สิ้นสุดภารกิจของ ไซมอน โบลิวาร์ บิดาแห่งการปลดปล่อย

ไซมอน โบลิวาร์ บิดาแห่งการปลดปล่อย

การประชุมที่กัวยากิลถูกจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1822 โดยมีจุดประสงค์นอกจากเพื่อหารือเรื่องการเคลื่อนไหวให้อยู่ในกรอบเดียวกัน แล้วยังมีเรื่องความร่วมมือกันโจมตีกองทัพสเปนในเปรู เพื่อปลดปล่อยเปรูให้สําเร็จอีกด้วย แต่การตกลงในขั้นแรกนั้นยังคงหาข้อยุติกันไม่ได้เนื่องจาก ประสบปัญหา เนื่องจากฝ่ายสนับสนุนของแต่ละฝ่ายต่างต้องการ ให้ผู้นําของตนเป็นผู้บัญชาการสูงสุดทั้งสิ้น แต่ต่อมา ซาน มาร์ติน เป็นผู้ยุติข้อขัดแย้งนี้เองโดยเสนอให้โบลิวาร์เป็นผู้บัญชาการสูงสุด โดยเขายินยอมเป็นรองผู้บัญชาการเอง การเจรจาจึงได้บทสรุปในที่สุด

ความร่วมมือกันระหว่างฝ่ายของ โบลิวาร์ กับ ซาน มาร์ติน ในช่วงแรกๆนั้นดูว่าจะสามารถเดินร่วมกันไปได้ดีไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ต่อมาก็เกิดความขัดแย้งกันขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายจนได้ โดยเริ่มจากข้อถกเถียงในเรื่องการจัดวางรูปแบบปกครองหลังจากได้รับอิสรภาพโดยสมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว โดยฝ่ายโบลิวาร์นั้นมีความคิดเห็นว่าควรที่จะดํารงสถานะของสาธารณรัฐซึ่งประกาศเอาไว้ แล้วต่อไป แต่ในฝ่ายของ ซาน มาร์ติน กลับต้องการจะให้สถาปนาระบอบการปกครองในรูปแบบของเจ้าครองนครที่มีเจ้าครองแคว้นต่างๆสืบทอดตําแหน่งต่อๆกันแบบราชวงศ์ในยุโรป

ด้วยความไม่ลงรอยในเรื่องนี้จึงทําให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดฝ่าย ซาน มาร์ติน จึงได้ขอถอนตัวออกจากการมีส่วนร่วมในสงครามปลดปล่อยเปรูแล้วเดินทางกลับอาร์เจนตินา เพื่อให้โบลิวาร์ทําการเคลื่อนไหวต่อไปได้โดยอิสระ และ ลังจากที่ ซาน มาร์ติน กลับถึงอาร์เจนตินาแล้ว เขาก็ตัดสินใจหยุดบทบาทและวางมือจากการเคลื่อนไหวทั้งหมดลง ใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเพื่อดูแลภรรยาที่ป่วยจนกระทั่งภรรยาของเขาเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1824 จึงตัดสินใจพาบุตรสาวไปใช้ชีวิตสงบอยู่ที่ฝรั่งเศสจนกระทั่งเสียเขาชีวิตลงในปี ค.ศ. 1850

กล่าวกันว่าในบั้นปลายชีวิตของ โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน นั้นยากจนข้นแค้นมาก แต่ด้วยการที่เขาเป็นบุคคลสําคัญผู้มีบทบาทสูงในสงครามปลดปล่อยให้แก่ประเทศอาร์เจนตินา ในปี ค.ศ. 1880 จึงได้มีการเชิญศพของเขากลับไปฝังที่กรุงบัวโนสไอเรส บ้านเกิดของเขาในอาร์เจนตินา

ไซมอน โบลิวาร์ บิดาแห่งการปลดปล่อย

ไซมอน โบลิวาร์ บิดาแห่งการปลดปล่อย

ความต้องการของ ไซมอน โบลิวาร์ ภายหลังจากปลดปล่อยประเทศต่างๆออกจากอํานาจของสเปนสําเร็จแล้วนั้น เขาหวังที่จะรวบรวมประเทศต่างๆในลาตินอเมริกาทั้งหมดมารวมเข้าเป็นเขตแดนเดียวกัน แล้วสถาปนาเป็นสาธารณรัฐอเมริกาใต้ (South American Republic) เพื่อให้เป็น ประเทศเดียว โดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็นรัฐๆอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเดียว แต่ก็คงเว้นไว้เพียงบราซิลประเทศเดียวเท่านั้นที่มีรูปแบบการปกครองเฉพาะของตน

สําหรับประเทศเปรูอันเป็นประเทศสุดท้ายซึ่งยังไม่สามารถปลดปล่อยได้สําเร็จนั้น เมื่อ ซาน มาร์ติน ถอนตัวออกไปแล้ว โบลิวาร์จึงต้องรับภารกิจปลดปล่อยเปรูเพียงลําพัง เขาได้นํากองทัพปลด ปล่อยบุกเข้าเปรูในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1824 โดยมีผู้ช่วยที่อยู่กับเขามาตลอดก็คือ อันโตนิโอ โฮเซ เดอ ซูเคร คอยเป็นที่ปรึกษาในการวางแผนให้ ซูเครได้แยกไปคุมกองทัพอีกกองหนึ่งคอยประสานกันบุกเข้าโจมตีกองทัพสเปน และสามารถเอาชนะกองทัพสเป็นกองทัพสุดท้ายได้สําเร็จที่สมรภูมิเมืองอยาคูโช (Ayacucho) ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1824 จึงถือว่าเปรูได้รับอิสรภาพโดยสมบูรณ์ในปีเดียวกันนั้น

จากนั้น ไซมอน โบลิวาร์ ก็ได้รับเลือกให้ขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีของเปรูอีกแห่งหนึ่ง และหลังจากที่ยึดครองเปรูได้โดยสมบูรณ์ โบลิวาร์จึงดําเนินการในก้าวต่อไปเพื่อจัดตั้งสาธารณรัฐอเมริกาใต้ขึ้นตามแผนของเขาให้สําเร็จให้ได้ จึงจัดให้มีการเปิดประชุมสภาปฏิวัติขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1825 เพื่อจัดสรรเขตแดนออกเป็นรัฐๆ เตรียมการสําหรับการจัดตั้งสาธารณรัฐอเมริกาใต้ต่อไป

แต่แล้วที่ประชุมสภาปฏิวัติก็ไม่สามารถหาข้อยุติในการก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกาใต้ได้สําเร็จตามความต้องการของโบลิวาร์ โดยที่ประชุมกลับมีมติเพียงแค่ให้จัดตั้งประเทศใหม่ขึ้นตรงเขตแดนทางด้านทิศใต้ของประเทศเปรูซึ่งติดกับประเทศบราซิลเท่านั้น โดยให้ตั้งชื่อประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ว่า โบลิเวีย (Bolivia) เพื่อที่จะเป็นเกียรติแก่ ไซมอน โบลิวาร์

แม้ว่าความฝันในการสร้างสาธารณรัฐอเมริกาใต้ของโบลิวาร์จะทําไม่สําเร็จ แต่เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปลดปล่อยดินแดนได้เกือบครึ่งทวีปอเมริกาออกจากอํานาจยึดครองของจักรวรรดิสเป็นมาอย่างยาวนานเป็นผลสําเร็จแล้ว และโบลิวาร์ก็ยังได้รับการยกย่องจากชาวอเมริกาใต้โดยทั่วไปว่าเป็น “บิดาแห่งการปลดปล่อย” แต่ชัยชนะในสงครามปลดปล่อยครั้งนั้นกับการวางรากฐานให้กับประเทศในอเมริกาใต้ทั้งหมดสามารถเดินต่อไปได้ภายหลังได้รับเอกราช อาจเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการบริหารระบบต่างๆเพื่อให้มันขับเคลื่อนไปตามความต้องการได้

เพราะภายหลังจากฝุ่นควันของสงครามปลดปล่อยครั้งนั้นจางลง ไซมอน โบลิวาร์ กลับต้องประสบกับมรสุมอย่างมากมายในการต่อสู้กับปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นตามมา เมื่อมีการแบ่งสรรปันอํานาจทางการเมืองการปกครองในระหว่างกลุ่มต่างๆที่เข้ามาเป็นแนวร่วมในสงครามปลดปล่อยกับ โบลิวาร์จนสําเร็จ แค่การเริ่มต้นจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติสําหรับปกครองเขตแดนต่างๆ โดยให้ทุกฝ่ายมีบทบาทและอํานาจสมดุลกัน ก็เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งจนไม่สามารถตกลงกันได้แล้ว จากสาเหตุที่แต่ละฝ่ายต่างพยายามยื้อแย่งตําแหน่งและเขตอํานาจให้เข้ามาอยู่กับฝ่ายตัวเองให้ได้มากที่สุด

การจัดประชุมเพื่อก่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติแต่ละครั้งจึงไม่ประสบผลสําเร็จ สัญญาณล้มเหลวในการก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกาใต้ของโบลิวาร์จึงส่อเค้าล่มตั้งแต่ก้าวแรกแล้ว ไซมอน โบลิวาร์ มีความต้องการที่จะก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกาใต้โดยใช้รูปแบบการปกครองประเทศให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาที่เขาตั้งความหวังไว้ตั้งแต่เริ่มตัดสินใจทําสงครามปลดปล่อยแล้ว โดยรวมประเทศต่างๆเข้าเป็นประเทศเดียว แล้วแบ่งเขตอํานาจการปกครองออกเป็นรัฐๆโดยขึ้นตรงกับ รัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียวแบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อได้รับชัยชนะในสงครามปลดปล่อยแล้ว ความฝันของโบลิวาร์ก็ดับวูบ เมื่อมีการประชุมเพื่อก่อตั้งระบบดังกล่าวนี้ขึ้นก็เกิดการโต้เถียงกันในเรื่องการแบ่งเขตแดนอํานาจให้กับแต่ละฝ่าย

ในที่ประชุมการก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกาใต้เกิดมีปัญหาขึ้นว่าการปกครองโดยรัฐบาลเดียวตามที่โบลิวาร์เสนอนี้จะทําให้เกิดความไม่สมดุลกันของเขตแดนต่างๆที่เคยแบ่งแยกกันปกครองมาก่อน ประเทศใหญ่กว่าก็จะมีอํานาจเหนือกว่าประเทศเล็กๆ ประเทศเล็กก็เท่ากับถูกลดทอนอํานาจลง ด้วยเหตุนี้ที่ประชุมจึงเอาแต่ถกเถียงกันถึงเรื่องความสมดุลทางอํานาจ เพียงแค่เริ่มต้นประชุมเพื่อหาข้อตกลงในการจัดตั้งรัฐบาลกลางเท่านั้นก็มีความขัดแย้งกันในเรื่องขอบเขตอํานาจของแต่ละฝ่ายกันแล้ว

ไม่เพียงแต่เรื่องอํานาจปกครองของแต่ละรัฐกับเรื่องอํานาจในรัฐบาลกลางเท่านั้น ที่เป็นปัญหา แม้แต่การหารือเรื่องจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นก็ยังเกิดการถกเถียงจนไม่อาจจัดตั้งได้สําเร็จด้วยเช่นกัน การประชุมหลายๆครั้งจึงต้องล้มเหลวลงจนทําให้โบลิวาร์ต้องขอมติในที่ประชุมแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นเผด็จการ (Dictator) เพื่อใช้อํานาจเด็ดขาดในการตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียวสําหรับประเด็นที่หาข้อยุติไม่ได้ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคทําให้การจัดตั้งประเทศเกิดความล่าช้า

ในการประชุมเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1827 ที่ประชุมจึงมีมติให้มอบอํานาจนี้ให้แก่เขา แต่ถึงแม้โบลิวาร์จะมีอํานาจเบ็ดเสร็จ เขาก็ยังไม่สามารถจะยุติความขัดแย้งและควบคุมความไร้ระเบียบจากการยื้อแย่งอํานาจของแต่ละฝ่ายได้อยู่ดี กระทั่งต่อมาก็เกิดมีผู้ที่ไม่พอใจการถืออํานาจเผด็จการของ โบลิวาร์ จึงคิดวางแผนกําจัดเขาด้วยการลอบสังหารในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1828 แต่ก็กระทําไม่สําเร็จ

จากความวุ่นวายต่างๆเหล่านี้จึงทําให้โบลิวาร์เกิดความท้อแท้เป็นอย่างมาก ประกอบกับสุขภาพซึ่งเริ่มย่ำแย่ลงจากผลของการตรากตรํางานนักและการทําสงครามมาเป็นเวลานาน ในที่สุดจึงได้ประกาศลาออกจากตําแหน่งประธานาธิบดีที่ดํารงอยู่ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1830 เพื่อให้กลุ่มต่างๆได้ถกเถียงหาข้อยุติไปตามทิศทางที่ตนต้องการอย่างอิสระต่อไป จากนั้นโบลิวาร์ก็หลบไปใช้ชีวิตอย่างสงบเพื่อให้ไกลจากความขัดแย้งนี้โดยไม่ขอมีบทบาททางการเมืองอีกต่อไป โดยวางแผนที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุโรปอีกครั้งในช่วงบั้นปลายชีวิต

แต่ก่อนที่โบลิวาร์จะได้ลงเรือเพื่อเดินทางท่องยุโรปนั้น เขากลับเสียชีวิตลงด้วยอาการของวัณโรค ที่เรื้อรังมานานในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1830 ที่เมืองซานตามาร์ตา ในแกรนโคลัมเบีย ที่ซึ่งเขาพักอาศัยอยู่เป็นแห่งสุดท้าย รวมอายุทั้งสิ้น 47 ปี กระทั่งในปี ค.ศ. 1842 ศพของ ไซมอน โบลิวาร์ จึงได้ถูกเชิญมาไว้ที่กรุงคาราคัส เวเนซูเอลา โดยได้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์ อนุสรณ์สถาน และสุสานให้แก่เขาอย่างสมเกียรติไว้ที่วิหารประจําชาติแห่งเวเนซูเอลา (National Pantheon of Venezuela) เพื่อรําลึกถึงคุณความดีของ ไซมอน โบลิวาร์ และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เยี่ยมคารวะ

ภายหลังจาก ไซมอน โบลิวาร์ ได้วางมือด้านภารกิจต่างๆลงแล้วนั้น ในปี ค.ศ. 1830 สาธารณรัฐแกรนโคลัมเบียที่โบลิวาร์ก่อตั้งขึ้นและดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีอยู่ก่อนนั้นก็แตกออกเป็นประเทศต่างๆ 4 ประเทศ คือ ปานามา เอกวาดอร์ โคลัมเบีย และ เวเนซูเอลา ส่วนเปรู โบลิเวีย ชิลี และ อาร์เจนตินานั้นก็แบ่งออกเป็นประเทศอิสระด้วยเช่นกัน ไม่ได้รวมกันเป็นสาธารณรัฐตามที่ตั้งธงไว้แต่อย่างใด จึงทําให้ความฝันในเรื่องการก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกาใต้ของ ไซมอน โบลิวาร์ มีอันต้องล่มสลายลงไปในที่สุด

โดยภายหลังจากที่ โบลิวาร์ วางมือในเรื่องต่างๆลงทั้งหมดแล้ว แต่ละฝ่ายก็ยังไม่สามารถจะสานประโยชน์ร่วมกันได้สําเร็จ จนต้องแยกย้ายกันกลับไปก่อตั้งรัฐบาลปกครองประเทศของตนเองสืบมานับจากนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องถือว่าความฝันของโบลิวาร์สามารถสําเร็จเป็นจริงได้ครึ่งหนึ่ง คือการปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากอํานาจของจักรวรรดิสเป็นที่กดหัวพวกเขาอยู่ได้สําเร็จนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ชาวลาตินอเมริกาจึงได้ยกย่องเกียรติคุณของเขาเป็น “บิดาแห่งการปลดปล่อย” ผู้ที่ทําให้พวกเขาสามารถกําหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ เพราะหากไม่มี ไซมอน โบลิวาร์ ลุกขึ้นมาเป็นผู้นําในการทําสงครามปลดปล่อยจนประสบชัยชนะได้แล้ว ก็อาจไม่มีประเทศต่างๆในอเมริกากลางและอเมริกาใต้อย่างเช่นทุกวันนี้ได้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet