในการแบ่งแยกประเทศที่ไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ค้างคามาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลามากกว่าครึ่งค่อนศตวรรษแล้ว ส่วนสงครามเวียดนามนั้นสิ้นสุดลงพร้อมกับความปราชัยของฝ่ายสหรัฐอเมริกา และเวียดนามก็สามารถจะรวมชาติให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้สําเร็จ Continue reading สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

สงครามเกาหลี กรณีพิพาทที่เกิดจากการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

สงครามเกาหลี กรณีพิพาทที่เกิดจากการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

สําหรับทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาภายหลังจากที่ได้มีการตกลงแบ่งเกาหลีออกเป็นฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ได้เพียงไม่กี่เดือนนั้น สหรัฐอเมริกาก็เริ่มวิ่งเต้นที่จะให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในเกาหลีเพื่อชิงโอกาสให้ประเทศเกาหลีเป็นประเทศประชาธิปไตยหนึ่งเดียว โดยพยายามเที่ยวหาเสียงสนับสนุนตนให้มีพลังมากพอซึ่งก็ได้อังกฤษเข้ามาช่วยหาเสียงอีกแรง และเมื่อแน่ใจว่ามีเสียงสนับสนุนมากพอแล้ว สหรัฐฯก็นําเรื่องเข้าสู่สหประชาชาติเพื่อลงมติในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 เพื่อเป็นการกดดันรัสเซีย โดยสหประชาชาติได้ผ่านมติให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 แต่รัสเซียก็คว่ำบาตรมตินี้ เพราะเกรงว่าฝ่ายตนจะสูญเสียอิทธิพลลงไปภายหลังจากการ เลือกตั้ง จึงประกาศให้มีการเลือกตั้งเฉพาะของฝ่ายเกาหลีเหนือในวันที่ 25 สิงหาคมปีเดียวกันคู่ขนานกันไปกับการเลือกตั้งของเกาหลีใต้ Continue reading สงครามเกาหลี กรณีพิพาทที่เกิดจากการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

สงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วอุดมการณ์ ประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์

coldwar

นับจากเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมา ได้เกิดการแบ่งขั้วอํานาจควบคุมทิศทางการเมืองระหว่างประเทศของโลกอย่างชัดเจนขึ้นมา 2 ขั้ว คือกลุ่มทุนนิยมเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนํา กับกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตหรือรัสเซียเป็นแกนนํา ซึ่งอุดมการณ์ของทั้งสองกลุ่มนี้เข้ากันไม่ได้ชนิดน้ำกับน้ำมัน เนื่องจากทุนนิยมเน้นในระบบเงินทุนที่นําเข้ามาใช้ควบคุมการผลิต และการเปิดตลาดเสรีที่ต้องไม่มีการแทรกแซงจากรัฐบาลหรือองค์กรใดๆ ส่วนคอมมิวนิสต์นั้นจะใช้ระบบการผลิตและการตลาดแบบรวมเอาไว้ที่ศูนย์กลางโดยมีรัฐบาลเป็นผู้คอยจัดสรร Continue reading สงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วอุดมการณ์ ประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ

แล้วครูเสดยุคเก่าเหมือนหรือต่างกับครูเสดยุคใหม่อย่างไร? ความเหมือนนั้นก็คือเป็นสงคราม ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่มีความแตกต่างกันทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นหลัก และต้องการช่วงชิงพื้นที่ตรงที่ตั้งประเทศอิสราเอลในปัจจุบันเหมือนกัน ส่วนความต่างนั้นเป้าหมายของครูเสดในอดีตคือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์และเมืองศักดิ์สิทธิ์ก็คือกรุงเยรูซาเล็มที่เป็นที่ตั้งของสถานที่และประวัติศาสตร์สําคัญของทั้งสองศาสนา Continue reading ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ

การเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอล ชนวนเหตุสงครามครูเสดยุคใหม่

การเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอล ชนวนเหตุสงครามครูเสดยุคใหม่

กล่าวถึง สงครามครูเสด ใครๆคงต้องคิดไปถึงภาพอัศวินยุคกลางใส่ชุดเกราะขี่ม้าถือหอกถือดาบ ต่อสู้กับอีกฝ่ายที่สวมผ้าคลุมถือดาบโง้ง ภาพดังที่กล่าวนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่นักรบในยุคสมัยกลาง ต่างเชื้อสายเผ่าพันธุ์ ต่างศาสนา เข้าห้ำหั่นทําสงครามกันเพื่อแย่งชิงการถือครอง “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” ที่ทั้งสองฝ่ายถือเป็นดินแดนสําคัญในการก่อกําเนิดในศาสนาของพวกตน คือ ศาสนาคริสต์ และอิสลาม

Continue reading การเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอล ชนวนเหตุสงครามครูเสดยุคใหม่

การสร้างสังคมอุดมคติตามแบบนิกายเพียวริตันของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์

การสร้างสังคมอุดมคติตามแบบนิกายเพียวริตันของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์

การตัดสินใจบุกไอร์แลนด์ของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ นั้นสืบเนื่องมาจากการเข้าโจมตีเมืองดับลิน (Dublin) ที่ฝ่ายรัฐสภายึดเอาไว้ได้ตั้งแต่ที่ยังไม่สิ้นสุดสงครามกลางเมือง ครอมเวลล์จึงยกทัพบุกขึ้นฝั่งที่เมืองดับลินในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1949 การสู้รบใหญ่เกิดขึ้นใน 2 เมืองคือที่ เวกซ์ฟอร์ด (Wexford) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และที่โดรเกดา (Drogheda) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไอร์แลนด์ Continue reading การสร้างสังคมอุดมคติตามแบบนิกายเพียวริตันของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์

แผนการสร้างประเทศเครือจักรภพอันนำไปสู่สงครามกับไอร์แลนด์

ความสำคัญของการจัดวางกองทัพรูปแบบใหม่ของ 'บุรุษเหล็ก'

โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เป็นชาวเมืองฮันติงดัน (Huntingdon) ซึ่งตั้งอยู่ในแคมบริดจ์เชียร์ (Cambridgeshire) ทางทิศตะวันออกของอังกฤษ มีเชื้อสายตระกูลครอมเวลล์มาจากย่าทวดคือ แคเธอรีน ครอมเวลล์ (Katherine Cromwell) ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวของ โธมัส ครอมเวลล์ (Thomas Cromwell) ที่ปรึกษาที่มีบทบาทสําคัญในสมัยกษัตริย์เฮนรี ที่ 8 (Henry VII) ครอมเวลล์ต้องออกจากการศึกษากลางคันเมื่อบิดาเสียชีวิตเพื่อเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนบิดาเนื่องจากทั้งบ้านมีแต่ผู้หญิง ครอมเวลล์ มีพี่สาว และน้องสาวถึง 7 คนโดยไม่มีใครออกเรือนแม้แต่คนเดียว Continue reading แผนการสร้างประเทศเครือจักรภพอันนำไปสู่สงครามกับไอร์แลนด์

เหตุการณ์สำเร็จโทษกษัตริย์ชาร์ลสที่ 1 หน้าพระราชวังไวท์ฮอลล์

เหตุการณ์สำเร็จโทษกษัตริย์ชาร์ลสที่ 1 หน้าพระราชวังไวท์ฮอลล์

หลังจากเสร็จศึกที่เวลส์แล้ว ครอมเวลล์มุ่งขึ้นเหนือเพื่อทําสงครามกับฝ่ายนิยมกษัตริย์ในทันที ซึ่งเวลานั้นพวกเพรสไบที่เรียนในสกอตส์ได้บุกลงมายึดเมืองทางตอนเหนือของอังกฤษไปได้หลายเมืองแล้ว ส่วนการสู้รบกับฝ่ายนิยมกษัตริย์ทางภาคใต้ซึ่งถูกยึดกลับไปได้หลายเมืองเช่นกันมี เซอร์ โธมัส แฟร์แฟกซ์ เป็นผู้นํา

สําหรับการทําศึกทางภาคเหนือนี้ ครอมเวลล์ได้แม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามาเสริมทัพคือ จอห์น แลมเบิร์ต (John Lambert) ผู้ซึ่งนํากองทหารม้าของเขาไปพิชิตชัยมาหลายสมรภูมิเช่นกัน กระทั่งเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1648 สถานการณ์ของฝ่ายนิยมกษัตริย์เริ่มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ การปราบปรามฝ่ายนิยมกษัตริย์ที่ลุกฮือขึ้นในภาคใต้ของอังกฤษเริ่มบรรลุผล ขณะเดียวกันทางภาคเหนือก็สามารถหยุดการรุกของฝ่ายนิยมกษัตริย์ และพวกเพรสไบที่เรียนในสกอตส์ได้ด้วยเช่นกัน Continue reading เหตุการณ์สำเร็จโทษกษัตริย์ชาร์ลสที่ 1 หน้าพระราชวังไวท์ฮอลล์

สิ้นสุดภารกิจของ ไซมอน โบลิวาร์ บิดาแห่งการปลดปล่อย

ไซมอน โบลิวาร์ บิดาแห่งการปลดปล่อย

การประชุมที่กัวยากิลถูกจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1822 โดยมีจุดประสงค์นอกจากเพื่อหารือเรื่องการเคลื่อนไหวให้อยู่ในกรอบเดียวกัน แล้วยังมีเรื่องความร่วมมือกันโจมตีกองทัพสเปนในเปรู เพื่อปลดปล่อยเปรูให้สําเร็จอีกด้วย แต่การตกลงในขั้นแรกนั้นยังคงหาข้อยุติกันไม่ได้เนื่องจาก ประสบปัญหา เนื่องจากฝ่ายสนับสนุนของแต่ละฝ่ายต่างต้องการ ให้ผู้นําของตนเป็นผู้บัญชาการสูงสุดทั้งสิ้น แต่ต่อมา ซาน มาร์ติน เป็นผู้ยุติข้อขัดแย้งนี้เองโดยเสนอให้โบลิวาร์เป็นผู้บัญชาการสูงสุด โดยเขายินยอมเป็นรองผู้บัญชาการเอง การเจรจาจึงได้บทสรุปในที่สุด Continue reading สิ้นสุดภารกิจของ ไซมอน โบลิวาร์ บิดาแห่งการปลดปล่อย

กองทัพปลดแอกของโบลิวาร์ เพื่อขจัดอิทธิพลของสเปนออกจากลาตินอเมริกา

กองทัพปลดแอกของโบลิวาร์ เพื่อขจัดอิทธิพลของสเปนออกจากลาตินอเมริกา

การกลับมาของโบลิวาร์ทําให้กลุ่มปลดปล่อยต่างๆเริ่มตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งในช่วงเวลานั้นชื่อของ ไซมอน โบลิวาร์ ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อยแผ่นดินลาตินอเมริกาไปแล้ว กลุ่มต่างๆจึงพร้อมที่จะร่วมเคลื่อนไหวกับโบลิวาร์ รอเพียงสัญญาณของเขาที่ส่งออกมาเท่านั้น การเคลื่อนไหวนับจากนี้จึงถือเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแผ่นดินลาตินอเมริกาทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเวเนซูเอลาประเทศเดียว และถึงแม้ว่าสงครามปลดปล่อยจะยังคงเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ตาม แต่ก็มีผลทําให้ประชาชนเริ่มตื่นรู้และซึมซับเรื่องของสงครามปลดปล่อย และอิสรภาพของพวกตนที่โบลิวาร์ปลุกขึ้นมาแล้ว Continue reading กองทัพปลดแอกของโบลิวาร์ เพื่อขจัดอิทธิพลของสเปนออกจากลาตินอเมริกา

ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ความอยุติธรรมที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติในอเมริกาใต้

ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ความอยุติธรรมที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติในอเมริกาใต้

ระหว่างที่ ไซมอน โบลิวาร์ อยู่ในปารีสนั้น เขาได้คบหากับเพื่อนฝูงซึ่งมีทั้งนักปรัชญา อาจารย์ และนักเดินทางที่ไปพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ต่างๆ เขาจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากคนเหล่านั้นเอาไว้อย่างมากมายจากการได้รับฟังประสบการณ์ต่างๆที่พวกเขาไปประสบมา โบลิวาร์ได้รู้จักกับนักเดินทางชาวเยอรมันผู้หนึ่งชื่อ อเล็กซานเดอร์ ฟอน ฮัมโบลด์ต (Alexander Von Humboldt) ซึ่งเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก และเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องการทําสงครามเพื่ออิสรภาพของชาวอเมริกันที่ต้องการปลดปล่อยตนออกจากอํานาจของจักรวรรดิอังกฤษให้เขาฟังอย่างละเอียด Continue reading ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ความอยุติธรรมที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติในอเมริกาใต้

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 4

การเฟื่องฟูและตกต่ำของมันฝรั่ง

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 4

กรณีนี้คล้ายมะเขือเทศ ตรงที่เป็นเรื่องยากจะจินตนาการถึงช่วงเวลาที่มันฝรั่งไม่ใช่วัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารอังกฤษ ยุโรปไม่รู้จักพืชหัวซึ่งนําไปพลิกแพลงทําอาหารได้มากที่สุดชนิดนี้จนกระทั่งศตวรรษที่ 16 ตอนแรกชาวยุโรปหลายคนหวาดระแวงมันฝรั่งเพราะเชื่อว่ามีสารพิษร้ายแรง จะว่าไปแล้วก็มีความจริงอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะมันฝรั่งมาจากวงศ์เดียวกับในต์เชด (nightshade) ซึ่งผลที่ยังดิบอยู่มีสารพิษร้ายแรง ในปี 1748 รัฐสภาฝรั่งเศสถึงกับสั่งห้ามปลูกมันฝรั่งเพราะเชื่อว่าเป็นสาเหตุของโรคเรื้อนและโรคอื่นอีกมากมาย Continue reading A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 4

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 3

ไข่ฟลอเรนทีนกับราชินีอิตาลีใจร้ายผู้รักผักโขม

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 3

ฟลอเรนทีน (Florentine) เป็นคําคุณศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีความหมายเรียบง่ายว่า “ในแบบของเมืองฟลอเรนซ์” แต่เมื่อนํามาใช้กับอาหารจะหมายถึงสิ่งที่นํามาปรุงกับผักโขม เช่น เนื้อลูกวัวฟลอเรนทีน (veal Florentine) หรือที่พบบ่อยสุดคือไข่ฟลอเรนทีน ส่วนถ้าใช้เป็นคํานามในบริบทเกี่ยวกับอาหารเดิมหมายถึงพายทั้งคาวและหวาน เช่น แอปเปิลฟลอเรนทีน (apple fiorentine) ของเบดฟอร์ดเชียร์ซึ่งเป็นพายแอปเปิลที่เติมส่วนผสมไม่ธรรมดาอย่างเอลและเคยเป็นขนมประจําเทศกาลคริสต์มาส แต่ทุกวันนี้ฟลอเรนทุนในรูปคํานามหมายถึงเพียงบิสกิตชนิดหนึ่งที่ทําจากถั่วเปลือกแข็งกับผลไม้แห้งและมีช็อกโกแลตเคลือบด้านหนึ่ง

การปรุงผักโขมในแบบฟลอเรนที่นอาจสืบประวัติกลับไปได้ถึงชาวฟลอเรนซ์คนหนึ่ง เธอเป็นคนที่มีอิทธิพลอเนกอนันต์ต่อวัฒนธรรมยุโรปยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ แคทเธอรีน เดอ เมดิซี (Catherine de Medicis) เกิดในฟลอเรนซ์เมื่อปี 1519 ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเธอเกิด (พ่อตายเพราะโรคซิฟิลิส และคาดว่าแม่ก็คงติดจากสามี)

แต่วัยเด็กอันโดดเดี่ยวกลับทําให้แคทเธอรีนเป็นหญิงแกร่ง เธอมาจากตระกูลทรงอํานาจซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระสันตะปาปา แต่พวกเมดิชไม่ได้จงรักภักดีต่อพระองค์นัก พวกเขาแผ้วถางเส้นทางเพื่อไปสู่อํานาจจากความสามารถและความทะเยอทะยานอันสูงลิ่ว แคทเธอรีนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมื่ออายุเพียง 14 ปีเธอก็แต่งงานกับอองรีมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส และเมื่อพระบิดาของอองรีคือฟรองซัวส์ที่ 1 สิ้นพระชนม์ในปี 1547 แคทเธอรีนก็ได้เป็นราชินีแห่งฝรั่งเศส

แต่ชีวิตสมรสของพระนางได้สุขเพราะอองรีรัก ดีอาน เดอ ปอยเตียร์ (Diane de Politiers) มากกว่า คอยทุ่มเทเอาใจเธอ ปล่อยให้พระมเหสีใช้ชีวิตเปล่าเปลี่ยว ผลก็คือแคทเธอรีนไม่ได้มีอํานาจอย่างแท้จริงจนกระทั่งอองรีสิ้นพระชนม์ในอีก 13 ปีต่อมา พระนางได้ขึ้นดํารงตําแหน่งผู้รักษา ราชการแทนฟรองซัวส์ พระโอรสวัย 10 ขวบ เมื่อฟรองซัวส์สิ้นพระชนม์ ในปี 1560 พระนางก็ปกครองในนามของชาร์ลส์ พระโอรสองค์ที่ 2 จากนั้น ในปี 1574 ก็เป็นผู้สําเร็จราชการให้ลูกคนสุดท้องที่ชื่ออองรี

แคทเธอรีนเป็นนักสู้และเกือบมีชีวิตยืนยาวกว่าลูกทุกคน ทั้งนี้เพราะอองรีถูกลอบปลงพระชนม์ในปี 1589 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากพระนางสิ้นพระชนม์ไม่ถึง 1 ปี แคทเธอรีนมีชื่อเสียงฉาวโฉ่จากการวางกลยุทธ์ทางการเมืองและการสั่งประหารชีวิตชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์กลุ่มอีกโนต์ซึ่งพระนางเคยสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระนางเป็นสาเหตุให้เกิดการสังหารหมู่ในวันเซนต์บาร์โธโลมิว (St Bartholomew’s Day Massacre) เมื่อปี 1572 คราวนั้นชาวอีกโนต์หลายพันคนถ้าไม่ถูกฆ่าอย่างทารุณก็จําต้องลี้ภัยไปประเทศอื่น ต่อมาบรรดานักเขียนชาวอีกโนต์กล่าวหาพระนางว่านําวิธีการอันร้ายกาจของแมคเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli, 1469-1527) ชาวฟลอเรนซ์ที่ทรง อิทธิพลมากอีกผู้หนึ่งมาใช้กําจัดศัตรูทั้งหมดในคราวเดียว

ด้วยความที่คิดถึงอิตาลีมากและอยากลิ้มรสชาติของอาหารบ้านเกิด แคทเธอรีนจึงพาเชฟจากฟลอเรนซ์จํานวนหนึ่งมายังฝรั่งเศสในฐานะที่พระนางได้ฉายาว่า “มาดามงูพิษ” จากนิสัยชอบใช้ยาพิษกําจัดข้าราชสํานักที่หัวแข็ง พระนางย่อมรู้สึกปลอดภัยกว่าหากข้าราชบริพารของตนเป็นคนคุมห้องเครื่องหลวง แต่พระนางก็สร้างนวัตกรรมใหม่ๆหลายๆอย่างขึ้นมาด้วยเช่นกัน เช่น ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้สอนให้คนฝรั่งเศสรู้จักมารยาทบนโต๊ะอาหารและการใช้ส้อมเป็นต้น

ในบรรดาอาหารอิตาลีหลากหลายจานที่คนครัวของพระนางปรุงก็มีผักจานโปรดของพระนางรวมอยู่ด้วย นั่นคือผักโขมซึ่งได้รับความนิยมมากจนเป็นที่รู้จักในชื่อผักโขม อะลา ฟลอเรนทีน (spinach a la forentine) แล้วต่อมาก็เหลือแค่ฟลอเรนที่นซึ่งสื่อนัยถึงผักโขม กลิ่นอายความซับซ้อนและแปลกใหม่ที่เวียนวนอยู่กับคําคํานี้ดึงดูดคนครัวรุ่นต่อมาๆอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาใช้คําว่า “ฟลอเรนที่น” (ทั้งที่ไม่มีผักโขม) กับพายพิเศษสําหรับเฉลิมฉลองเหตุการณ์สําคัญต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงเมืองที่ให้กําเนิดบุคคลผู้มีวัฒนธรรมและเก่งกาจแม้จะโหดเหี้ยม ในขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นการยอมรับไปในตัวว่าอาหารที่ดีทุกจานต้องอาศัยการแต่งเติมด้วยสิ่งผิดบาปสักเล็กน้อย

ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้คิดค้นถั่วอบจริงหรือ?

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 3

ใครก็ตามที่เคยเห็นฉากคลาสสิกในหนังคาวบอยชวนขันเรื่อง Blazing Saddles ของ เมล บรูกส์ (Mel Brooks) ที่มีพวกคาวบอยนั่งล้อมวงรอบกองไฟกินถั่วอบแล้วผายลมติดๆกัน อาจเชื่อมั่นว่าถั่วอบเป็นอาหารอเมริกันของแท้แน่นอน สิ่งที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือทฤษฎีของนักประวัติศาสตร์อาหารบางคนที่ว่าถั่วอบมีพื้นฐานมาจากอาหารของชาวอเมริกันพื้นเมืองที่ประกอบด้วยถั่วปรุงสุกในไขมันหมีกับน้ำเชื่อมเมเปิล

ตรงกันข้ามกับชาวฝรั่งเศสที่ยืนยันว่าอาหารจานนี้สืบย้อนกลับไปได้ถึงกาสซูเลต์อันเป็นสตูถั่วคลาสสิกของพวกเขา ชาวฝรั่งเศสอ้างว่าเป็นผู้แนะนําให้ชาวอเมริกันรู้จักอาหารชนิดนี้ขณะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน สงครามปฏิวัติอเมริกาเมื่อปี 1775-1783 แต่เมื่อกลับมาคิดดูใหม่ว่าถั่วแขกในสูตรอาหารอเมริกันนั้นมีอยู่ในสหรัฐอเมริกามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อีกทั้งวัฒนธรรมส่วนใหญ่ต่างก็พัฒนาสูตรสตูวของตนขึ้นเอง คํากล่าวอ้างของฝรั่งเศสจึงไม่น่าเชื่อถือนัก

แต่สิ่งที่เชื่อได้ก็คืออเมริกาทําให้อาหารจานนี้มีความเป็นอเมริกันอย่างยิ่ง ชื่ออาหารเป็นสิ่งเตือนใจว่าเดิมมันปรุงด้วยการอบในหม้อเซรามิกหรือหม้อเหล็กหล่อ ส่วนการปรุงในหลุมอย่างที่ทํากันตามค่ายพักแรมของคนตัดไม้ในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะใส่หม้อตั๋วลงไปในหลุมไฟที่รองด้วยหินแล้วฝังไว้ข้ามคืน ตามประวัติศาสตร์ “เมืองหลวง” แห่งถั่วอบของอเมริกาคือบอสตัน ถั่วที่ปรุงสุกอย่างช้าๆในกากน้ำตาลได้รับความนิยมมากในเมืองแห่งนี้จนบอสตันได้ชื่อเล่นว่า “เมืองถั่ว”

เมื่อมีการคิดค้นกระป๋องดีบุก ถั่วอบก็กลายเป็นอาหารที่หากินง่ายอันดับต้นๆในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกาในทศวรรษ 1860 กองทัพสหรัฐฯได้กินหมูเค็มและถั่วอบกับสตูมะเขือเทศในกระป๋อง เฮนรี ไฮนซ์ (Henry Heinz) เริ่มขายถั่วอบในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1895 หลังจากนั้น 9 ปีจึงส่งมาขายที่อังกฤษ ถั่วกลายเป็นอาหารหลักของอังกฤษอย่างรวดเร็ว สูตรนี้เดิมใส่หมูชิ้นเล็กๆด้วย

ทว่าการปันส่วนอาหารช่วงสงครามโลกครั้งที่สองทําให้ต้องเลิกใส่นับแต่นั้นมาก็ไม่เคยใส่กลับเข้าไปอีก แม้จะมีบางยี่ห้อใส่ไส้กรอกหมูชิ้นเล็กๆเป็นการย้อนระลึกถึงสูตรดั้งเดิมก็ตามสํานวน เต็มไปด้วยถั่ว (full of beans) มักใช้กับคนที่ทําอะไรอย่างกระตือรือร้นและมีชีวิตชีวาสํานวนคล้ายกันอย่างสัมผัสข้าวโอ๊ต (feeling his oats) (เปรียบกับอาการคึกของม้าที่เพิ่งกินอิ่ม) ก็สื่อถึงต้นกําเนิดของสํานวนแรก มีบันทึกว่าชาวโรมันให้มากินถั่วและเรียกถั่วชนิดนี้ว่า “ถั่วมา” ด้วยเหตุนี้ม้าที่กินอิ่มและคึกคักจึงเป็นม้าที่ “เต็มไปด้วยถั่ว”

คอลแคนนอน: วิธีได้สามีด้วยมันฝรั่งบด 1 ช้อน

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 3

คอลแคนนอน (colcannon) เป็นอาหารพื้นเมืองไอริช ทําจากมันฝรั่งบดผสมกะหล่ำปลี พูดอีกอย่างได้ว่าเป็นอาหารปรุงง่ายที่บางครั้ง เพิ่มรสชาติด้วยครีม เนย กระเทียม หรือเบคอน แม้เครื่องปรุงหรูเหล่านี้มักหาได้ยากในช่วงอาหารขาดแคลน ชื่ออาหารจานนี้มาจากคําในภาษาเกลีก cal ceannann ที่แปลว่า “กะหล่ำขาว” แม้มีหลักฐานบ่งชี้ว่า “แคนนอน” อาจมาจากคําในภาษาไอริชโบราณ cainnenn ซึ่งแปลได้หลายอย่างทั้งหัวหอม กระเทียม 

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 3

ประเทศอื่นก็มีอาหารลักษณะคล้ายๆกันนี้ เช่น อังกฤษมีการนํามันฝรั่งกับผักเหลือๆ (มักเหลือจากเนื้อย่างวันอาทิตย์) และเนื้อสัตว์ปรุงสุกอีกนิดหน่อยมาสับรวมกันแล้วทอดแบบใช้น้ำมันน้อยจนได้เป็น บับเบิลแอนด์สควีก ชื่ออาหารจานนี้มาจากเสียงเมื่อส่วนผสมโดนความร้อนในสกอตแลนด์มีการนําหอมใหญ่กับกะหล่ำปลีสับมาผสมมันฝรั่งบดแล้วโปะหน้าด้วยชีสก่อนจะนําไปอบ เป็นอาหารที่มีชื่ออลังการว่า รัมเบิลเดอธัมป์ส (Rumbledethumps) เหมือนจะสื่อถึงการทําอาหาร แบบใช้แรงหรือปรุงโดยเชฟเจ้าอารมณ์

ไอร์แลนด์มีธรรมเนียมการซ่อนแหวนหรือเหรียญเล็กๆในจานคอลแคนนอนเด็กสาวคนไหนโชคดีตักเจอจะได้แต่งงานเป็นรายถัดไป และมีธรรมเนียมอีกเรื่องคือเด็กสาวโสดจะห้อยถุงเท้าใส่คอลแคนนอนไว้เหนือประตูหน้าบ้านในคืนฮาโลวีน โดยเชื่อกันว่าชายคนถัดไปที่เดินข้ามประตูบานนี้จะเป็นสามีในอนาคต ทําให้ค่ำคืนนั้นกลายเป็นโอกาสพิเศษของคนจรจัดทั่วประเทศ แต่ขอเตือนไว้สักนิดว่าหากมีใครเชิญคุณไปบ้านในคืนฮาโลวีน และคุณเห็นถุงเท้าป่องๆแขวนอยู่เหนือประตูหน้าบ้าน อย่าลืมถามตัวเองก่อนว่าลูกสาวบ้านนี้หน้าตาเป็นอย่างไรก่อนกดกริ่ง

ตอกไข่ทําออมเล็ตสเปนจานแรก

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 3

ออมเล็ตสเปน (Spanish omelette) ซึ่งในสเปนเรียกว่า ตอร์ตีญาเด ปาตาตัส (tortilla de patatas หรือไข่เจียวมันฝรั่ง) คือไข่เจียวใส่มันฝรั่งทอดที่บางครั้งใส่หัวหอมด้วย เนื่องจากใช้ส่วนผสมธรรมดาที่หาง่าย อาหารจานนี้จึงได้รับความนิยมในหมู่ทหารที่กําลังเดินทัพมาเนิ่นนาน อันที่จริงมีตํานานเล่าว่าผู้คิดค้นเป็นทหารยศนายพลคนหนึ่งจากขบวนการการ์ลิสม์ (Carlism) ชื่อ โตมัส เด ซูมาลากาเรก คือ เด อิมาส (Tómas de Zumalacárregui y de Imaz, 1788-1835)

การ์ลิสม์เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อสนับสนุน อินฟันเต้ การ์โลส แห่งสเปน (Infante Carlos of Spain, 1788-1855) พวกอนุรักษนิยมสายจารีตเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นทายาทชายผู้มีสิทธิโดยชอบธรรมในราชบัลลังก์สเปน การ์ลิสม์เป็นชนวนสงครามกลางเมืองหลาย ครั้งในสเปนตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา การ์ลิสต์ลุกฮือครั้งแรกหลังพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 7 สิ้นพระชนม์ในปี 1833 จากประเด็นที่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันกว้างขวางอย่างเรื่องการขึ้นครองราชบัลลังก์ของพระธิดาองค์น้อยนามอิซาเบลลา

ซูมาลากาเรกเป็นผู้บัญชาการกองกําลังทหารที่ สนับสนุนดอนการ์โลส เขารบพุ่งชนะหลายต่อหลายครั้ง พิชิตดินแดนที่สนับสนุนอิซาเบลลา แต่จอมทัพผู้กล้าหาญต้องจบชีวิตในเหตุการณ์ล้อม กรุงบิลเบาปี 1835 การลุกฮือล้มเหลว ว่ากันว่าซูมาลากาเรกิบังเอิญไป เจอบ้านไร่ห่างไกลหลังหนึ่งที่นั่น เขาสั่งให้ภรรยาชาวนาทําอาหารมาให้หญิงผู้หวาดกลัวมีแค่มันฝรั่ง ไข่จํานวนหนึ่ง และหัวหอม เธอนํามาปรุงอาหารและเสิร์ฟให้นายพลผู้นี้ ตามเรื่องเล่านี้ ซูมาลากาเรกิพอใจมากจนสั่งให้คนครัวของกองทัพปรุงอาหารแบบเดียวกันให้ทหารทั้งหมดกินเป็นประจํา และแล้วออมเล็ตสเปนก็ถือกําเนิดขึ้น

แน่นอนว่าคําว่า “ออมเล็ต” เป็นภาษาฝรั่งเศสไม่ใช่ภาษาสเปน และใช้กันมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 โดยอาจปรับมาจากคําในภาษาละติน คือ ลาเมลลา (lamella) แปลว่าจานใบเล็กบางข้อมูลอ้างอิงเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของการใช้คําคํานี้ในภาษาอังกฤษปรากฏใน Dictionary of the French and English Tongues ของ แรนเดิล คอตเกรฟ (Randle Cotgrave) ซึ่งตีพิมพ์ปี 1611 และระบุถึง “โฮมแลตต์ (Homelette) … ออมเล็ต (Omelet) หรือแพนเค้กไข่”

ในขณะเดียวกัน สุดยอดเชฟชาวฝรั่งเศส ฟรองซัวส์ ปิแอร์ เดอ ลาวาแรน (Francois Pierre de la Varenne) ผู้เขียน หนังสือ 3 เล่มที่นําเสนอวิธีใหม่ๆซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของอาหารฝรั่งเศส สมัยใหม่ ลงสูตรออมเล็ตหลากหลายสูตรไว้ใน Le Patissier francois (1653) เชื่อกันว่าการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษในปี 1660 ทําให้อาหารจานนี้ได้รับความนิยมในอังกฤษ สํานวนถ้าไม่ตอกไข่ก็ทําออมเล็ตไม่ได้ (You can’t make an omelete without breaking eggs.) เป็นสํานวนอังกฤษที่ใช้กันโดยทั่วไปเพื่อสือว่าต้องมีการเสียสละเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือ เมื่อทํางานใหญ่ นี่คงเป็นแนวคิดที่นายพลเด ซูมาลากาเรก คือ เด อิมาส น่าจะเห็นด้วยแน่ๆ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 2

โรเบิร์ต เอช. คอบบ์: ผู้ทําสลัดให้ดาราฮอลลีวู้ด

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 2

โรเบิร์ต เอช. คอบบ์ (Robert H. Cobb) เป็นลูกพี่ลูกน้องของ ไท คอบบ์ (Ty Cobb) ตํานานแห่งวงการเบสบอลและผู้เล่นคนแรกที่ได้เข้าทําเนียบหอเกียรติยศในปี 1936 โรเบิร์ตเป็นผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหารบราวน์ เดอร์บี (Brown Derby) อันโด่งดังและมีสาขามากมายในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ร้านนี้ก่อตั้งในปี 1926 ซึ่งตรงกับยุคทองของฮอลลีวูดพอดี

ร้านอาหารบราวน์เดอร์บีแห่งแรกตั้งอยู่ที่วิลเชอร์บูเลอวาร์ด ร้านนี้มีรูปร่างเหมือนหมวกเดอร์บี (อีกชื่อของหมวกทรงกลม) เชื่อกันว่าการออกแบบร้านได้แรงบันดาลใจจากหุ้นส่วนธุรกิจของคอบบ์ นั่นคือ เฮอร์เบิร์ต ซอมบอร์น (Herbert Somborn) สามีของ กลอเรีย สวอนสัน (Gloria Swanson) หลังจากมีคนบอกเขาว่าคนทําร้านอาหารที่ดีควร “เสิร์ฟอาหารจากหมวกแล้วยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่าได้” ร้านอาหารแห่งนี้ประสบความสําเร็จอย่างรวดเร็ว การออกแบบอันดูแปลกตาดึงดูดผู้กิน อาหารจากทั่วลอสแอนเจลิสและไม่นานก็มีร้านสาขาของบราวน์เดอร์บีจํานวนหนึ่งกระจายอยู่ทั่วเมือง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทําให้คนจดจํา โรเบิร์ต คอบบ์ ได้มากที่สุด กลับเป็นสลัดคอบบ์ (Cobb salad) อันยอดเยี่ยม เรื่องมีอยู่ว่ากลางดึกคืนหนึ่งในปี 1937 มีเพื่อนมาเยี่ยมคอบบ์ เพื่อนคนดังกล่าวคือผู้จัดการแสดงชาวอเมริกันชื่อ ซิดนีย์ เกราแมน (Sidney Grauman) เจ้าของโรงภาพยนตร์จีนเกราแมนในตํานานที่ฮอลลีวูดบูเลอวาร์ดเกราแมนหิวแต่คนครัวกลับไปแล้ว คอบบ์เลยเสนอตัวทําอาหารง่ายๆให้เพื่อนกินเมื่อค้นในตู้เย็นก็คว้าผักกาดหอมมะเขือเทศอะโวคาโด เบคอน ไก่ และชีสรอกฟอร์ตมาหั่นละเอียด จากนั้นเติมไข่ต้มสุกแล้วเสิร์ฟผลลัพธ์ที่ได้ให้เพื่อน

เกราแมนชอบอาหารว่างยามดึกจานนี้มากจนสั่งทุกครั้งที่มากินอาหารร้านบราวน์ เดอร์บี จากนั้นไม่นานเรื่องนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วฮอลลีวูด อย่างไรก็ตามภรรยาของคอบบ์กลับเล่าเรื่องที่ต่างออกไป เธอบอกว่าสามีไปทําฟันใช้เวลานานและเจ็บมาก พอกลับถึงร้านก็หิวเลยขอให้หัวหน้าเชฟทําอาหารให้หัวหน้าเชฟเลือกวัตถุดิบที่รู้ว่าเจ้านายชอบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อให้กินง่ายแม้ปากบวม คอบบ์ชอบสลัดจานนี้มากจนเพิ่มเข้าไปในเมนูของร้านทุกสาขา ไม่ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริงก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตอนนี้คุณอาจพบสลัดคอบบ์ได้ในเมนูของร้านอาหารทั่วโลก

เซาเออร์เคราต์กับโรคของชาวเล

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 2

ชื่ออาหารเยอรมันต้นตํารับอย่างเซาเออร์เคราต์ (sauerkraut) มีความหมายว่า “กะหล่ำปลีดอง” (หากแปลตรงตัวก็คือ “กะหล่ำปลีเปรี้ยว”) และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ โชคดีที่ประวัติของเซาเออร์เคราต์ซับซ้อนมากกว่าชื่อ ด้วยความที่การดองอาหารมีมานานอย่างน้อย 300 ปีก่อนคริสตกาล (ชาวกรีกโบราณชอบมะกอกดองมาก) จึงเข้าใจกันไปทั่วว่าเซาเออร์เคราต์คงเก่าแก่ไม่แพ้กัน แต่ในยุคโบราณขณะที่ผักดอง “เปียก” (จากการเติมส่วนผสมใส่ลงในน้ำเกลือ (น้ำทะเล)] เซาเออร์เคราต์กลับเป็นการดองแบบแห้งด้วยกรรมวิธีให้เกลือดูดน้ำออกจากกะหล่ำปลี จากนั้นก็นําไปบ่ม ให้ได้รสชาติด้วยการหมัก แม้ชาวโรมันจะชอบกะหล่ำปลีมากโดยเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ แต่พวกเขาใช้วิธีการดองแบบแห้งนี้เพื่อยืดอายุอาหารที่ทําไว้สําหรับปศุสัตว์โดยเฉพาะไม่ใช่เพื่อบริโภคเอง

เซาเออร์เคราต์ผลิตขึ้นครั้งแรกในเยอรมนีราวศตวรรษที่ 16 และมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในอีก 100 ปีต่อมา ไม่ว่าชาวไร่ชาวสวนคนใดก็ตามที่เผลอเอามันมากินเป็นคนแรก ข้อดีหลักคือวิธีถนอมอาหารแบบนี้รักษาวิตามินซีในกะหล่ำปลีได้มากกว่าวิธีดองแบบเปียก สําหรับชาวบ้านในศตวรรษที่ 17 ผู้มีอาหารจํากัดในฤดูหนาว เซาเออร์เคราต์อาจเป็นตัวตัดสินว่าพวกเขาจะอยู่รอดไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิได้หรือไม่ ต้องรอต่อมาอีก 300 ปีหรือก็คือปี 1932 กว่าจะมีการค้นพบว่าวิตามินซีเป็นสารอาหารสําคัญ อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเขารับรู้ตั้งแต่ก่อนหน้านั้นคือผลที่จะตามมาหากขาดสารอาหารชนิดนี้

ผู้เขียนถึงโรคลักปิดลักเปิด (scurvy) เป็นคนแรกคือ ฮิปโปกราตีส (Hippocrates) เมื่อศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล โรคนี้เกิดจากการขาดวิตามินซีในอาหาร มักคร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือจํานวนมากในการเดินทางไกลซึ่งหาผักสดรับประทานยาก เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการค้นพบ (Age of Discovery) เช่น มาเจลล้น (Ferdinand Magellan) สูญเสียลูกเรือไป 80% เพราะโรคนี้ตอนล่องเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

สาธารณชนอังกฤษรู้จักโรคลักปิดลักเปิดครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1740 เมื่อพลเรือจัตวาจอร์จ แอนสัน (Commodore George Anson) นํากองทหารไปปฏิบัติภารกิจแล้วลงเอยด้วยหายนะที่มหาสมุทรแปซิฟิก เขาเหลือเรือแค่ลําเดียวจากทั้งหมด 6 ลํา สูญเสียลูกเรือไปถึง 2 ใน 3 (รอดชีวิต 700 คนจากทั้งหมด 2,000 คน) ส่วนใหญ่เพราะโรคลักปิดลักเปิด ริชาร์ด วอลเตอร์ (Richard Walter) อนุศาสนาจารย์ประจําการเดินเรือสํารวจครั้งนั้น บรรยายภาพของพวกเขาไว้อย่างชัดเจน เขาเขียนบันทึก การเดินเรือครั้งนี้โดยบรรยายสภาพผู้ติดโรคว่ามีผิวดําคล้ำ แผลเปื่อย ลมหายใจติดขัด แขนขาบิดเบี้ยว ฟันหลุด และลมหายใจมีกลิ่นเหม็นเพราะเหงือกบวมเน่า แต่ที่แย่สุดอาจเป็นการเห็นภาพหลอนและอาการเสียสติ วอลเตอร์บรรยายถึงเรือของแอนสันว่าระงมไปด้วยเสียงร่ำห้และเสียง องของผู้ทนทุกข์เพราะโรคนี้

เพราะกองทัพเรืออังกฤษตั้งใจจะควบคุมทะเลให้อยู่หมัดจึงหมกมุ่นพยายามหาทางปราบโรคลักปิดลักเปิดคนดังผู้สนับสนุนใหเซาเออร์เคราต์เป็นอาหารป้องกันโรคนี้คือกัปตันเจมส์ คุก (1728-1779) เขาพยายามอย่างยากลําบากเพื่อให้ลูกเรือกินสิ่งที่เขาเรียกว่า “เคราต์เปรี้ยว” (sour crout) โดยเขาจะกินไปพร้อมกับลูกเรือและจงใจชมอย่างออกนอกหน้าว่ามันดีเหลือแสน คุกระบุไว้ในบันทึกว่าตนรู้ดีเรื่องที่ลูกเรือไม่ชอบอะไรก็ตามที่ “ผิดจากสิ่งคุ้นเคย แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อ ประโยชน์ของพวกเขาก็ตาม”

ทว่าในทางตรงกันข้าม สิ่งที่ผู้บังคับบัญชายกย่องว่าดีจะกลายเป็นผลคือแพทย์ประจําเรือรายงานว่ามีผู้ป่วยโรคลักปิดลักเปิดแค่ 5 รายระหว่างการเดินทางครั้งแรกและไม่มีใครเสียชีวิตเพราะโรคนี้เลย ในการเดินทางอีก 2 ครั้งถัดมา คุกยังคงบริหารจัดการได้ดีหรือไม่เช่นนั้น โชคของเขาก็ยังดีอยู่จึงไม่มีรายงานการเสียชีวิตเพราะโรคลักปิดลักเปิด หลังจากนั้นอังกฤษก็ยกย่องให้เขาเป็นผู้พิชิตโรคร้ายแห่งท้องทะเล ชัยชนะของเขาสะท้อนผ่าน The Spirit of Discovery (1804) บทกวีของ วิลเลียม โบว์ลส์ (William Bowles)

ยิ้ม สุขภาพดี! เพราะไม่มีกะลาสีตายเปล่า ไม่มีตาโรยและร่างป่วยจนผ่ายผอม ไม่ต้องทรมานเพราะภาพมายา ไม่ต้องเพ้อคลั่งเพรียกหาท้องทุ่งและทิวเขาเขียวขจี

เป็นที่รู้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่าเลมอนป้องกันโรคลักปิดลักเปิดได้ดียิ่งกว่าสิ่งอื่นใด แต่ในศตวรรษที่ 18 เลมอนยังเป็นสินค้าที่ต้องนําเข้าอยู่จํานวนที่ได้ก็ไม่แน่นอนทั้งราคายังแพงมาก (ไม่เหมือนกะหล่ำปลีซึ่งไม่หรูเท่า) ในศตวรรษที่ 19 ราชนาวีอังกฤษแนะนําให้ทหารเรือดื่มเครื่องดื่ม จากน้ำมะนาวเป็นประจําทุกวันเพื่อต่อสู้กับโรคนี้ กะลาสีเรืออังกฤษผูกพันกับมันมากจนได้ชื่อเล่นว่า ไลมีย์ (Limey) ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้ชื่อนี้กันอยู่ และเป็นชื่อที่ชาวอเมริกันใช้เรียกชาวอังกฤษทุกอาชีพไม่ใช่แค่กะลาสีเรือ

ตรงข้ามกับทหารเรือเยอรมันที่ยังคงกินอาหารประจําชาติต่อไปจนได้ ชื่อเล่นว่า เคราต์ (Kraut) เมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 20 หลังเกิดสงครามโลก ครั้งที่หนึ่ง เซาเออร์เคราต์จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกะหล่ำปลีเสรีภาพ (liberty cabbage) อยู่ช่วงสั้นๆจากฝีมือเหล่าผู้ผลิตกระแสชาวอเมริกันที่เกาะ กระแสเปลี่ยนชื่อซึ่งครอบคลุมอาหารอื่นๆอีกหลายชนิด

พุดดิ้งถั่วร้อนๆ: คนธรรมดาในยุคกลางเขากินอะไรกัน?

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 2

ถั่วธรรมดาๆนี่เองที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของอาหารตามธรรมเนียมของชาวไร่ชาวนาอังกฤษมาหลายร้อยปี คําคํานี้มีที่มาจากคําในภาษาละตินคือ พิซุม (pisum) ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษว่า “พี่ส” (pease) และในที่สุดก็วิวัฒนาการเป็น “พี” (pea) ซึ่งเป็นรูปเอกพจน์ พุดดิ้งถั่วทําจากถั่วเหลืองมีสีและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงกับฮัมมูส พุดดิ้งถั่วเป็นส่วนหนึ่งในอาหารประจําวันของชาวบ้านชาวชนบทมาหลายชั่วคน ถั่วเหลืองนั้นปลูกง่ายและเหมาะที่จะนําไปปรุงอาหารแบบหม้อเดียวสําหรับชาวบ้านร่วมกับถั่วเลนทิลและถั่วเขียว โดยเฉพาะหากนําไปตากแห้งจะเก็บไว้กินได้นานขึ้น

อาหารเหลวๆ เละๆ เหลืองๆ ใส่อยู่ในหม้ออาจฟังดูไม่น่าอร่อย แต่แท้จริงแล้วชนชั้นล่างในอังกฤษยุคกลางกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพยิ่งกว่าชนชั้นสูงในยุคเดียวกัน อาหารชาวบ้านมาจากพืชที่ปลูกเองเป็นขนานใหญ่ทั้งสมุนไพรสดและผักสดจากแปลง ลูกนัดและผลไม้จากต้นไม้แถวบ้าน เนื้อสัตว์นิดหน่อย (ตราบใดที่ไม่ได้มาจากการล่า เพราะการลักลอบล่าสัตว์อาจโดนลงโทษประหารชีวิตหรือจับตัดมือ) รวมถึงขนมปัง ธัญพืช และผลิตภัณฑ์นม

ตรงข้ามกับชนชั้นสูงที่ไม่ค่อยกินผักเพราะเห็นว่า มาจากดินดังนั้นจึงน่าจะเหมาะกับอาหารคนจนมากกว่า พวกเขากินเฉพาะขนมปังขาวเพราะคิดว่าปราศจากการปนเปื้อน (และปราศจากสารอาหารดีๆด้วย) อีกทั้งกินเนื้อสัตว์และปลามาก หลังสงครามครูเสดเส้นทางการค้าเปิดไปยังตะวันออกมากขึ้น ชนชั้นสูงก็ชอบทุกอย่างที่ใส่เครื่องเทศ เข้มข้น คงไม่ต้องบอกว่าพฤติกรรมเช่นนี้นําไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายข้อรวมถึงโรคผิวหนัง โรคกระดูกอ่อน และโรคลักปิดลักเปิด 

หากมองในแง่นี้ ถั่วอันเต็มไปด้วยสารอาหารก็เริ่มฟังดูดีขึ้นมานิดหน่อย หลังจากชาวอังกฤษรู้จักถั่ว (อาจผ่านทางชาวไวกิ้งเพราะถั่วเป็นพืชที่มีมาแต่ดั้งเดิมของสวีเดน) ก็มีการนําถั่วไปปรุงอาหารกันอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะปรุงกับเบคอนตากเค็ม (ผ่านการถนอมอาหาร) ในรูปของพุดดิ้งถั่ว (ชื่ออื่นๆ คือ พอร์ริดจ์ถั่ว (pease poridge) หรือซุปถั่วข้น (pease pottage) และปัจจุบันก็ยังปรุงกันอยู่

แม้เดี๋ยวนี้อังกฤษทางใต้จะไม่ค่อยมีใครพูดถึงอาหารจานนี้แล้ว แต่ทางเหนือนั้นยังนิยมกันอยู่ โดยสามารถหาซื้อได้ในรูปบรรจุกระป๋องเช่นเดียวกับอาหารยอดนิยมอีกอย่างคือถั่วบด (mushy peas) เมื่อ 2 ศตวรรษก่อนพุดดิ้งถั่วยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแบบอังกฤษ ดังที่เด็กๆนําไปร้องเป็นเพลงกล่อมเข้านอนซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1760 ใน Mother Goose’s Melody โดย จอห์น นิวเบอร์รี่ (John Newberry) (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 1

ความเป็นมาของซีซาร์สลัด

ซีซาร์ คาร์ดินี่ (Caesar Cardini, 1896-1956) เกิดที่อิตาลีและอพยพไปอเมริกากับพี่น้อง 3 คนในช่วงที่เริ่มเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ต

แน่นอนว่าชื่อซีซาร์ทําให้นึกภาพจักรพรรดิหน้าบูดสวมชุดโทกากําลังกินอาหารกลางวัน ก่อนจะสั่งโยนชาวคริสต์สักคนสองคนให้สิงโตกินเพื่อความบันเทิงและเพื่อให้ประชาชนชาวโรมพอใจ แต่ปรากฏว่าซีซาร์สลัดมีอายุไม่ถึง 100 ปี แถมยังมาจากสถานที่ซึ่งเรานึกไม่ถึงอย่างเม็กซิโกอีกด้วย Continue reading A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 1

โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

โพรมิธิอัส

โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

โพรมิธิอัส-Prometheus เป็นเทพที่สําคัญต่อพวกเราชาวโลกมาก (ตามความคิดของชาวกรีกแล้ว) ไม่มีโพรมิธิอัสก็ไม่มีเรา เพราะเขาเป็นผู้สร้างมนุษยชาติ ประวัติของโพรมิธิอัสนั้นมีอยู่ว่าเขาป็นเทพไทแทนองค์หนึ่งที่เกิดจากการแต่งงานของเทพไทแทนไอเอพพิทัสและนางนิมฟ์เอเชีย เป็นลูกหนึ่งในสี่คนที่เกิดเป็นแฝดสองคู่ โดยตัวเขาเกิดคู่กับเอพิมิธิอัส-Epimetheus (ส่วนอีกสองนั้นคือ เมนีทิอัสและแอตลาส) นามโพรมิธิอัสแปลว่า “เห็นล่วงหน้า” (อาจหมายความว่าคิดก่อนทําก็ได้) ส่วนเอพิมิธิอัสแปลว่า “เห็นทีหลัง” (เข้าทํานองทําแล้วถึงคิดได้) Continue reading โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัสผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง ตอนที่ 1

ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัส (Cronus) ผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง

ดาวเสาร์โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลําดับที่ 6 และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 1,427 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 120,536 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 29.5 ปี ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัส (Cronus) ผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่งและใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 10.30 ชั่วโมง มวลของดาวเสาร์คือฮีเลียมและไฮโดรเจน บรรยากาศประกอบด้วยฮีเลียมและไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่ Continue reading ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัสผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง ตอนที่ 1

ตำนานดาวยูเรนัส (Uranus) ต้นกำเนิดแห่งวงศ์วานเทพเจ้ากรีก ตอนที่ 2

ตำนานดาวยูเรนัส (Uranus) ต้นกำเนิดแห่งวงศ์วานเทพเจ้ากรีก ตอนที่ 2

ตำนานยูเรนัส

ชื่อกรีก : เทพยูเรนัส (Uranus) หรือ อูรานอส (Ouranos)
ชื่อโรมัน : เทพแคลุส (Caelus)

ในตํานานกรีก ก่อนจะเริ่มมีจักรวาลและสิ่งอื่นใดดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มันคือช่วงที่ห้วงอากาศมีภาวะอะไรอย่างหนึ่งปนเปกันสับสนอลหม่าน ชาวกรีกเรียกภาวะนี้ว่า “เคออส” (Chaos) หรือความวุ่นวายยุ่งเหยิง ซึ่งต่อมาเคออสก็ได้กลายเป็นเทพแห่งการทําลายไปด้วย และแล้วหลังจากนั้นนานเคออสก็เริ่มจับตัวรวมกันเป็นเป็นราตรีนิกซ์ (Nyx) หรือเทพราตรีเทพีแห่งเวลากลางคืน และหลุม ดําอีเรบัส (Erebus) หรือเทพแห่งความมืด ทั้งสองเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่มีอะไรเลย นอกจากความว่างเปล่า ความลึกลับ ความน่าสะพรึง และความไม่สิ้นสุด Continue reading ตำนานดาวยูเรนัส (Uranus) ต้นกำเนิดแห่งวงศ์วานเทพเจ้ากรีก ตอนที่ 2

ตำนานดาวยูเรนัส (Uranus) ต้นกำเนิดแห่งวงศ์วานเทพเจ้ากรีก ตอนที่ 1

ตำนานดาวยูเรนัส (Uranus) ต้นกำเนิดแห่งวงศ์วานเทพเจ้ากรีก

ดาวยูเรนัส (Uranus)

หรือดาวมฤตยูในชื่อไทย โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลําดับที่ 7 แต่มีขนาดใหญ่เป็นลําดับ 3 อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 2,871 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 51,118 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 83.8 ปี ใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 17.14 ชั่วโมง (หมุนรอบตัวเองตรงข้ามกับดาวเคราะห์อื่น) มวลของดาวยูเรนัสคือฮีเลียมและไฮโดรเจน บรรยากาศประกอบด้วยฮีเลียม ไฮโดรเจน และมีเทนเป็นส่วนใหญ่ Continue reading ตำนานดาวยูเรนัส (Uranus) ต้นกำเนิดแห่งวงศ์วานเทพเจ้ากรีก ตอนที่ 1

The Catcher in the Rye ทฤษฎีสมคบคิดว่าด้วยการลอบสังหารบุคคลสำคัญ

The Catcher in the Rye

ยังคงมีอีกประเด็นหนึ่งที่มีคนสงสัยอย่างมากว่าถ้าหาก จอห์น ฮิงค์ลีย์ ไม่ได้เป็นผู้ที่กระทําการแต่เพียงลําพังแล้ว เขาเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้เหนี่ยวไกปืนยิงประธานาธิบดีเรแกนได้อย่างไร เรื่องนี้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ฮิงค์ลีย์อาจจะถูกหลอกใช้เช่นเดียวกับที่สงสัยกันในกรณี ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald) ผู้ต้องหาคดีลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี และ ชีร์ฮาน ชีร์ฮาน (Sirhan Sirhan) ผู้ต้องหาคดีการลอบสังหาร โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี หรือ เคนเนดีคนน้องระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และถ้าหากพิจารณาถึงกรณีการลอบสังหารประธานาธิบดี เจมส์ การ์ฟิลด์ (James Garfield) ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1881 ด้วยแล้ว กรณีนี้ก็น่าจะคล้ายกันมาก Continue reading The Catcher in the Rye ทฤษฎีสมคบคิดว่าด้วยการลอบสังหารบุคคลสำคัญ