ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ความอยุติธรรมที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติในอเมริกาใต้

ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ความอยุติธรรมที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติในอเมริกาใต้

ระหว่างที่ ไซมอน โบลิวาร์ อยู่ในปารีสนั้น เขาได้คบหากับเพื่อนฝูงซึ่งมีทั้งนักปรัชญา อาจารย์ และนักเดินทางที่ไปพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ต่างๆ เขาจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากคนเหล่านั้นเอาไว้อย่างมากมายจากการได้รับฟังประสบการณ์ต่างๆที่พวกเขาไปประสบมา โบลิวาร์ได้รู้จักกับนักเดินทางชาวเยอรมันผู้หนึ่งชื่อ อเล็กซานเดอร์ ฟอน ฮัมโบลด์ต (Alexander Von Humboldt) ซึ่งเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก และเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องการทําสงครามเพื่ออิสรภาพของชาวอเมริกันที่ต้องการปลดปล่อยตนออกจากอํานาจของจักรวรรดิอังกฤษให้เขาฟังอย่างละเอียด

การปฏิวัติในสหรัฐอเมริกา

การปฏิวัติในสหรัฐอเมริกา

ฮัมโบลด์ตได้ไปสัมผัสกับเรื่องนี้ที่สหรัฐอเมริกามาด้วยตัวเอง จึงมีแง่มุมต่างๆที่คนทั่วไปยังไม่รู้ โบลิวาร์ก็ได้รับรู้จากฮัมโบลด์ตนี้เอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาสนใจมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อได้ฟังจากปากของผู้ที่ได้ไปสัมผัสมาด้วยตัวเองเช่นนี้ จึงทําให้เขาประทับใจมาก

ฮัมโบลด์ตเล่าถึงการที่กลุ่มคนซึ่งอึดอัดกับการปกครองอย่างเอารัดเอาเปรียบของรัฐบาลอังกฤษกลุ่มหนึ่งที่เริ่มต้นจากคนเพียงกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียวลุกขึ้นปลุกระดมชาวอเมริกันให้ตระหนักกับสิทธิ และเสรีภาพของตนเอง แล้วออกมาร่วมจับมือกันต่อต้านรัฐบาลอังกฤษจนต่อมาเมื่อมีคนมาเข้าร่วมเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นจึงเกิดขบวนการต่อต้านรัฐบาลขึ้น แล้วลุกลามจนกลายเป็นสงครามระหว่างชาวอเมริกันกับรัฐบาลอังกฤษ และในที่สุดฝ่ายประชาชนชาวอเมริกันก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ทั้งที่อังกฤษมีกองทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์เหนือกว่าแต่กลับพ่ายแพ้จิตใจและการรวมเป็นหนึ่งของชาวอเมริกัน จากนั้นจึงมีการประกาศอิสรภาพ และกลายเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาจนถึงทุกวันนี้

ไซมอน โบลิวาร์ รับฟังเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจจนทําให้เขาคิดไปถึงบ้านเมืองของเขาว่า หากมีความร่วมมือร่วมใจของคนที่มีความคิดตรงกันในเรื่องการปลดปล่อยตนออกจากอํานาจของรัฐบาลสเปนเกิดขึ้นบนแผ่นดินลาตินอเมริกาบ้าง บ้านเมืองของพวกเขาก็น่าจะมีโอกาสเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาได้ และด้วยไฟซึ่งกําลังคุกรุ่นอยู่ในหัวใจเวลานั้น

โบลิวาร์จึงเขียนจดหมายไปหา ไซมอน รอดริเกซ ครูที่ในภายหลังกลายเป็นที่ปรึกษาให้แก่เขาที่คาราคัส ให้เดินทางไปพบเขาที่ฝรั่งเศสเพื่อปรึกษาหารือและเริ่มวางแผนปลดปล่อยประเทศเวเนซูเอลาออกจากอํานาจของจักรวรรดิสเปนกันที่นั่น โดยต่อมาทั้งสองยังได้เดินทางไปตามประเทศต่างๆเพื่อจะศึกษาระบบการเมืองของแต่ละแห่งดูว่าแบบไหนจึงจะเหมาะกับประเทศของตนอีกด้วย

ช่วงเวลาที่ ไซมอน โบลิวาร์ ท่องเที่ยวอยู่ในยุโรปนี้เป็นช่วงเดียวกับที่ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ครองอํานาจอยู่ในฝรั่งเศสและกําลังพยายามแผ่ขยายอํานาจออกไปทั่วทั้งยุโรปอีกด้วย เขาให้ความสนใจต่อเส้นทางการก้าวขึ้นสู่อํานาจของนโปเลียนเป็นอย่างมากที่ ก้าวขึ้นมาทรงอํานาจสูงสุดจากจุดเริ่มต้นเพียงนายทหารตําแหน่งเล็กๆจนกลายเป็นผู้ถืออํานาจสูงสุด โดยเฉพาะวิธีการทําสงครามของนโปเลียนที่สามารถนําชัยชนะมาได้ในทุกสมรภูมิ

ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ความอยุติธรรมที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติในอเมริกาใต้

ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ความอยุติธรรมที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติในอเมริกาใต้

กระทั่งปี ค.ศ.1805 เมื่อนโปเลียนเข้ายึดอิตาลี โบลิวาร์กับรอดริเกซก็ยังติดตามกองทัพของนโปเลียนไปจนถึงอิตาลีด้วย และระหว่างอยู่ที่กรุงโรมนั้นโบลิวาร์กับรอดริเกซก็ยังได้พบกับฮัมโบลด์ต อีกครั้ง ทั้งสองจึงได้คุยให้ฮัมโบลด์ตฟังถึงแนวความคิดในการปลดปล่อยประเทศในลาตินอเมริกาออกจากอํานาจของสเปนที่เขาคิดวางแผนกันมาก่อน โดยต้องการให้ฮัมโบลด์ตวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด หากเทียบกับการปลดแอกอํานาจออกจากอังกฤษของชาวอเมริกัน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความสุกงอมทางความคิดที่จะกลับไปปลดปล่อยประเทศของเขาแล้วในเวลานั้น รอเพียงกลับไปกระทําเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปภายหลังกลับถึงคาราคัสแล้วเท่านั้น

ระหว่าง โบลิวาร์ กับ รอดริเกซ อยู่ที่อิตาลีนั้น ทั้งสองมีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับชุมชนคนยากไร้ที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในกรุงโรม ย่านที่เรียกว่า มอนเต ซาโคร (Monte Sacro) ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบท่ามกลางความสวยงามที่ฉาบหน้าอยู่ พวกเขาเห็นชีวิตคนยากจนซึ่งอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดและ ขาดสุขอนามัย อดๆอยากๆทั้งที่ห่างออกไปเพียงไม่เท่าใดก็จะเห็นตึกรามอันโอ่อ่าสวยงามของพวกชนชั้นสูงมีฐานะที่ใช้ชีวิตกันอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย

ใครๆไปที่กรุงโรมก็มักจะสัมผัสกับภาพภายนอกอันสวยงาม โดยไม่มีใครได้รับรู้เลยว่ามีชุมชนยากไร้แห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ เมื่อไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ชุมชนแห่งนี้ก็เหมือนกับไม่มีตัวตนทั้งที่มันตั้งอยู่กลางกรุงมาชั่วนาตาปีแล้ว ภาพเช่นนี้ทําให้โบลิวาร์คิดถึงภาพที่คล้ายกันซึ่งเกิดขึ้นที่กรุงคาราคัสบ้านเกิดของเขาเอง

ที่มีชุมชนยากจนเช่นนี้อยู่มากมายแต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลมาก่อน เพราะรัฐบาลมองไม่เห็น เห็นแต่เพียงตึกรามใหญ่โตซึ่งบังตาอยู่ข้างหน้าเท่านั้น ทั้งที่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างทั่วถึง แต่รัฐบาลกลับเลือกดูแลเฉพาะแต่คนมั่งมี ดูแลตึกรามสวยงามข้างหน้ามากกว่าไปสนใจชุมชนยากไร้และสกปรกข้างหลัง ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนี้คล้ายๆกันตามเมืองใหญ่แถบลาตินอเมริกาแห่งอื่นๆที่รัฐบาลแต่ละแห่งมักเลือกจะเอาใจคนรวยมากกว่าคนจน เพราะตนก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่า

ทั้งที่ ไซมอน โบลิวาร์ ก็มาจากสังคมชนชั้นสูงที่ฐานะมั่งคั่งในสังคมคนหนึ่งแต่เขากลับมีความรู้สึกถึงความไม่สมดุล และความไม่ถูกต้องในชีวิตของชนชั้นล่างคนยากคนจน ซึ่งมักถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกีดกันไม่ให้ได้รับโอกาสทางสังคม แต่โบลิวาร์ได้สะท้อนปัญหาเหล่านี้ไปถึงต้นตอว่าเป็นเพราะประเทศอยู่ภายใต้การปกครองของคนต่างชาตินั่นเอง คนต่างชาติก็คล้ายกับรัฐบาลปกครองประเทศในเวลานั้นที่มองเห็นแต่ประโยชน์ซึ่งตนจะได้มากกว่าเข้ามาพัฒนาสังคมให้พวกเขามีความเจริญขึ้น ของดีๆจึงถูกดูดกลับไปที่สเปน ทิ้งแต่ของเสียๆเอาไว้ให้คนพื้นถิ่น และรัฐบาลก็ยังทําตัวเสมือนกับคนขายชาติ รับใช้พวกสเปนเพื่อแลกกับสินจ้างรางวัล

สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดกับประเทศอื่นๆในกลุ่มลาตินอเมริกาที่อยู่ใต้อํานาจของจักรวรรดิสเปนด้วยกันทั้งสิ้น ต่างถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกเบียดบังเอาทรัพยากรของแผ่นดินไปขุนเจ้าจักรวรรดิจนอ้วนพี แล้วปล่อยให้คนพื้นถิ่นเจ้าของแผ่นดินที่ทํางานชนิดหลังขดหลังแข็งอยู่กันอย่างอดๆอยากๆ จ่ายภาษี จ่ายบรรณาการ แล้วยังต้องส่งผลผลิตไม่อั้นให้แก่สเปนจนร่ำรวยยิ่งขึ้น

ในขณะที่ประเทศอาณานิคมต่างแห้งกรอบกันเป็นทิวแถว ทําให้เห็นถึงการไร้ซึ่งความยุติธรรมอย่างชัดเจน จึงทําให้โบลิวาร์เกิดความคิดว่าถ้าหากต้องการให้สังคมในประเทศของเขามีความเป็นอยู่ที่ดี มีความสมบูรณ์พูนสุขกันอย่างถ้วนหน้า พวกเขาก็จะต้องปลดโซ่ตรวนที่ผูกติดกับจักรวรรดิให้ได้เสียก่อน จึงกําหนดอนาคตกําหนดทิศทางที่ตนต้องการเดินต่อไปด้วยตัวเองได้อย่างแท้จริง

เมื่อตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้ว โบลิวาร์จึงได้ให้สัตย์สาบานกับเพื่อนร่วมทางคือ ไซมอน รอดริเกซ ว่าจะขอปลดปล่อยประเทศของตนออกจากอํานาจของสเปนให้สําเร็จจงได้ แล้วสร้างระบอบปกครอง ใหม่ที่สามารถให้ประชาชนทุกชนชั้น โดยเฉพาะชนชั้นล่างและชนชั้นกลางที่เป็นแรงงานสร้างประเทศอันแท้จริงขึ้นมามีสิทธิอย่างเท่าเทียมกันให้ได้ แต่ ไซมอน โบลิวาร์ ไม่ได้หมายถึงระบอบคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด เพราะในช่วงเวลานั้นคอมมิวนิสต์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างขึ้น เป็นแค่เพียงแนวความคิดแบบสังคมนิยมที่มีการพูดถึงกันอยู่เวลานั้นเท่านั้น

ไซมอน โบลิวาร์ ตัดสินใจเดินทางกลับกรุงคาราคัสในปี ค.ศ. 1807 เพื่อเริ่มต้นสานฝันของเขาให้เป็นจริง แต่ได้แวะไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน เพื่อต้องการดูแบบอย่างสังคมของประเทศที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาเกิดความคิดที่จะปลดปล่อยเวเนซูเอลาให้เห็นกับตาเสียก่อน ในช่วงแรกๆของแผนการปลดปล่อยเวเนซูเอลาออกจากอํานาจของจักรวรรดิสเปนนั้น โบลิวาร์ได้พยายามออกหาแนวร่วมฝ่ายต่างๆที่มีความคิดเห็นเช่นเดียวกับเขา ซึ่งก็ยังคงมองไม่เห็นหนทางที่จะเริ่มต้นเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมได้

แต่ในขณะที่เขากําลังคลําหาหนทางอยู่นี้ ที่สเปนเองได้เกิดความวุ่นวายขึ้น นโปเลียน โบนาปาร์ต ได้นําทัพบุกเข้ายึดสเปนจนสําเร็จ และบีบบังคับให้ ชาร์ลสที่ 4 (Charles IV) กษัตริย์สเปนในเวลานั้นยอมสละบัลลังก์ แล้วเนรเทศรัชทายาทคือ เฟอร์ดินาน ที่ 7 (Ferdinand VI) ผู้เป็นโอรสออก นอกประเทศในปี ค.ศ. 1818 โดยให้ โจเซฟ โบนาปาร์ต (Joseph Bonaparte) ซึ่งเป็นพี่ชายของ นโปเลียนขึ้นเป็นกษัตริย์สเปนแทน เมื่อยึดครองสเปนได้โดยสมบูรณ์แล้วจึงเท่ากับประเทศในอาณานิคมของสเปนก็ต้องอยู่ภายใต้อํานาจของ นโปเลียน โบนาปาร์ต ด้วยนั่นเอง

โดยเฉพาะอาณานิคมในอเมริกาใต้ทั้งหมดนั้น นโปเลียนสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากคิดที่จะใช้ที่นี่เป็นหนทางแผ่ขยายอํานาจขึ้นไปถึงอเมริกาเหนือต่อไป นโปเลียนจึงได้ให้ โจเซฟ โบนาปาร์ต ส่งผู้ปกครองชุดใหม่ที่เป็นคนของรัฐบาลใหม่ในสเป็นไปดูแลอาณานิคมในประเทศต่างๆแถบนั้นทั้งหมด และความเปลี่ยนแปลงในสเป็นครั้งนั้นเองที่ได้กลายเป็นแสงสว่างลําแรกให้โบลิวาร์มองเห็นเส้นทางในการปลดปล่อยประเทศของเขาออกจากอํานาจจักรวรรดิ 

กษัตริย์ โจเซฟ โบนาปาร์ต ประกาศให้รัฐบาลชุดเดิมที่แต่งตั้งโดยกษัตริย์สเป็นองค์ก่อนหมดสิ้นอํานาจลง แล้วจึงส่งรัฐบาลใหม่ที่เรียกกันว่า ฮุนตา Junta เข้ามาบริหารประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาทั้งหมดที่อยู่ในอาณานิคมของสเปนแทน คําว่า “ฮุนตา” เป็นภาษาสเปนมีความหมายว่า “คณะปกครอง” เริ่มต้นเรียกคุณะปกครองที่มาจากการยึดอํานาจในสเปน กระทั่งมาถึงสมัยนโปเลียนซึ่งเป็นทหารและยึดอํานาจจากราชวงศ์สเปน เมื่อส่งผู้ปกครองมาที่ลาตินอเมริกา จึงเรียกว่ารัฐบาล ฮุนตา

ต่ต่อมาด้วย ฤติกรรมของรัฐบาลฮุนตาที่มักใช้อํานาจในทางเผด็จการ และปกครองประชาชนอย่างกดขี่เนื่องจากมีอํานาจเด็ดขาดอยู่ในมือ คําว่า ฮุนตา จึงมักถูกแปลความหมายหมายถึงรัฐบาลเผด็จการทหารในที่สุด และด้วยสาเหตุที่ประเทศกลุ่มลาตินอเมริกาในภายหลังมักปกครองโดยคณะรัฐบาลทหารที่มาจากการรัฐประหารยึดอํานาจเสียส่วนใหญ่ และคณะรัฐบาลทหารมักปกครองประเทศในลักษณะเผด็จการเบ็ดเสร็จอยู่เป็นประจํา คําว่า ฮุนตา จึงใช้กันอย่างแพร่หลาย และต่อมาถูกนําไปเรียกคณะรัฐบาลที่มาจากการยึดอํานาจโดยกําลังทหารในประเทศต่างๆไม่ว่าที่ใดก็ตาม

เมื่อนโปเลียนตั้งคณะปกครองชุดใหม่เข้ามาดูแลประเทศต่างๆซึ่งอยู่ในอํานาจของสเปนแล้ว จึงเป็นโอกาสทําให้ประเทศเหล่านั้นเริ่มมองหาหนทางที่จะปลดแอกตนเองด้วยการต่อต้านรัฐบาลใหม่ ไซมอน โบลิวาร์ ก็เช่นกัน เขาเริ่มใช้โอกาสนี้ออกปราศรัยให้ประชาชนเห็นว่าการที่นโปเลียน ยึดอํานาจล้มราชวงศ์สเปนแล้วฉวยโอกาสเข้ามาสวมสิทธิ์ปกครองประเทศในลาตินอเมริกาต่อนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง โบลิวาร์ได้ออกเคลื่อนไหวถึงเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจนเริ่มมีประชาชนเห็นคล้อยตามเขามากขึ้น

จากนั้นจึงมีกลุ่มองค์กรต่างๆเริ่มเข้ามาให้ความร่วมมือเป็นพันธมิตรเคลื่อนไหวกับเขามากขึ้นด้วยเช่นกัน กระทั่งทุกกลุ่มที่เคยแยกกันเคลื่อนไหวและต่อกันไม่ติดมาก่อนก็เริ่มหันมากลมเกลียวและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งต่อมาก็ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลของตนเองขึ้นในปี ค.ศ. 1810 และประกาศตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับ โจเซฟ โบนาปาร์ต อีกต่อไป แล้วขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐบาลซึ่ง โจเซฟ โบนาปาร์ต ตั้งขึ้นออกจากคาราคัสไปจนหมด จากนั้นรัฐบาลชุดใหม่ก็มีมติให้ ไซมอน โบลิวาร์ เป็นตัวแทนเดินทางไปอังกฤษเพื่อขอการรับรองอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอังกฤษ การประกาศอิสรภาพจึงจะถือได้ว่าสมบูรณ์

แต่การประกาศอิสรภาพของเวเนซูเอลาในช่วงแรกๆนี้ยังขลุกขลักอยู่มาก เนื่องจากยังคงมีฝ่ายที่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในอํานาจของรัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ตามจังหวัดต่างๆอีกมาก จึงมีการต่อสู้กันเองจนเกือบจะลุกลามออกไปกลายเป็นสงครามกลางเมืองอยู่แล้ว หากไม่มีการเชิญให้ทุกๆฝ่ายเข้ามาร่วมประชุมกันเพื่อหาทางออกและวางข้อตกลงเพื่อไกล่เกลี่ยบทบาทและวางขอบเขตอํานาจกันจนลงตัว ปัญหาจึงยุติลงได้ โดยแม้แต่ฝ่ายที่เคยภักดีกับสเปนก็ยังเปลี่ยนใจหันมาเข้าร่วมด้วย

จากนั้นจึงได้มีการเลือกคนกลางที่ทุกฝ่ายให้ความเชื่อถือและยอมรับขึ้นมาเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ซึ่งเวลานั้นมีบุคคลที่เคยเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านสเปนมาเป็นเวลานานแล้วจนเป็นที่เชื่อถือของทุกๆฝ่ายผู้หนึ่งคือ ฟรานซิสโก เดอ มิแรนดา (Francisco de Miranda) ได้ถูกเสนอชื่อขึ้นมา และได้รับมติเอกฉันท์ให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลและจัดตั้งคณะรัฐบาลที่สมบูรณ์ต่อไป

ฟรานซิสโก เดอ มิแรนดา นั้นเป็นชาวครีโอลซึ่งเกิดในกรุงคาราคัสเช่นกัน มิแรนดาได้เคยผ่านประสบการณ์ในการสู้รบและเหตุการณ์ปฏิวัติครั้งสําคัญของโลกมาแล้วทั้งในการปฏิวัติที่สหรัฐอเมริกาและการปฏิวัติที่ฝรั่งเศส แล้วยังเคยรวบรวมกําลังขึ้นพยายามก่อรัฐประหารรัฐบาลหุ่นเชิดของสเปนมาแล้วครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1806 ด้วยความช่วยเหลือของทางฝ่ายอังกฤษ แต่ความพยายามครั้งนั้นไม่เป็นผลสําเร็จจนต้องหลบหนีไปลี้ภัยอยู่ที่กรุงลอนดอน

ความทุ่มเทของมิแรนดาครั้งแล้วครั้งเล่าทําให้เป็นที่เชื่อถือของทุกฝ่าย และโบลิวาร์ก็ได้รับการมอบหมายจากที่ประชุมให้เดินทางไปทาบทามมิแรนดาที่ลอนดอนให้กลับคาราคัส เพื่อเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลปลดปล่อยของเวเนซูเอลา จากนั้นที่ประชุมสภาปฏิวัติจึงกําหนดนัดหมายวันประกาศอิสรภาพให้แก่เวเนซูเอลาเป็นประเทศสาธารณรัฐเวเนซูเอลา (Republic of Venezuela) นับแต่นั้น

และย่อมแน่นอนว่าการประกาศอิสรภาพนี้ฝ่าย โจเซฟ โบนาปาร์ต ต้องไม่ยินยอม จึงส่งกองทัพสเปนนําโดย นายพล ฮวน โดมิงโก เดอ มอนเตเวอร์เด (Juan Domingo de Monteverde) บุกเข้าเวเนซูเอลา เพื่อปราบปรามรัฐบาลปลดปล่อยเวเนซูเอลา ซึ่งในเวลานั้นมีอยู่ 3 จังหวัดของเวเนซูเอลาที่ไม่ยอมเข้าร่วมกับสภาปฏิวัติ และยังภักดีต่อสเปนอยู่คือ มาลาไคโบ (Maracaibo) กัวยานา (Guavana) กับ โคโร (Coro) รัฐบาลสเปนจึงได้ใช้ 3 จังหวัดนี้เป็นฐานที่มั่นสําหรับการปราบปรามฝ่ายปลดปล่อยเวเนซูเอลา สงครามกลางเมืองเวเนซูเอลาจึงเริ่มขึ้นอย่างแท้จริงจากช่วงเวลานี้เอง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet