คําประกาศคาร์ทาจินา จุดเริ่มต้นของสงครามประกาศอิสรภาพในกลุ่มลาตินอเมริกา

คําประกาศคาร์ทาจินา จุดเริ่มต้นของสงครามประกาศอิสรภาพในกลุ่มลาตินอเมริกา

ระหว่างสงครามกลางเมืองกําลังดําเนินอยู่นั้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1812 ก็เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นที่กรุงคาราคัส จนทําให้ทุกฝ่ายต่างหนีภัยกันไปอย่างกระจัดกระจาย โบลิวาร์เป็นอีกผู้หนึ่งที่ต้องหลบหนีออกจากกรุงคาราคัสเพื่อความปลอดภัย แต่ฝ่ายสเปนกลับอาศัยโอกาสนี้เข้าทํา การปราบปรามกองทัพฝ่ายปลดปล่อยเพื่อหมายกําจัดให้ราบคาบ

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1812 ฝ่ายสเปนก็บุกเข้าโจมตีฐานที่มั่นสําคัญของฝ่ายปลดปล่อยที่ เปอโต คาเบลโล (Perto Cabello) ได้สําเร็จ จึงทําให้ ฟรานซิสโก เดอ มิแรนดา จําต้องขอเจรจาสงบศึกกับฝ่ายสเปน การเจรจาครั้งนั้นทําให้ฝ่ายปลดปล่อยต้องสูญเสียอํานาจควบคุมประเทศไปในที่สุด เนื่องจากฝ่ายสเปนยืนกรานว่าต้องยอมวางอาวุธ และยอมรับในอํานาจของรัฐบาลสเปนเท่านั้น

เมื่อมิแรนดายอมรับเงื่อนไข จึงเท่ากับเป็นการสิ้นสุดสาธารณรัฐเวเนซูเอลาซึ่งมีอายุเพียงแค่ปีเดียวลงไปโดยปริยาย และการยินยอมเจรจาสงบศึกของมิแรนดาครั้งนั้นยังทําให้ทุกฝ่ายมองมิแรนดาว่าเป็นผู้หักหลังพวกเขาอีกด้วย จากจุดนี้จึงทําให้มีความแตกแยกขึ้นระหว่างมิแรนดากับแกนนําคนอื่นๆซึ่งเห็นว่าเขาอ่อนแอเกินไป จนเกิดความคิดจะปลดเขาออกจากตําแหน่ง และโทษว่ามิแรนดา เป็นต้นเหตุทําให้การประกาศอิสรภาพมีอันต้องล้มเหลวลง

แกนนําสภาปฏิวัติบางคนจึงได้ร่วมกันวางแผนจัดการกับมิแรนดา วางกับดักเขาให้ถูกสเปนจับกุมตัวได้ จากนั้นทางสเปนจึงนําตัวเขาไปคุมขังที่เมืองคาร์ดิซ (Cardez) ทางตอนใต้ของสเปน ซึ่งมิแรนดาถูกขังลืมอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1816

คําประกาศคาร์ทาจินา จุดเริ่มต้นของสงครามประกาศอิสรภาพในกลุ่มลาตินอเมริกา

คําประกาศคาร์ทาจินา จุดเริ่มต้นของสงครามประกาศอิสรภาพในกลุ่มลาตินอเมริกา

ภายหลังการประกาศอิสรภาพล้มเหลวลง ฝ่ายปลดปล่อยต่างหลบไปซ่องสุมกําลังกันขึ้นใหม่ ส่วน ไซมอน โบลิวาร์ นั้นหลบไปที่ คาร์ทาจินา เดอ อินเดียส (Cartagena de Indias) เมืองท่าริมฝั่งทะเลอยู่ในประเทศโคลัมเบียปัจจุบัน ซึ่งระหว่างที่โบลิวาร์ปักหลักอยู่ที่นี่ เขาได้ใช้เวลาในการ วางแผนครั้งใหม่เพื่อจะกลับไปปลดปล่อยเวเนซูเอลาอีกครั้งหนึ่งให้ได้ และระหว่างที่อยู่ที่นี่ โบลิวาร์ ได้ร่าง “คําประกาศคาร์ทาจินา (The Cartagena Manifesto)” ขึ้น ซึ่งเป็นคําประกาศที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันแท้จริงของสงครามประกาศอิสรภาพให้กับประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาทั้งหมด ในเวลาต่อมา

โดยโบลิวาร์ได้นําบทเรียนความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในสงครามปลดปล่อยเวเนซูเอลาครั้งแรกมาศึกษาอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม และวางแผนให้รัดกุมสําหรับการต่อสู้ครั้งต่อไป จากนั้น โบลิวาร์จึงนําทัพที่เขาสร้างขึ้นใหม่เพียงลําพังซึ่งยังคงเป็นเพียงกองทัพเล็กๆออกทําสงครามครั้งใหม่ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1813

กองทัพปลดปล่อยของ ไซมอน โบลิวาร์ ที่เริ่มรวบรวมขึ้นใหม่ได้รับการสนับสนุนจากคนพื้นถิ่นใน นิว กรานาดา (New Granada) ซึ่งเชื่อในตัวเขา และขอเข้าร่วมอุดมการณ์ด้วย นิว กรานาดา นี้ต่อมาภายหลังก็คือประเทศโคลัมเบียในปัจจุบันนั่นเอง กองทัพปลดปล่อยที่ตั้งขึ้นใหม่ครั้งนี้มี ไซมอน โบลิวาร์ เป็นผู้บัญชาการสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว และนับจากช่วงเวลานี้ไปเช่นกันที่โบลิวาร์เริ่มถูกตั้งฉายาว่า “เอล ลิเบอร์ตาดอร์” หรือ ผู้ปลดปล่อย ที่เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาในกองทัพของเขาต่างขนานนามให้

การขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการกองทัพแต่เพียงผู้เดียวทําให้การบัญชาการรบเกิดความคล่องตัวได้มากขึ้นไม่ต้องเอาแต่ขัดแย้งกันอย่างที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเหตุผลสําคัญทําให้การประกาศอิสรภาพครั้งแรกเกิดความขลุกขลักและล้มเหลวลง โบลิวาร์เริ่มนํากองทัพที่รวบรวมขึ้นใหม่นี้บุกเข้าสู่เวเนซูเอลาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1813 โดยเขาได้ยึดเมืองเมอริดา (Merida) และทรูจิลโล (Truillo) และเมื่อยึดสําเร็จแล้ว โบลิวาร์จึงประกาศชัยชนะด้วยการอ่าน “คําประกาศิตการต่อสู้จนตัวตาย (Decree of War to the Death)” เพื่อสร้างขวัญและกําลังใจให้แก่ทหารในกองทัพของเขาโดยให้สัตย์สาบานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนว่าจะขอต่อสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะ เพื่อนําอิสรภาพกลับคืนแก่ประเทศชาติให้สําเร็จจงได้ หรือไม่ก็จนกว่าเขาจะตายลงในสนามรบเท่านั้น เขาจึงจะหยุดการต่อสู้ครั้งนี้

จากชัยชนะใน 2 เมืองแรก ต่อมาโบลิวาร์ก็นําทัพเข้ายึดเมืองอื่นๆจนสําเร็จไปเรื่อยๆกระทั่งถึงกรุงคาราคัส ที่สามารถเข้ายึดได้สําเร็จในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1813 และหลังจากที่ยึดคาราคัสสําเร็จแล้ว โบลิวาร์จึงทําการประกาศอิสรภาพให้แก่เวเนซูเอลาเป็นครั้งที่ 2 ในทันที กลับคืนสู่การเป็นสาธารณรัฐเวเนซูเอลาโดยสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันก็เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงขึ้นในสเปนอีกครั้ง เมื่อ โจเซฟ โบนาปาร์ต ถูกยึดบัลลังก์คืนจาก เฟอร์ดินานที่ 7 กษัตริย์ที่ถูกโค่นล้มบัลลังก์ไปก่อนหน้านั้น

แต่การเปลี่ยนกษัตริย์ในสเปนไม่สําคัญอีกต่อไปแล้วสําหรับเวเนซูเอลา ส่วนโบลิวาร์นั้นยังคงเดินหน้าจัดการกับปัญหาต่างๆภายหลังการประกาศอิสรภาพให้แก่เวเนซูเอลาแล้ว ที่มีความยุ่งยากยิ่งกว่าการสู้รบกับฝ่ายสเปนเสียอีก แต่ต่อจากนั้นในเวลาเพียงไม่กี่เดือนกองทัพของโบลิวาร์ก็ถูกตีโต้ กลับจากกองทัพของชาวเวเนซูเอลากลุ่มนิยมสเปน ซึ่งนําโดย โฮเซ โทมัส โบเวส (Jose Tomas Boves) ผู้ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงที่โบลิวาร์นำมามอบแก่ประชาชนชาวเวเนซูเอลา

โบเวสจึงได้ปลุกประชาชนที่ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงเช่นกันออกมาต่อต้าน โดยใส่ความโบลิวาร์ว่ากําลังคิดจะยึดเวเนซูเอลาเพื่อสถาปนาราชวงศ์ใหม่และขึ้นเป็นกษัตริย์เสียเอง เป็นเหตุให้ประชาชนที่หลงเชื่อต่างลุกฮือขึ้นก่อเหตุจลาจลจนลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองอีกครั้งหนึ่ง สงครามกลางเมืองครั้งใหม่ทําให้ประชาชนต้องอพยพหลบลี้หนีภัยออกจากเมืองหลวงไปจนหมด กระทั่งกรุงคาราคัสแทบจะกลายเป็นเมืองร้างไปเลยทีเดียว

สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นครั้งนี้โหดร้ายกว่าทุกครั้งที่เคยเกิดมา กลุ่มของโบเวสซึ่งได้รับการสนับสนุนทั้งกําลังทรัพย์และอาวุธอย่างเต็มที่จากรัฐบาลสเปนได้ออกทําการกวาดล้างฝ่ายปลดปล่อยของโบลิวาร์อย่างชนิดไม่เลือกหน้า ไม่ใส่ใจว่าจะเป็นทหารในกลุ่มปลดปล่อยหรือไม่ หากสงสัยใครก็จะสังหารอย่างไร้ความปรานี้โดยไม่มีการไต่สวน จนประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในสงครามกลางเมืองครั้งนั้นและเสียชีวิตลงไปอย่างมากมาย ซึ่งเชื่อกันว่าการเข่นฆ่าประชาชนของกลุ่มโบเวสที่นิยมสเปนครั้งนั้นทําให้ประชาชนต้องสังเวยชีวิตลงอย่างมากมายยิ่งกว่าการเกิดแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1812 เสียอีก

สงครามกลางเมืองครั้งนี้ดําเนินไปกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1814 กองทัพของโบเวสก็สามารถยึดเมืองวาเลนเซีย (Valencia) และคาราคัสได้เป็นผลสําเร็จ จึงทําให้กองทัพปลดปล่อยของโบลิวาร์ต้องถูกผลักดันให้กลับไปตั้งหลักใหม่อีกครั้ง สาธารณรัฐเวเนซูเอลาครั้งที่ 2 นี้จึงล่มสลายลง ไปอีกครั้งหลังจากที่เสียเมืองหลวงไป

หลังจากพ่ายแพ้ให้โบเวสกับกลุ่มนิยมสเปนแล้ว ไซมอน โบลิวาร์ ได้หลบหนีออกจากคาราคัสไปอยู่ที่นิวกรานาดาอีกครั้งเพื่อรวบรวมกําลังขึ้นมาใหม่ โดยหวังที่จะกลับไปทําสงครามปลดปล่อยเวเนซูเอลาเป็นอิสระให้ได้ ซึ่งในเวลานั้นที่นิวกรานาดาก็ประกาศอิสรภาพจากสเปนแล้วเช่นกัน โดยสถาปนาขึ้นเป็นสหมณฑลแห่ง นิว กรานาดา (United Provinces of New Granada) โดยมีการรวมมณฑลต่างๆที่เป็นประเทศโคลัมเบียในปัจจุบันเข้าด้วยกันเพื่อความเป็นเอกภาพ และทางรัฐบาลสหมณฑลก็ได้เลือก ไซมอน โบลิวาร์ ให้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองทัพ โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงโบโกตา (Bogota) ที่เป็นเมืองหลวงของโคลัมเบียในปัจจุบัน

แต่ต่อมาไม่นานก็เกิดความขัดแย้งกันในหมู่สมาชิกสหมณฑลด้วยกันเอง และมีการขับโบลิวาร์ออกจากโบโกตาไป เขาจึงกลับไปยังฐานเดิมที่นิวกรานาดาอีกครั้ง ในเวลาต่อมารัฐบาลสเปนได้ส่ง ปาโบล โมริลโล (Pablo Morillo) นําทัพมากวาดล้างกองทัพของสหมณฑลนิวกรานาดาทั้งหมด และบุกเข้าตีฐานที่มั่นของโบลิวาร์ที่นิวกรานาดาอีกด้วย กองทัพที่ส่งมาในครั้งนี้พร้อมไปทั้งกําลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ ทําให้สหมณฑลแห่งนิวกรานาดามีอันต้องล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1815 หลังจากที่ก่อตั้งได้ไม่ถึงปี รวมถึงโบลิวาร์ด้วยที่ไม่สามารถต่อสู้กับกองทัพสเปนซึ่งใหญ่กว่าได้ เขาจึงต้องหลบหนีไปอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาต้องหนีไปไกลจนถึงจาไมกา แต่ทางจาไมกานั้นไม่ยอม ให้เขาพักพิงที่นั่นเพราะเกรงจะมีปัญหากับสเปน

จากจาไมกา โบลิวาร์เดินทางต่อไปจนถึงเฮติที่ในเวลานั้นแบ่งเป็นฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ หลังจากที่ขับไล่พวกตะวันตกทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ และ สเปน ที่ใช้เกาะแห่งนี้เป็นที่สําหรับการค้าทาสมาเป็นเวลานานตั้งแต่การค้าทาสเริ่มเฟื่องฟูนับจากปี ค.ศ. 1804 เป็นต้นมา ฝ่ายเหนือนั้นได้แยกไปตั้งเป็นราชอาณาจักรปกครองโดยกษัตริย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1811 ส่วนฝ่ายใต้เป็นประเทศสาธารณรัฐโดยมี อเล็กซานเดอร์ เปติยอง (Alexander Petion) เป็นประธานาธิบดี

โบลิวาร์เดินทางไปที่สาธารณรัฐเฮติ ซึ่งประธานาธิบดีเปติยองก็ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี โดยไม่ได้เพียงแค่ให้ที่พักพิงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้โบลิวาร์รวบรวมกําลังพลและฝึกกําลังรบที่นั่นอีกด้วย โดยที่โบลิวาร์ต้องให้สัญญาว่าจะปลดปล่อยทาสซึ่งชาวสเปนนําไปใช้แรงงานทั่วอเมริกาใต้ให้เป็นอิสระด้วย (อเล็กซานเดอร์ เปติยอง เป็นคนผิวสี) และในช่วงเวลาเดียวกับที่ ไซมอน โบลิวาร์ กําลังรวบรวมกําลังพลขึ้นใหม่ที่เฮติอยู่นี้ อาร์เจนตินาก็ได้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยประเทศให้เป็นอิสระจากสเปนด้วยเช่นกัน โดยผู้นําของกองทัพปลดปล่อยอาร์เจนตินานั้นก็คือ โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน (Jose de San Martin) ผู้ซึ่งเคยมีตําแหน่งเป็นนายทหารระดับสูงของกองทัพอาร์เจนตินามาก่อน

เมื่อเริ่มเกิดกระแสการปลดปล่อยที่ถูกจุดขึ้นในเวเนซูเอลาเป็นประเทศแรกครั้งนั้น ประชาชนชาวอาร์เจนตินาจึงเริ่มคิดหาทางเคลื่อนไหวเพื่อจะปลดปล่อยประเทศของตนด้วยเช่นกัน และเมื่อ ซาน มาร์ติน เข้ามาร่วมเป็นผู้นําในกองทัพปลดปล่อยอาร์เจนตินา เขาก็สามารถนําทัพเข้าขับไล่ผู้ปกครองที่ฝักใฝ่สเปนออกไปได้หลายแห่ง จนประชาชนเริ่มสนับสนุนฝ่ายปลดปล่อยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ชาวชิลีและเปรูก็ยังเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับขบวนการปลดปล่อยของชาวอาร์เจนตินากลุ่มนี้ด้วย โดยหวังว่าหากการปลดปล่อยอาร์เจนตินาสําเร็จก็จะเคลื่อนไหวต่อไปยังชิลีและเปรูด้วย

Antonio Jose de Sucre

การเข้าร่วมของชาวชิลีและเปรูนี้จึงทําให้กองทัพปลดปล่อยของ ซาน มาร์ติน กลายเป็นกองกําลังนานาชาติที่มีความเข้มแข็งอย่างมากจนสามารถเอาชนะฝ่ายสเปนได้เรื่อยๆ เมื่อโบลิวาร์ทราบข่าวการเคลื่อนไหวของ ซาน มาร์ติน นี้ เขาจึงคิดชักชวน ซาน มาร์ติน เข้ามาเป็นแนวร่วมเพื่อสอดประสานกันทําสงครามปลดปล่อยคู่ขนานกันไป และเพื่อให้เกิดพลังอันจะทําให้กลุ่มอื่นๆหันมาร่วมกันต่อสู้ในลักษณะที่แตกแขนงออกไปเป็นเครือข่าย เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้แก่ฝ่ายสเปนแล้วตัดกําลังไปเรื่อยๆ จากนั้นก็ร่วมกันเข้าโจมตีเพื่อเผด็จศึกต่อไป โบลิวาร์จึงได้ขอนัดพบกับ ซาน มาร์ติน เพื่อมาตกลงเจรจากัน

ไซมอน โบลิวาร์ ใช้เวลาในการตระเตรียมกําลังพลเพื่อสามารถกลับไปเคลื่อนไหวทําสงครามปลดปล่อยอิสรภาพอีกครั้งเป็นเวลา 2 ปี จึงพร้อมที่จะกลับไปยังเวเนซูเอลาอีกครั้ง ซึ่งนอกจากโบลิวาร์จะมีกําลังทหารจากเฮติแล้ว เขายังได้กลุ่มทหารรับจ้างชาวอังกฤษและไอริชกลุ่มหนึ่งที่หนีรอด จากสงครามนโปเลียนในยุโรปเข้ามาร่วมอยู่ในกองทัพปลดปล่อยครั้งใหม่ของเขาด้วย นอกจากนี้ โบลิวาร์ยังมีผู้ช่วยคนสนิทอีกคนซึ่งมีบทบาทเป็นคู่คิดให้แก่เขาคือ อันโตนิโอ โฮเซ เดอ ซูเคร (Antonio Jose de Sucre) อีกด้วย

ซูเคร เป็นชาวเวเนซูเอลาเช่นกัน เขาช่วยโบลิวาร์ในการวางแผนสู้รบมาโดยตลอดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1814 และหลบหนีไปอยู่ที่เฮติเพื่อรวบรวมกองทัพขึ้นใหม่ด้วยกัน พอถึงปี ค.ศ. 1817 ในที่สุด โบลิวาร์ ก็พร้อมจะกลับไปทําสงครามปลดปล่อยเวเนซูเอลาอีกรอบหนึ่ง เขาจึงนํากําลังทหารเพียง 250 คนบุกเข้ายึดอังกอสทูรา (Angostura) ซึ่งในปัจจุบันเมืองนี้ก็คือเมืองซียแดด โบลิวาร์ (Ciudad Bolivar) ของเวเนซูเอลาเป็นแห่งแรก แล้วจึงใช้เมืองนี้เป็นฐานที่มั่นสําหรับเคลื่อนไหวต่อไป โดยพยายามหาทางติดต่อกับกลุ่มปลดปล่อยอื่นๆให้เข้ามาเป็นแนวร่วมอีกด้วย (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet