ประวัติศาสตร์ชาติอังกฤษว่าด้วยความบาดหมางระหว่างสภากับกษัตริย์

ประวัติศาสตร์ชาติอังกฤษว่าด้วยความบาดหมางระหว่างสภากับกษัตริย์

ประเทศอังกฤษแม้จะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศอันเป็นต้นแบบของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน แต่ก็แตกต่างไปจากประเทศที่เป็นต้นแบบระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่เนื่องจากยังมีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุขในการปกครองประเทศอยู่ ระบอบประชาธิปไตยของ อังกฤษนั้นมีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันกับประเทศที่ยังคงมีสถาบันกษัตริย์โดยทั่วไป โดยมีรัฐสภาเป็นผู้กลั่นกรองกฎหมาย และมีคณะรัฐบาลที่นําโดยนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยใช้อํานาจการบริหารประเทศแทนกษัตริย์เช่นเดียวกัน

แต่ระบบรัฐสภาของอังกฤษนั้นแบ่งเป็น 2 สภาคือสภาสูงที่เรียกว่า สภาขุนนาง (House of Lords) และสภาล่างที่เรียกกันว่า สภาสามัญชน (House of Commons) สภาขุนนางนั้นจะมีสมาชิกทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งสมาชิกเหล่านี้มาจากภาคส่วนต่างๆ เช่น ขุนนาง นักการศาสนา และนักกฎหมาย ส่วนสภาสามัญชนจะมาจากการเลือกตั้งทั่วไปโดยประชาชนทั่วทั้งประเทศ

ประวัติศาสตร์ชาติอังกฤษว่าด้วยความบาดหมางระหว่างสภากับกษัตริย์

ประวัติศาสตร์ชาติอังกฤษว่าด้วยความบาดหมางระหว่างสภากับกษัตริย์

ระบบนี้เริ่มใช้มาตั้งแต่ประมาณช่วงศตวรรษที่ 14 แล้ว แต่ต่อมาได้เกิดปัญหาขึ้นในสมัยของกษัตริย์ เจมส์ที่ 6 แห่ง สกอตแลนด์ (James VI of Scotland) ขึ้นครองบัลลังก์อังกฤษ สืบต่อจากราชินีเอลิซาเบธ ที่ 1 แห่งอังกฤษ (Elizabeth I of England) ที่สิ้นพระชนม์ลงโดยปราศจากทายาทสืบบัลลังก์ เจมส์ที่ 6 ผู้ซึ่งมีสิทธิ์สืบบัลลังก์ลําดับใกล้เคียงที่สุด จึงได้ขึ้นนั่งบัลลังก์อังกฤษอีกแห่งหนึ่ง

เจมส์ที่ 6 แห่ง สกอตแลนด์ เป็นโอรสของพระนางแมรี ราชินีแห่งสกอตส์ (Mary Queen of Scots) ในราชวงศ์สจวร์ท (House of Stuart) ผู้ที่สืบเชื้อสายโดยตรงมาจาก มาร์กาเรต ทิวดอร์ (Margaret Tudor) ซึ่งเป็นขนิษฐาของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ (Henry VII of England) จึงเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเอลิซาเบธที่ 1 เหล่าขุนนางซึ่งหวังที่จะได้รับสิทธิ์ทางการเมืองในด้านต่างๆคืนภายหลังจากถูกลิดรอนอํานาจไปมากมายในยุคสมัยพระนางเอลิซาเบธที่ 1 และหวังที่จะใช้ เจมส์ที่ 6 ในการนําอํานาจของพวกเขากลับคืน จึงสนับสนุนเจมส์ที่ 6 ขึ้นนั่งบัลลังก์อังกฤษ

แต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดไว้ เมื่อเจมส์ที่ 6 ขึ้นมาเป็นกษัตริย์ จึงให้รวมบัลลังก์สกอตแลนด์และอังกฤษเข้าด้วยกัน (ในบัลลังก์อังกฤษนั้น เจมส์ที่ 6 จะใช้พระนามว่า เจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ) และด้วยการมีพระราชอํานาจเหนือบัลลังก์ทั้งสองนี้ จึงยิ่งทําให้กษัตริย์เจมส์ที่ 6 ใช้อํานาจแบบตามใจตัวเองมากขึ้นจนเกิดความขัดแย้งกับรัฐสภาอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งที่สุดพระองค์ก็ประกาศขวางอํานาจของรัฐสภาในปี ค.ศ. 1610 ด้วยการไม่ยอมให้เปิดประชุมสภา เพราะไม่พอใจรัฐสภาที่ขัดขวางการเบิกจ่ายงบประมาณและไม่ยอมผ่านกฎหมายการเรียกเก็บภาษีเข้าพระคลัง

การปกครองโดยไร้อํานาจรัฐสภาของเจมส์ที่ 6 อยู่มาจนถึงปี ค.ศ. 1621 พระองค์จึงยินยอมให้มีการเปิดประชุมสภาขึ้นใหม่อีกครั้ง เป็นตลอดช่วงเวลา 11 ปีของการปกครองโดยไร้อํานาจรัฐสภามาขวาง การใช้อํานาจของเจมส์ที่ 6 นั้น พระองค์ได้แต่งตั้งกลุ่มที่ปรึกษาขึ้นเพื่อให้คอยช่วยเหลืองานในด้านต่างๆแทน

โดยคัดเลือกเฉพาะผู้ที่ใกล้ชิดและมิตรสหายของพระองค์เองเท่านั้น การกระทําของเจมส์ที่ 6 เช่นนี้แน่นอนว่าทําให้สมาชิกสภาต่างไม่พอใจอย่างมากจึงได้เกิดการประลองกําลังกันเรื่อยมาระหว่างฝ่ายสภากับฝ่ายกษัตริย์ โดยมีหัวหอกของฝ่ายรัฐสภาก็คือ เซอร์ เอ็ดเวิร์ด โค้ก (Sir Edward Coke) ส่วนฝ่ายกษัตริย์นั้นมี เซอร์ ฟรานซิส เบคอน (Sir Francis Bacon) เป็นแกนนํา

การให้เปิดประชุมสภาในปี ค.ศ. 1921 นั้นเป็นการประชุมเพื่อปรึกษาหารือในกรณีการอภิเษกสมรสระหว่างชาร์ลสที่ 1 เจ้าชาย แห่งเวลส์ (Charles Prince of Wales) โอรสของพระองค์กับเจ้าหญิงสเปนเพื่อผูกสัมพันธ์กับราชบัลลังก์สเปน แต่เรื่องนี้ไม่เป็นที่ต้องการของบรรดาสมาชิกสภาในเวลานั้นที่ส่วนใหญ่นั้นนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ แต่ราชวงศ์สเปนนับถือนิกายคาทอลิก ซึ่งเรื่องนิกายศาสนานี้มีความขัดแย้งรุนแรงมาตั้งแต่ในสมัยราชินีแมรีที่ 1 แห่งอังกฤษ (Mary I of England) แล้ว

พระนางแมรีที่ 1 นั้นเป็นคาทอลิก แม้พระบิดาของพระองค์ กษัตริย์เฮนรีที่ 8 จะประกาศให้ เชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ (Church of England) หรือคริสตจักรแห่งอังกฤษ ที่เป็นศาสนาหลักของราชวงศ์ อังกฤษขาดจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกก็ตาม แต่พระมารดาของพระนางแมรีที่ 1 คือ แคเธอรีน แห่ง อรากอน (Catherine of Aragon) กับพระสวามีคือ ฟิลิปที่ 2 แห่ง สเปน (Philip ll of Spain) นั้นเป็นคาทอลิก และพระนางแมรีที่ 1 ก็มีความเห็นต่างจากพระบิดาต้องการนําคริสตจักร อังกฤษกลับเข้าสู่คริสตจักรโรมันคาทอลิกอีกครั้ง

ในยุคสมัยของพระนางจึงมีการจัดการกับผู้ที่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์อย่างรุนแรง แต่พอล่วงมาถึง ในสมัยของพระนางเอลิซาเบธที่ 1 ซึ่งขึ้นนั่งบัลลังอังกฤษต่อจากแมรีที่ 1 เหตุการณ์ก็กลับตาลปัตร เพราะเอลิซาเบธที่ 1 นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ เช่นเดียวกับพระมารดาคือ แอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) ราชินีองค์ที่ 2 ของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 ซึ่งในสมัยของพระนางเอลิซาเบธที่ 1 นี้เองที่มีการ ปฏิรูปกฎหมายการนับถือศาสนาและให้นํานิกายโปรเตสแตนต์กลับมาเป็นศาสนาที่ถูกต้องของชาวอังกฤษอีกครั้ง

ซึ่งผลจากการปฏิรูปครั้งนั้นก็ทําให้ประชาชนที่นับถือศาสนาโปรเตสแตนต์ต่างเปิดเผยตัวเองออกมามากมาย และก็เป็นสาเหตุทําให้มีผู้นับถือโปรเตสแตนต์เข้ามาเป็นสมาชิกสภาอย่างมากมายด้วยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่นิกายคาทอลิกจะเป็นนิกายที่ถูกต่อต้านไปในที่สุด โดยเฉพาะเอลิซาเบธที่ 1 นั้น พระองค์แสดงออกถึงการกีดกันนิกายคาทอลิกอย่างชัดเจน

แต่พอมาถึงสมัยเจมส์ที่ 6 พระองค์เป็นคาทอลิก และมีความเกลียดชังโปรเตสแตนต์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพวกนิกาย เพียวริตัน (Puritan) ที่แตกนิกายมาจากโปรเตสแตนต์ แต่มีความเคร่งครัดยิ่งกว่า จึงขัดแย้งกับคาทอลิกอย่างสุดขั้ว แต่กลุ่มนี้กลับมีอิทธิพลอย่างมากในหมู่สมาชิกสภาเวลานั้น เมื่อเจมส์ที่ 6 เข้ามานั่งบัลลังก์อังกฤษ จึงมีการผ่อนปรนสิ่งต่างๆที่เคยถูกกีดกั้นในสมัยเอลิซาเบธที่ 1 ให้แก่ฝ่ายคาทอลิก เรื่องนี้จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐสภากับกษัตริย์ขยายใหญ่ขึ้น

อย่างไรก็ตามแผนการอภิเษกสมรสระหว่างชาร์ลสที่ 1 กับบัลลังก์สเปนนั้นก็มีอันต้องล้มเลิกไปด้วยสาเหตุบางอย่าง แต่ถึงแม้แผนการจะถูกยกเลิก ความบาดหมางระหว่างสภากับกษัตริย์ก็ยังคงเขม็งเกลียวกันต่อไป และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกจนกระทั่งไปปะทุในสมัยต่อมา เมื่อชาร์ลสที่ 1 ขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อภายหลังเจมส์ที่ 1 สิ้นพระชนม์ลงในปี ค.ศ. 1625 ชาร์ลสที่ 1 จึงขึ้นนั่งบัลลังก์กษัตริย์อังกฤษและสกอตแลนด์ในปีนั้น และในปีเดียวกันนั้น ชาร์ลสที่ 1 ก็อภิเษกกับเจ้าหญิงฝรั่งเศส เอนริเอตตา มาเรีย (Henrietta Maria) ซึ่งเป็นคาทอลิกเช่นกัน

เมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ ชาร์ลสที่ 1 ก็ยังดําเนินนโยบายและวิธีการปกครองเช่นเดียวกับพระบิดา โดยเฉพาะความพยายามลิดรอนอํานาจของรัฐสภาลงอีกเช่นเดียวกัน ความร้าวลึกในความสัมพันธ์ระหว่างสองสถาบันจึงยิ่งขยายแนวมาตั้งแต่พระองค์เริ่มนั่งบัลลังก์แล้ว จนในที่สุดพระองค์ก็สั่งให้ยกเลิกการประชุมสภาลงอีกครั้งในปี ค.ศ. 1629 แต่ความกดดันที่เริ่มทําให้ชาวอังกฤษเกิดความเดือดร้อนกันไปทั่วทุกหย่อมหญ้าจนเริ่มมีการต่อต้านพระองค์มากขึ้นก็คือการขึ้นภาษี โดยเฉพาะนโยบายเก็บภาษีเพื่อนํามาใช้สร้างกองทัพเรือให้เข้มแข็งเช่นในสมัยเอลิซาเบธที่ 1 ซึ่งฝ่ายรัฐสภาก็ได้ใช้เรื่องนี้ขึ้นมาต่อต้านชาร์ลส ที่ 1 และ ปลุกให้ประชาชนเกลียดชังพระองค์มากขึ้นอีก

แต่ยิ่งมีการต่อต้านมากขึ้นเพียงใด ชาร์ลส ที่ 1 กลับยิ่งใช้อํานาจจัดการกับกลุ่มต่อต้านพระองค์อย่างเด็ดขาดรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น จนทําให้มีความวุ่นวายขึ้นทั่วไป และลุกลามกลายเป็นจลาจลหลายครั้งหลายหน แต่ ชาร์ลส ที่ 1 ก็ไม่วิตก ยิ่งประชาชนต่อต้านมากเท่าใดพระองค์ก็จะยิ่งใช้อํานาจเผด็จการมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ก็ไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นระหว่างพระองค์กับรัฐสภาหรือกับประชาชนเท่านั้น แม้แต่ฝ่ายศาสนา ชาร์ลส ที่ 1 ก็ยังมีเรื่องมีราวจนถือเป็นศัตรูอีกด้วย

กระทั่งในที่สุดความขัดแย้งระหว่างรัฐสภากับกษัตริย์ก็มาถึงจุดเดือดในปี ค.ศ. 1642 มูลเหตุก็มาจากเรื่องเดิมคือการรีดภาษีเข้าท้องพระคลังนั่นเอง เมื่อสภาไม่ยินยอมผ่านกฎหมายให้ ชาร์ลส ที่ 1 จึงส่งกองทหารไปปิดล้อมรัฐสภาเพื่อบีบบังคับสภาให้ทําตามใจพระองค์ ชนวนของสงครามกลางเมืองครั้งแรกระหว่างฝ่ายกษัตริย์กับรัฐสภาจึงถูกจุดขึ้นด้วยเหตุนี้ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet