กองทัพปลดแอกของโบลิวาร์ เพื่อขจัดอิทธิพลของสเปนออกจากลาตินอเมริกา

กองทัพปลดแอกของโบลิวาร์ เพื่อขจัดอิทธิพลของสเปนออกจากลาตินอเมริกา

การกลับมาของโบลิวาร์ทําให้กลุ่มปลดปล่อยต่างๆเริ่มตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งในช่วงเวลานั้นชื่อของ ไซมอน โบลิวาร์ ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อยแผ่นดินลาตินอเมริกาไปแล้ว กลุ่มต่างๆจึงพร้อมที่จะร่วมเคลื่อนไหวกับโบลิวาร์ รอเพียงสัญญาณของเขาที่ส่งออกมาเท่านั้น การเคลื่อนไหวนับจากนี้จึงถือเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแผ่นดินลาตินอเมริกาทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเวเนซูเอลาประเทศเดียว และถึงแม้ว่าสงครามปลดปล่อยจะยังคงเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ตาม แต่ก็มีผลทําให้ประชาชนเริ่มตื่นรู้และซึมซับเรื่องของสงครามปลดปล่อย และอิสรภาพของพวกตนที่โบลิวาร์ปลุกขึ้นมาแล้ว

การก่อนตั้งสาธารณรัฐโคลัมเบีย

การก่อนตั้งสาธารณรัฐโคลัมเบีย

สงครามครั้งใหม่นี้ แม้กองทัพปลดแอกของโบลิวาร์จะเริ่มต้นด้วยกําลังไม่มากนัก แต่เขาก็เคลื่อนไหวด้วยแผนที่รัดกุมขึ้น และสามารถกําชัยในสมรภูมิต่างๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนทําให้เริ่มมองเห็นความหวังในชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จชัดขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน พอถึงปี ค.ศ. 1819 กองทัพของโบลิวาร์ซึ่งในตอนนั้นมีแนวร่วมเข้ามาสมทบอีกมากมายจนกลายเป็นกองทัพขนาดใหญ่ได้บุกเข้าไปยึดนิวกรานาดาซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นสําคัญของฝ่ายกองทัพสเปนตั้งแต่ครั้งที่ขับไล่โบลิวาร์จนต้องระเห็จไปเฮติในครั้งนั้น คราวนี้ฝ่ายโบลิวาร์เป็นฝ่ายบุกเข้าตีกองทัพสเปนในเมืองโบยากา (Boyaca) จนแตก ก่อนจะรุกเข้ายึดพื้นที่ไปเรื่อยๆจนถึงกรุงโบโกตาซึ่งสามารถยึดสําเร็จโดยไม่ยากเย็นนัก

การยึดโบโกตาได้จึงเป็นการปักธงการยึดครองนิวกรานาดาได้โดยสมบูรณ์เป็นแห่งแรก ซึ่งทําให้ก้าวต่อไปของโบลิวาร์สามารถทําได้ง่ายขึ้น เพราะนิวกรานาดานี้มีความสําคัญอันเป็นเสมือนกับเมืองหลวงของลาตินอเมริกาในเวลานั้นเนื่องจากเป็นประตูที่เปิดจากอเมริกากลางลงไปสู่ อเมริกาใต้ทั้งหมด ซึ่งชาวสเปนในยุคโบราณก็เริ่มต้นสร้างอาณานิคมขึ้นในอเมริกาใต้โดยเริ่มที่นิวกรานาดานี้เมื่อหลายร้อยปีก่อนเช่นกัน และในทางกลับกันที่นี่ยังเป็นประตูเปิดไปสู่ประเทศต่างๆในอเมริกากลางอีกด้วย

เมื่อโบลิวาร์สามารถยึดนิวกรานาดาได้จึงใช้ที่นี่เป็นฐานบัญชาการของกองทัพปลดปล่อย และชัยชนะที่นิวกรานาดานี้ก็ยังถือเป็นการปลุกขวัญและกําลังใจให้แก่กองทัพปลดปล่อยกลุ่มอื่นๆซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ตามที่ต่างๆอีกด้วย ซึ่งแม้แต่ในอเมริกากลางก็เริ่มรับสัญญาณชัยชนะของโบลิวาร์ครั้งนั้นปลุกให้มวลชนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยประเทศของตนให้หลุดพ้นจากอํานาจของสเปนด้วยเช่นกัน

จากนิวกรานาดา ไซมอน โบลิวาร์ ได้นํากองทัพบุกเข้ายึดปานามา และเอกวาดอร์จากกองทัพสเปนเป็นเป้าหมายต่อมาจนสําเร็จ จากนั้นจึงมีการประกาศรวม 3 ประเทศคือ นิวกรานาดา ปานามา และเอกวาดอร์ เป็นประเทศเดียวกันมีชื่อว่า สาธารณรัฐโคลัมเบีย (Republic of Colombia) ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1819 แต่ก็มักจะเรียกกันว่า แกรน โคลัมเบีย (Gran Colombia) หรือ โคลัมเบียใหญ่ โดยได้เลือก ไซมอน โบลิวาร์ ขึ้นดํารงตําแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรก

การก่อตั้งสาธารณรัฐโคลัมเบียขึ้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของหลักหมุดในการประกาศอิสรภาพให้แก่ดินแดนลาตินอเมริกาอย่างแท้จริง ซึ่งต่อมาภารกิจปลดปล่อยของ ไซมอน โบลิวาร์ ก็ไม่หยุดอยู่เพียงแค่การก่อตั้งแกรนโคลัมเบียสําเร็จเท่านั้น โดยเฉพาะประเทศเวเนซูเอลาของเขาเองก็ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยสําเร็จสมบูรณ์แต่อย่างใด ตราบใดที่พวกสเปนยังไม่ถูกขับออกจากแผ่นดินลาตินอเมริกาจนหมดสิ้น และพวกที่นิยมสเปนก็ยังคงไม่ถูกปราบให้หมอบราบคาบได้ โบลิวาร์ก็ไม่คิดที่จะหยุดภารกิจของเขาลง เขาจึงได้นําทัพเดินหน้าทําสงครามต่อไปจนสามารถบุกเข้าไปขับไล่พวกสเปนให้ถอยร่นไปได้เรื่อยๆ แล้วจึงบุกเข้าไปยังเวเนซูเอลา

กระทั่งถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1921 กองทัพของโบลิวาร์ก็บุกเข้าตีกองทัพสเปนที่มีผู้บัญชาการคือ มิกเอล เดอ ลา ทอร์เร (Miguel de la Torre) ซึ่งประจําอยู่ที่เมืองคาราโบโบ (Carabobo) ของเวเนซูเอลาได้สําเร็จอีกแห่ง ค่ายทหารสเปนที่เมืองคาราโบโบถือว่าเป็นค่ายใหญ่ที่สุดในเวเนซูเอลา และ มิกูเอล เดอ ลา ทอร์เร แม่ทัพสเปนผู้นี้ก็ถือว่าเป็นตัวการสําคัญในการกวาดล้างฝ่ายต่อต้านสเปนกลุ่มต่างๆจนต้องหลบหนีกันอย่างอย่างหัวซุกหัวซุน

การที่โบลิวาร์สามารถเอาชนะกองทัพสเปนที่นี่ได้จึงยิ่งทําให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายมากขึ้นไปอีก และเมื่อยึดคาราโบโบได้ ก้าวต่อไปในการยึดคาราคัสและผลักดันกองทัพสเปนออกจากเวเนซูเอลาไปให้หมดสิ้นจึงเริ่มมองเห็นแสงสว่างรําไรแล้ว ส่วนทางฝ่ายสเปนนั้นหลังจากที่พ่ายแพ้ในคาราโบโบแล้วทางรัฐบาลสเปนก็ไม่ได้ส่งกําลังมาเพิ่มแต่อย่างใด กองทัพที่เหลือจึงได้แต่ถอยร่น บ้างก็แตกกระจัดกระจายหรือหนีทัพกันไปบ้างก็มี สําหรับโบลิวาร์นั้น เมื่อยึดเวเนซูเอลาคืนได้โดยสมบูรณ์แล้วจึงได้ประกาศรวมเวเนซูเอลาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแกรนโคลัมเบีย ทําให้เขตแดนแกรนโคลัมเบียยิ่งมีอาณาเขตที่กว้างขวางขึ้นไปอีก

ก้าวต่อไปของ ไซมอน โบลิวาร์ นั้นเขาเริ่มคิดวางแผนการที่จะขยายเขตปลดปล่อยเข้าไปยังประเทศอื่นๆซึ่งยังคงอยู่ใต้อํานาจของสเปนต่อไป เพื่อจะขจัดอิทธิพลของสเปนออกจากลาตินอเมริกาให้หมดสิ้นไปโดยถาวรให้ได้ เพราะเขาเชื่อว่าอิทธิพลของสเปนนั้นก็เป็นเสมือนกับเชื้อโรคร้ายที่ยัง สามารถจะฟักตัวขยายอิทธิพลขึ้นได้ใหม่ในทุกๆที่ หากไม่ขจัดออกไปให้สิ้น เชื้อนั้นก็ยังสามารถลุกลามต่อไปได้อีก และเติบโตขึ้นมาทําให้ลาตินอเมริกาล้มป่วยลงไปได้อีกทุกเมื่อ

ในช่วงเวลานี้เองที่โบลิวาร์เริ่มคิดติดต่อกับ โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน ซึ่งในเวลานั้นกําลังทําสงครามกับสเปนอยู่ที่ประเทศเปรู เขาจึงได้เขียนจดหมายนัดแนะ ซาน มาร์ติน เชิญมาพบปะพูดคุยและ เพื่อกําหนดแนวทางการเคลื่อนไหวร่วมกันที่เมืองกัวยากิล (Guaquit) ในเอกวาดอร์ ซึ่งอยู่ในเขตแกรนโคลัมเบียเวลานั้น

สําหรับด้าน ซาน มาร์ติน ในเวลานั้นได้ประกาศอิสรภาพให้แก่ประเทศอาร์เจนตินาเป็นสาธารณรัฐ อาร์เจนตินา (Argentina Republic) และจัดตั้งรัฐบาลประชาชนขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1810 แล้ว แต่กว่าที่จะสามารถขับไล่ทหารสเปนออกไปจากอาร์เจนตินาได้สําเร็จก็ล่วงเข้าปี ค.ศ. 1816 แล้ว ส่วนทางด้านชิลีนั้นก็เกิดกองทัพปลดปล่อยขึ้นด้วยเช่นกัน ผู้นํากองทัพปลดปล่อยของประเทศชิลีก็ คือ เบอร์นาร์โด โอ ฮิกกินส์ (Bernardo O’Higgins) ซึ่งต่อมา โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่ชิลีในการทําสงครามกับกองทัพสเปนอีกแรงหนึ่ง จนทําให้ชิลีได้รับชัยชนะและประกาศอิสรภาพแก่ตนเองเป็นผลสําเร็จในปี ค.ศ. 1818

จากชิลี ซาน มาร์ติน เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเปรูในการทําสงครามปลดปล่อยเป็นแห่งต่อไป แต่ที่นี่ฝ่ายนิยมสเปนในเปรูมีความเข้มแข็งมาก การปลดปล่อยเปรูจึงไม่ประสบความสําเร็จ เปรูจึงถือเป็นที่มั่นสุดท้ายให้กับทหารสเปนทําสงครามแบบหลังพิงฝา หลังจากความพ่ายแพ้ในสมรภูมิต่างๆเรื่อยมา จนประเทศในลาตินอเมริกาส่วนใหญ่สามารถประกาศอิสรภาพเป็นผลสําเร็จแล้ว

จุดเริ่มต้นของจักรวรรดิบราซิล ที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆในลาตินอเมริกา

จุดเริ่มต้นของจักรวรรดิบราซิล ที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆในลาตินอเมริกา

สําหรับประเทศบราซิลนั้นแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ เพราะเป็นประเทศเดียวในลาตินอเมริกาที่อยู่ในอํานาจปกครองของชาวโปรตุเกส จึงไม่ได้ร่วมในสงครามประกาศอิสรภาพครั้งนี้ด้วย และในช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆในอเมริกาใต้กําลังทําสงครามกับสเปนอยู่นั้น บราซิลกลับถูกใช้เป็นที่ประทับของราชินีและราชวงศ์โปรตุเกสที่หลบภัยการรุกรานของ นโปเลียน โบนาปาร์ต นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1807 เป็นต้นมา บราซิลจึงถือเป็นเมืองหลวงของโปรตุเกสในช่วงเวลานั้น และถึงแม้จะสิ้นสุดอํานาจของนโปเลียนลงไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1815 แล้วก็ตาม ราชวงศ์โปรตุเกสก็ยังคงไม่ได้กลับไปกรุงลิสบอนเมืองหลวงของโปรตุเกสตามเดิม จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1820 นั่นเอง ที่ในโปรตุเกสเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น จึงมีการเชิญราชวงศ์กลับลิสบอน

แต่ยังมีเจ้าชายโปรตุเกสผู้หนึ่งไม่คิดเดินทางกลับไปด้วย โดยเลือกที่จะปักหลักอยู่ที่บราซิลเป็นการถาวร คือเจ้าชาย เปโดร ที่ 1 (Pedro 1) เจ้าชายองค์นี้ได้ตั้งราชวงศ์ของตนขึ้นที่บราซิล และต่อมาพระองค์ก็ประกาศเอกราชให้แก่บราซิลในปี ค.ศ. 1822 แต่หนทางจะไปสู่อิสรภาพก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บราซิลก็ต้องทําสงครามกับโปรตุเกสเช่นกัน แต่เป็นสงครามซึ่งเกิดภายในราชวงศ์ ระหว่างเปโดร ที่ 1 ซึ่งเป็นโอรส กับกษัตริย์ จอห์น ที่ 6 (John VI) แห่งโปรตุเกสพระบิดา

สงครามดําเนินไปจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1824 จึงสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายบราซิล กระทั่งในปีต่อมาโปรตุเกสจึงยินยอมรับรองเอกราชแก่บราซิลในปี ค.ศ. 1825 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิ บราซิล (Empire of Brazil) ที่ปกครองโดยมีตําแหน่งจักรพรรดิเป็นประมุข ต่างจากประเทศอื่นๆในอเมริกาใต้ที่ใช้ระบอบสาธารณรัฐ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet