ไซมอน โบลิวาร์ (Simon Bolivar) บุคคลสำคัญของโลกผู้ปลดปล่อยอเมริกาใต้

ไซมอน โบลิวาร์ (Simon Bolivar) บุคคลสำคัญของโลกผู้ปลดปล่อยอเมริกาใต้

ไซมอน โบลิวาร์ (Simon Bolivar) เป็นบุคคลที่มีความสําคัญซึ่งชาวลาตินอเมริกาหรือประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ให้ความเคารพนับถือว่าเป็น เอล ลิเบอร์ตาดอร์ (EI Libertador) ซึ่งเป็นคําภาษาสเปนแปลว่า ผู้ปลดปล่อย หรืออีกฉายาหนึ่งก็คือ จอร์จ วอชิงตัน (George Washing ton) แห่งอเมริกาใต้ ซึ่งชื่อหลังนี้มีความหมายว่า ผู้ประกาศอิสรภาพแก่อเมริกาใต้ (จอร์จ วอชิงตัน ก็คือแกนนําสําคัญในสงครามประกาศอิสรภาพให้แก่สหรัฐอเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 18)

ไซมอน โบลิวาร์ (Simon Bolivar) บุคคลสำคัญของโลกผู้ปลดปล่อยอเมริกาใต้

ไซมอน โบลิวาร์ (Simon Bolivar) บุคคลสำคัญของโลกผู้ปลดปล่อยอเมริกาใต้

ด้วยความเป็นบุคคลสําคัญในประวัติศาสตร์การประกาศอิสรภาพแก่ประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้เช่นนี้ จึงมีการนําเอาชื่อสกุลของเขาไปตั้งเป็นชื่อของประเทศโบลิเวีย (Bolivia) ซึ่งเป็นประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากประเทศต่างๆในอเมริกาใต้ได้รับอิสรภาพโดยสมบูรณ์แล้วเพื่อเป็นเกียรติประวัติ และเพื่อให้นามนี้ถูกจารึกไว้เป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ให้ชาวลาตินอเมริกาทุกคนได้จดจําถึงเกียรติคุณของ ไซมอน โบลิวาร์ ผู้จุดประกายการปลดปล่อยลาตินอเมริกากระทั่งเป็น ผลสําเร็จนั่นเอง

แม้ก่อนหน้าโบลิวาร์ลุกขึ้นนําการปลดปล่อยครั้งนั้น จะมีบุคคลอื่นๆหลายคนเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อการปลดแอกออกจากอํานาจของชาวสเปนมาก่อนแล้ว แต่การลุกขึ้นนําของโบลิวาร์นี้เองที่เริ่มเกิดผลทําให้การปลดแอกเดินไปสู่ความสําเร็จได้ในที่สุด

รัฐบาลสเปนเริ่มเข้ามาแผ่อิทธิพลครอบครองดินแดนแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ภายหลังจากการค้นพบทวีปอเมริกาโดย คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากราชินีอิสซาเบลลา (Isabella) แห่งสเปน เพื่อการสํารวจเส้นทางเดินเรือเส้นใหม่ไปยังซีกโลกตะวันออก

สเปนจึงเป็นชาติแรกที่ส่งคนเข้ามาขุดหาผลประโยชน์จากแผ่นดินนี้ จากนั้นก็ส่งคนเข้ามายึดครองแผ่นดินจากคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ก่อน โดยอพยพคนจากสเปนเข้ามาในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เป็นระลอกๆเรื่อยๆ จนในที่สุดรัฐบาลสเปนก็ยึดครองแผ่นดินเหล่านั้นไว้แล้วประกาศให้เป็นเขตแดนอาณานิคมภายใต้ราชบัลลังก์สเปนในที่สุด

แผ่นดินอเมริกากลางและอเมริกาใต้จึงถือเป็นอาณานิคมแห่งแรกของสเปน และจากจุดนี้เองที่สเปนได้ขยับขยายเขตอาณานิคมของตนออกมายังซีกโลกตะวันออกเพื่อสร้างลัทธิจักรวรรดิของ ตนขึ้น และเกิดยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมที่ทําให้ชาติอื่นๆต้องการสร้างอิทธิพลของตนแผ่มาทางซีกโลกตะวันออกกันเป็นทิวแถว จนทําให้เกิดการแข่งขันกันล่าอาณานิคมกันยกใหญ่

เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายศตวรรษ ทั้งชาวพื้นเมืองและชาวสเปนกลุ่มที่อพยพเข้ามาใหม่ต่างสืบเผ่าสืบพงศ์จนหลอมรวมกลายเป็นคนพื้นถิ่นรุ่นใหม่ที่เรียกว่าชาวลาติน อเมริกัน (Latin American) หมายถึงกลุ่มคนเชื้อสายที่สืบจากชาวสเปน ใช้ภาษาที่เรียกว่า ภาษาโรมานซ์ (Romance) ซึ่งมีรากภาษามาจากภาษาลาติน (Latin) ที่ใช้กันในแถบประเทศสเปนและโปรตุเกส คนเหล่านี้ถือเป็นคนพื้นเมืองรุ่นหลังที่เป็นเจ้าของประเทศ แต่อย่างไรก็ยังคงอยู่ภายใต้อํานาจปกครองของรัฐบาลสเปนอยู่

รัฐบาลสเปนได้ส่งผู้สําเร็จราชการเข้ามาดูแล และเป็นผู้ตั้งคณะรัฐบาลท้องถิ่นขึ้นเพื่อเข้ามาควบคุมผลประโยชน์ส่งกลับไปให้แก่ราชสํานักสเปน แม้จะมีคนพื้นถิ่นเข้าร่วมอยู่ในคณะรัฐบาลด้วยก็ตาม แต่ก็อยู่ภายใต้กฎหมายของสเปน สิ่งนี้สร้างความอึดอัดใจให้แก่ประชาชนที่อยู่ในลาตินอเมริกาประเทศต่างๆเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ที่ถูกส่งเข้ามาเป็นผู้ปกครองดูแลหรือคณะรัฐบาลท้องถิ่นมักถืออํานาจเสมือนตนเป็นกษัตริย์ และมักอ้างอํานาจของกษัตริย์โดยไม่สนใจความทุกข์ยากประชาชน เพราะเมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็มักอ้างว่าทําตามพระประสงค์ ตนจึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเลวร้ายที่ทําลงไป

สิ่งนี้มักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับการมอบอํานาจให้ผู้อื่นนําไปใช้แทนไม่ว่าที่ใดก็ตาม กรณีนี้ก็เช่นกัน พอนานวันเข้าก็เกิดความเหลิงอํานาจและใช้มันอย่างเกินเลยจนสร้างแรงกดดันแก่ประชาชน ทําให้ เกิดช่องว่างระหว่างฝ่ายปกครองกับประชาชนถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ส่วนฝ่ายบริหารที่เป็นคนท้องถิ่นก็เห็นแก่ลาภยศและผลประโยชน์ต่างๆจนในที่สุดก็กลายเป็นพวกเดียวกับผู้ปกครองต่างถิ่น เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนที่ทนแรงกดดันไม่ได้จึงลุกขึ้นต่อต้านและขับไล่ผู้ปกครองเหล่านั้นเพื่อออกจากแอกที่คนพวกนั้นสวมให้ สงครามเพื่อปลดปล่อยชาติลาตินอเมริกาที่เกิดขึ้นนั้นก็สืบเนื่องจากเหตุนี้

ไซมอน โบลิวาร์ เกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี มีชาติตระกูลสูง ซึ่งถ้าหากเขาไม่เข้ามาในเส้นทางการต่อสู้เพื่ออิสรภาพนี้ เขาก็จะมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุขไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่เพราะเขาเกิดมาในตระกูลมั่งคั่งร่ำรวยนี้เองจึงทําให้เขาเกิดความเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ยากของชนชั้นล่างผู้ยากไร้ที่ ไม่มีโอกาสในการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และด้วยโอกาสในการศึกษาของโบลิวาร์จึงทําให้เขาได้รับรู้ถึงความเป็นไปในสังคม จนบ่มเพาะให้เขากลายเป็นนักอุดมการณ์ที่ต้องการเห็นสังคมสมบูรณ์แบบไร้ซึ่งการกดขี่ ไร้ซึ่งการเอารัดเอาเปรียบผู้อยู่ในการปกครอง

โบลิวาร์เริ่มบ่มเพาะความคิดในเรื่องการปฏิวัติสังคมที่ต้องการเห็นสังคมเกิดดุลยภาพตั้งแต่เริ่มเข้าวัยหนุ่ม เขาเชื่อว่าดุลยภาพของสังคมสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยระบบถ่วงดุลที่เหมาะสมระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง หากผู้ถูกปกครองไว้ซึ่งความสุขแล้ว ผู้ปกครองจะมีความสุขได้อย่างไร ใครจะทํางานให้ และนานวันการไร้ความสุขนั้นก็จะบ่อนเซาะฐานอํานาจของผู้ปกครองเป็นธรรมดา เป็นเช่นนี้ไม่ว่ายุคใดสมัยใดหรือที่ไหนๆก็ตาม โบลิวาร์สะท้อนความคิดนี้กับการถูกชาวสเปนปกครองอย่างไม่เคยคํานึงถึงความสุขของคนพื้นถิ่น แต่การจะไปร้องเรียกให้ชาวสเปนเกิดความเห็นใจก็คงเป็นเรื่องยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่จะทําให้สังคมเช่นนั้นเกิดขึ้นได้ก็คือล้มระบบเก่าแล้วสร้างระบบใหม่ขึ้นเท่านั้น

ช่วงเวลานั้นผู้คนในลาตินอเมริกาเริ่มฉลาดขึ้นแล้ว มีการศึกษามากขึ้น และผู้ที่เริ่มคิดถึงอนาคตของชาติก็มีมากขึ้นเช่นกัน ซึ่ง ไซมอน โบลิวาร์ ก็คล้ายกับคนที่ได้รับการศึกษาสูงๆทั่วไปที่เมื่อมีความรู้มากขึ้นก็ยิ่งค้นพบสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่กับสภาพความเป็นไปของสังคมซึ่งดูเสมือนปกติเหล่านั้นว่ามีสิ่งผิดเพี้ยนแฝงอยู่ จึงต้องการจะนําสิ่งที่รู้นั้นออกมาถ่ายทอดให้แก่คนในสังคมได้รับรู้เพื่อความกระจ่างแจ้ง และเพื่อปลูกฝังให้สังคมเกิดภูมิปัญญามากยิ่งขึ้น

การปฏวัติที่ฝรั่งเศส จุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจของ ไซมอน โบลิวาร์

การปฏวัติที่ฝรั่งเศส จุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจของ ไซมอน โบลิวาร์

จุดหักเหที่ทําให้ ไซมอน โบลิวาร์ เริ่มสนใจในปัญหาสังคมและการเมืองจนต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้สังคมบ้านเกิดของเขาได้มีโอกาสในการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นบ้าง เกิดขึ้นเมื่อตอนที่เขาเดินทางไปยุโรปและได้สัมผัสกับความคิดความอ่านของนักคิดนักปรัชญาด้านสังคม และการเมืองซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางเวลานั้นหลายคนในปารีส ประเทศฝรั่งเศส เขาซึมซับกระแสความคิดอันหลากหลายของเหล่านักคิด นักปรัชญามีชื่อเสียงหลายคนที่เขามีโอกาสพูดคุยด้วย จนทําให้เขากระจ่างขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ เขาจึงเริ่มเห็นถึงโอกาสและหนทางที่จะทําให้บ้านเมืองของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เริ่มจากการทําให้บ้านเมืองของเขาที่คาราคัส (Caracas) ซึ่งเวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิสเปนมีโอกาสพัฒนาด้านระบบการเมืองเสียก่อน แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะทําให้สเปนยินยอมเปิดโอกาสให้ประชาชนขึ้นมามีส่วนในการปกครองทั้งที่ถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพมาเป็นเวลานานหลายร้อยปีแล้ว

แต่แรงบันดาลใจสําคัญที่ทําให้เขามีความมั่นใจว่าการปฏิวัติสังคมในบ้านเกิดของเขามีโอกาสสําเร็จได้แม้จะยากเย็นก็ตามก็คือเหตุการณ์ปฏิวัติที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสที่ประสบความสําเร็จจนทําให้ประชาชนในฝรั่งเศสได้มีโอกาสขึ้นมาปกครองประเทศได้เป็นครั้งแรก ความสําเร็จของการปฏิวัติครั้งนั้นยังเป็นการปลุกกระแสให้เกิดการปฏิวัติที่ลุกลามไปทั่วทั้งยุโรปหรือในที่แห่งใดก็ตามที่ประชาชนต้องการจะลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ของพวกตนจากผู้ปกครองที่กดขี่บีฑาพวกเขาในเวลาต่อมาอีกด้วย

การปฏิวัติที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 ครั้งนั้นได้จุดประกายความมุ่งมั่นให้แก่ ไซมอน โบลิวาร์ คิดจะสร้างสังคมอุดมการณ์ให้ประชาชนไม่เพียงแต่ในบ้านเกิดของเขาเท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกหนทุกแห่งในลาตินอเมริกาอีกด้วย เนื่องจากเวลานั้นล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้อํานาจของ จักรวรรดิสเปนเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้ชาวลาตินอเมริกาทุกคนขึ้นมาร่วมกันสร้างสังคมที่ตนเป็นผู้เลือกหนทางเดินของตัวเองโดยปราศจากการควบคุมของสเปน โดยใช้การปฏิวัติโดยประชาชนเช่นในฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ เพื่อที่จะล้มอํานาจปกครองของรัฐบาลหุ่นเชิดสเปนลงให้ได้ แล้วจึงสถาปนาการปกครองที่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมด้วยขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็เดินหน้าขจัดอิทธิพลของสเปนให้ออกไปจากแผ่นดินทุกประเทศของอเมริกาใต้จนหมดสิ้นให้ได้

แต่การปฏิวัติโดยประชาชนที่ต้องการล้มล้างอํานาจปกครองเดิมของรัฐบาล ไม่เคยมีครั้งใดได้มาอย่างง่ายดาย การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งมักต้องใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะสู้รบกันโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม โดยเฉพาะการจะทําให้ผู้ปกครองซึ่งถืออํานาจและกําลังทหารอยู่ในมืออย่างเต็มที่ลงจากอํานาจอย่างง่ายดายย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงต้องใช้การทําสงครามระหว่างประชาชนกับผู้ครองอํานาจจนต้องมีการเลือดตกยางออกบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจํานวนมากอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และทั่วทั้งอเมริกากลางและอเมริกาใต้ในเวลานั้น จักรวรรดิสเปนยึดครองอํานาจเป็นเวลานานนับหลายร้อยปีจนฝังรากไว้อย่างเหนียวแน่นยากที่จะยอมสูญเสียอํานาจลงไปได้

การปลดปล่อยลาตินอเมริกาให้เป็นอิสรภาพจากสเปนจึงหลีกไม่พ้นจะต้องทําสงคราม และสงครามปลดปล่อยที่ ไซมอน โบลิวาร์ จุดขึ้นถึงแม้จะต้องเกิดการสูญเสียอย่างมากมาย แต่ในที่สุดก็บังเกิดผล เมื่อเกิดกระแสซึ่งลุกลามไปทั่วทั้งแผ่นดินลาตินอเมริกาลุกขึ้นขับไล่สเปน และต่อมาเมื่อฝ่าย โบลิวาร์หันไปจับมือกับแกนนําเคลื่อนไหวกลุ่มอื่นๆที่ทําสงครามปลดแอกสเปนอยู่ด้วยเช่นกัน เพื่อร่วมกันเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในที่สุดก็ประสบชัยชนะและสามารถขับไล่อํานาจของจักรวรรดิสเปนออกไปจากทุกพื้นที่ของแผ่นดินลาตินอเมริกาได้เป็นผลสําเร็จ

ประวัติความเป็นมาของ ไซมอน โบลิวาร์

ประวัติความเป็นมาของ ไซมอน โบลิวาร์

ไซมอน โบลิวาร์ มีชื่อเต็มตั้งแต่เกิดว่า ไซมอน โฮเซ อันโตนิโอ เด ลา ซานติซิมา ทรินิแดด โบลิวาร์ ปาลาซิออส (Simon Jose Antonio de la Santisima Trinidad Bolivar Palacios) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1783 ที่กรุงคาราคัส ประเทศเวเนซูเอลาปัจจุบัน บิดามาจากหมู่บ้านเล็กๆในแคว้นบาสก์ (Basque) ทางทิศเหนือของสเปน ส่วนมารดานั้นเป็นชาวพื้นเมืองที่นี่ โบลิวาร์จึงเป็นชาวครีโอล (Creole) ที่หมายถึงคนเลือดผสมระหว่างคนผิวขาวจากสเปน โปรตุเกส หรือฝรั่งเศส กับคนผิวแดงพื้นถิ่น หรือที่มาจากแอฟริกาก็ตาม แต่บางทีก็ใช้เรียกชาวสเปนรุ่นใหม่ที่จําเป็นต้องมีเลือดผสมแต่เกิดในทวีปอเมริกา เนื่องจากมีการผสมผสานทางเผ่าพันธุ์จนแยกกันไม่ออกในรุ่นหลังๆ

ทั้งบิดามารดาของโบลิวาร์ล้วนสืบสายมาจากตระกูลผู้ดี มีฐานะมั่งคั่งจนเป็นที่นับหน้าถือตาในคาราคัส บิดาของเขาร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจการทําเหมืองทองคําและเงิน และเป็นผู้เริ่มสร้างชื่อเสียงให้แก่ตระกูลโบลิวาร์จนกว้างขวางไปทั่ว โบสถ์แห่งหนึ่งในคาราคัสก็ยังตั้งชื่อโบสถ์ไว้ว่าโบลิวาร์ เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แก่ตระกูลนี้อีกด้วย และด้วยทรัพย์สินซึ่งมีอยู่มากมายของครอบครัวโบลิวาร์นี้เองที่ต่อมาเขาได้นํามันมาใช้เพื่อจะเป็นทุนรอนในการทําสงครามปลดปล่อยลาตินอเมริกา

ไซมอน โบลิวาร์ ต้องสูญเสียทั้งบิดาและมารดาไปก่อนเวลาอันควร โดยบิดานั้นเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1786 ซึ่งเวลานั้นเขามีวัยเพียง 3 ขวบเท่านั้น และต่อมามารดาก็เสียชีวิตติดตามไปอีกในปี ค.ศ. 1792 ขณะที่เขามีอายุ 9 ขวบ การสูญเสียบิดาและมารดาไปตั้งแต่เขายังเล็ก ทําให้โบลิวาร์ต้องอยู่ ในการเลี้ยงดูของพี่เลี้ยงซึ่งก็ให้การดูแลเขาเป็นอย่างดีจนกระทั่งเติบโตขึ้นมาตามแบบฉบับของผู้ดีมีชาติตระกูลอย่างไม่ผิดเพี้ยน และยังรับการศึกษาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในกรุงคาราคัสอีกด้วย

ไซมอน โบลิวาร์ เริ่มสั่งสมความรู้ด้านปรัชญาและการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เขาศึกษาประวัติศาสตร์ด้านการเมืองการปกครองทั่วโลกจนแตกฉาน ครูคนแรกซึ่งเป็นผู้ที่จุดประกายความรู้ในด้านนี้ทั้งหมดแก่เขามีชื่อว่า ไซมอน รอดริเกซ (Simon Rodriguez) ไซมอน รอดริเกซ ผู้นี้เป็นผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติตั้งแต่การปฏิวัติในสหรัฐอเมริกา (American Revolution) ในปี ค.ศ. 1776 และการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ในปี ค.ศ. 1796 ไว้อย่างละเอียด และนํามาเล่าให้โบลิวาร์ฟังจนทําให้เขาคิดที่จะเดินทางไปศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเองในประเทศต้นแบบการปฏิวัตินี้

จนเมื่อเติบโตขึ้น โบลิวาร์ก็ถูกส่งเข้ารับการฝึกฝนวิชาทหารที่โรงเรียนเตรียมทหารอรากัว (Militia of Aragua) จึงกล่าวได้ว่า ไซมอน โบลิวาร์ ได้รับการปูพื้นฐานอย่างดีและครบถ้วนในทุกด้าน และสิ่งเหล่านี้เองที่ถูกนํามาใช้เป็นประโยชน์เมื่อเขาขึ้นมาเป็นผู้นําในสงครามปฏิวัติลาตินอเมริกาในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 1799 เมื่อมีอายุได้ 16 ปี โบลิวาร์ก็ถูกส่งไปศึกษาต่อที่ประเทศสเปน และร่ำเรียนอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งช่วงที่อยู่ในสเปนนี้เอง โบลิวาร์ก็พบรักกับหญิงสาวที่มาจากตระกูลขุนนางสเป็นผู้หนึ่งชื่อ มาเรีย เทเรซา เดล โทโร (Maria Teresa del Toro) และต่อมาทั้งสองก็สมรสกัน แต่พอเขาพาภรรยากลับมาที่คาราคัสเพียงไม่นานนัก มาเรียก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1803

การสูญเสียภรรยาไปก่อนเวลาอันควรจึงทําให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไป โบลิวาร์ซึมเศร้ากับความสูญเสียจนไม่มีกําลังใจที่จะอยู่ในคาราคัสต่อไปได้อีก เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปสเปน อีกครั้งในปี ค.ศ. 1804 โดยคิดจะใช้ช่วงเวลาต่อจากนั้นเดินทางท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆทั่วยุโรปเพื่อบําบัดอาการทุกข์ใจของเขา และในเวลาเดียวกันก็หวังจะใช้ช่วงเวลานี้สําหรับศึกษาวิชาปรัชญาและการเมืองของประเทศต่างๆที่ผ่านไปอีกด้วย

โบลิวาร์เริ่มเดินทางออกจากสเปนไปฝรั่งเศสแล้วเดินทางต่อไปยังอิตาลี ในช่วงเวลานี้โบลิวาร์ใช้เวลาไปกับการศึกษาวิชาการเมืองและการปกครองอย่างจริงจัง เขาเริ่มศึกษางานของนักคิดนักปรัชญาทางสังคมและการเมืองในยุคแสงสว่าง (Enlightenment) หรือยุคอิสระทางความคิด หลายคนไปพร้อมๆกัน เช่น รุสโซ (Rousseau) วอลแตร์ (Voltaire) และ จอห์น ลอค (John Locke) จนทําให้เขาเข้าใจในเรื่อง “สิทธิ (Right)” กับ “การปกครอง (Govern)” ตามปรัชญาการเมืองและการปกครองสมัยใหม่ที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในสังคมชาวยุโรปเวลานั้น

เขาจึงเริ่มนึกย้อนไปถึงสังคมในบ้านเมืองของตนเองที่ยังขาดผู้เข้าใจในเรื่องนี้อยู่มากจึงทําให้เกิดช่องว่างต่างๆอยู่ทั่วทุกหนแห่ง และยิ่งสังคมที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลหุ่นซึ่งถูกครอบงําโดยจักรวรรดิสเปนอย่างที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเขาเองด้วยแล้ว ช่องว่างเหล่านั้นก็ต้องถูกถ่างกว้างมากยิ่งขึ้นไปอีก และถ้าหากไม่มีการพัฒนาระดับภูมิปัญญาของสังคมให้สูงขึ้นแล้วก็จะต้องถูกใช้เป็นโอกาสให้ฝ่ายปกครองคอยกดขี่ข่มเหงอยู่ร่ำไป

ประชาชนจึงต้องเข้าใจในเรื่องของสิทธิและอํานาจที่ต้องถ่วงดุลกันได้ และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการใช้อํานาจอย่างเช่นที่กําลังเกิดขึ้นในสังคมยุโรปโดยทั่วไปเวลานั้น แม้ฝ่ายปกครองจะมีอาวุธเป็นปืนผาหน้าไม้ครบมือ แต่ฝ่ายประชาชนหากมีภูมิปัญญาก็ถือเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ และยังมีจิตใจกับการรวมกันเป็นหนึ่ง เป็นกิ่งไม้ซึ่งมัดรวมกันจนเป็นขอนไม้ใหญ่ที่กลิ้งไปยังที่ใดที่นั้นก็แตกกระเจิง ซึ่งก็เกิดขึ้นมาแล้วในการปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติฝรั่งเศส และฝ่ายประชาชนก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้เกิดขึ้นได้ทั้งสองครั้งเช่นกัน

โดยที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะประชาชนไม่มีความรู้และไม่เข้าใจในเรื่องสิทธิของตนเองจึงต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทํา ถูกปกครองโดยที่ฝ่ายปกครองทําอะไรได้ตามอําเภอใจแต่ฝ่ายเดียวเพราะคิดแต่ว่าประชาชนโง่ไม่รู้เท่าทันพวกตน และไม่เคยที่จะทําให้ประชาชนฉลาดขึ้น เพราะกลัวว่าความฉลาดจะเป็นภัยต่อตน เมื่อต้องการที่จะสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรืองเทียมหน้าเทียมตาประเทศต่างๆในยุโรปที่เขาไปเห็นมา

โบลิวาร์จึงต้องทําให้ประชาชนในประเทศมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเสมอกัน ไม่ใช่แต่เพียงลูกหลานคนมีเงินเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่ดี ประชาชนทุกระดับชั้นควรได้รับการศึกษาที่ดีเสมอกัน จึงจะสามารถมาร่วมกันสร้างสังคมให้เจริญรุ่งเรืองในทุกด้านได้ แต่การจะเกิดเช่นนั้นได้ก็ต้องขับไล่อํานาจที่กดทับความเจริญออกไปให้ได้เสียก่อน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet