เหตุการณ์สำเร็จโทษกษัตริย์ชาร์ลสที่ 1 หน้าพระราชวังไวท์ฮอลล์

เหตุการณ์สำเร็จโทษกษัตริย์ชาร์ลสที่ 1 หน้าพระราชวังไวท์ฮอลล์

หลังจากเสร็จศึกที่เวลส์แล้ว ครอมเวลล์มุ่งขึ้นเหนือเพื่อทําสงครามกับฝ่ายนิยมกษัตริย์ในทันที ซึ่งเวลานั้นพวกเพรสไบที่เรียนในสกอตส์ได้บุกลงมายึดเมืองทางตอนเหนือของอังกฤษไปได้หลายเมืองแล้ว ส่วนการสู้รบกับฝ่ายนิยมกษัตริย์ทางภาคใต้ซึ่งถูกยึดกลับไปได้หลายเมืองเช่นกันมี เซอร์ โธมัส แฟร์แฟกซ์ เป็นผู้นํา

สําหรับการทําศึกทางภาคเหนือนี้ ครอมเวลล์ได้แม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามาเสริมทัพคือ จอห์น แลมเบิร์ต (John Lambert) ผู้ซึ่งนํากองทหารม้าของเขาไปพิชิตชัยมาหลายสมรภูมิเช่นกัน กระทั่งเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1648 สถานการณ์ของฝ่ายนิยมกษัตริย์เริ่มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ การปราบปรามฝ่ายนิยมกษัตริย์ที่ลุกฮือขึ้นในภาคใต้ของอังกฤษเริ่มบรรลุผล ขณะเดียวกันทางภาคเหนือก็สามารถหยุดการรุกของฝ่ายนิยมกษัตริย์ และพวกเพรสไบที่เรียนในสกอตส์ได้ด้วยเช่นกัน

ชัยชนะที่สมรภูมิเพรสตัน (Preston)

สมรภูมิที่ วอลตัน เลอ เดล (Walton le Dale)

พอล่วงเข้าเดือนสิงหาคม กองทัพของครอมเวลล์ก็ขึ้นมาจากเวลส์เข้าสมทบกับกองทัพของ จอห์น แลมเบิร์ต ซึ่งกําลังทําศึกกับฝ่ายนิยมกษัตริย์ที่นําโดย มาร์มาดยุค แลงเดล (Marmaduke Langdale) ส่วนครอมเวลล์นั้นเมื่อยกขึ้นมาก็เผชิญกับทัพของ เจมส์ แฮมิลตัน (James Hamilton) จึงบุกเข้าโจมตี แฮมิลตันสู้ไม่ได้จึงถอยไป ครอมเวลล์ก็ไม่ได้ติดตามไปเพราะนัดแนะกับแลมเบิร์ตไว้ที่กิลเบิร์น (Gisburn) ในแลงคาเซียร์ (Lancashire)

ส่วนทางด้านแลงเดลนั้นก็ไปรวมทัพกับแฮมิลตัน จนกลายเป็นกองทัพขนาดมหึมาที่ดูเหนือกว่า กองทัพของครอมเวลล์และแลมเบิร์ตมาก แล้วการสู้รบขั้นแตกหักก็เกิดขึ้นที่บริเวณ วอลตัน-เลอ-เดล (Walton-le-Dale) ในเมืองเพรสตัน (Preston) แลงคาเชียร์ ฝ่ายแฮมิลตันและแลงเดลมีกําลังทหารหมื่นกว่านาย ส่วนฝ่ายครอมเวลล์และแลมเบิร์ตนั้นมีจํานวน 8 พันนาย

แต่เมื่อการสู้รบยุติลง ทหารฝ่ายนิยมกษัตริย์ต้องเสียชีวิตลงเป็นจํานวน 2 พันนาย ส่วนฝ่ายรัฐสภานั้นเสียชีวิตไปไม่ถึงร้อยนายเท่านั้น สมรภูมินี้ฝ่ายนิยมกษัตริย์จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ทหารที่เหลือจึงถูกจับเป็นเชลยทั้งหมด รวมทั้งแม่ทัพและนายทหารด้วย สมรภูมิแห่งนี้นับเป็นการสู้รบครั้งสุดท้ายของสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 นี้ เพราะฝ่ายกษัตริย์ไม่เหลือกําลังพอที่จะต่อสู้ต่อไปได้อีกจึง ต้องทยอยยอมแพ้และวางอาวุธตามที่ต่างๆจนหมด

ขณะที่ฝ่ายนิยมกษัตริย์เริ่มทยอยวางอาวุธตามเมืองต่างๆ ชาร์ลส ที่ 1 อยู่ที่ ไอล์ ออฟ ไวต์ (Isle of Wight) ในแฮมป์เชียร์ (Hampshire) เมื่อทราบว่าฝ่ายตนพ่ายแพ้แล้วจึงติดต่อไปทางลอนดอนเพื่อขอเจรจาต่อรองกับฝ่ายรัฐสภา ทางสภาจึงมีการเรียกประชุมพิเศษเพื่อหารือข้อเสนอนี้ ซึ่ง เสียงส่วนใหญ่ให้รับข้อเสนอ แต่มตินี้ก็ถูกคัดค้านโดย โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ที่เห็นว่าควรใช้โอกาสนี้ขจัดอํานาจของกษัตริย์ให้หมดสิ้นแล้วก่อตั้งระบอบสาธารณรัฐขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระบบการเมืองด้วย

ในเวลานั้นครอมเวลล์ถือว่าทรงอิทธิพลมากใครๆจึงต้องฟัง เพราะชัยชนะในสมรภูมิเพรสตันครั้งนั้นถือเป็นหมากตาสําคัญที่ทําให้สงครามปิดฉากลงได้ จึงทําให้ครอมเวลล์ได้รับความชื่นชมจากเหล่าทหารเป็นอย่างมาก จนไม่มีสมาชิกสภาหรือขุนนางคนใดอยากที่จะแข่งบารมีกับเขา เพราะเกรงใน อํานาจเหนือกองทัพของเขานั่นเอง ซึ่งเวลานั้นครอมเวลล์สามารถควบคุมกองทัพส่วนใหญ่ไว้ในมือได้ทั้งหมดแล้ว

เหตุการณ์ยึดอำนาจในสภาของ โธมัส ไพรด์

เหตุการณ์ยึดอำนาจในสภาของ โธมัส ไพรด์

แต่ถึงอย่างไรครอมเวลล์ก็จําต้องยอมเมื่อมีการลงคะแนนเสียง และเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องการให้เปิดเจรจากับกษัตริย์มากกว่าแตกหัก แต่แล้วตัวแปรที่ทําให้เหตุการณ์ทั้งหมดเปลี่ยนไปก็คือ โธมัส ไพรด์ (Thomas Pride) ซึ่งเป็นนายทหารคนหนึ่งในกองทัพฝ่ายรัฐสภา และเห็นด้วยกับครอมเวลล์ ที่ต้องการให้ล้มบัลลังก์กษัตริย์เสีย นํากําลังทหารบุกเข้าไปในรัฐสภาแล้วประกาศยึดอํานาจจากสภาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1648 โดยเข้าจับกุมสมาชิกสภาฝ่ายที่ออกเสียงให้เจรจากับ ชาร์ลส ที่ 1 ไว้ทั้งหมด แต่ปล่อยให้สมาชิกฝ่ายที่คัดค้านแผนการเจรจากับกษัตริย์เปิดประชุมสภาต่อไปได้

การยึดอํานาจจากสภาครั้งนั้นนับเป็นการยึดอํานาจโดยใช้กําลังเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ แต่การยึดอํานาจของ โธมัส ไพรด์ ครั้งนั้นครอมเวลล์ไม่มีส่วนด้วย เพราะเขายังคงดูแลเขตแดนอยู่ทางตอนเหนือ ไม่ได้อยู่ที่ลอนดอนแต่อย่างใด แต่ใครๆกลับเชื่อว่าเขาอยู่เบื้องหลังการยึดอํานาจครั้งนี้ และยิ่งน่าสงสัยมากขึ้น เมื่อเขาเดินทางกลับมาถึงลอนดอนช่วงวันเดียวกันกับที่ไพรด์นํากําลังทหารเข้ายึดอํานาจสภานั่นเอง และเขาก็ยังกล่าวชื่นชมการยึดอํานาจของไพรด์ในทันทีที่กลับมาถึงลอนดอนด้วยว่านับเป็นความกล้าหาญอย่างมาก

นอกจากนี้ครอมเวลล์ยังกล่าวอย่างแข็งกร้าวด้วยว่า “เลือดของผู้คนที่ทาลงบนแผ่นดิน จะต้องชําระล้างด้วยเลือดของชาร์ลสที่ 1 เท่านั้น”

ภายหลังจากการยึดอํานาจของ โธมัส ไพรด์ แล้ว สภาจึงถูกเรียกว่า สภารัมป์ (Rump Parliament) มีความหมายว่า สภาส่วนที่เหลือ โดยมีการเปิดประชุมสภาต่อในวันถัดมา และเป็นที่แน่นอนว่าสภาส่วนที่เหลือนี้ต้องลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้มีการกล่าวโทษกษัตริย์ชาร์ลส ที่ 1 โดยให้จับกุมพระองค์มาทําการไต่สวนที่ลอนดอน และให้ตั้งศาลพิเศษขึ้นเรียกว่า ศาลยุติธรรมสูงสุดเพื่อการไต่สวน ชาร์ลสที่ 1 (High Court of Justice for the trial of Charles I)

เหตุการณ์สำเร็จโทษกษัตริย์ชาร์ลสที่ 1 หน้าพระราชวังไวท์ฮอลล์

เหตุการณ์สำเร็จโทษกษัตริย์ชาร์ลสที่ 1 หน้าพระราชวังไวท์ฮอลล์

ในที่สุดกษัตริย์ชาร์ลส ที่ 1 ก็ถูกจับกุมแล้วนําพระองค์กลับสู่ลอนดอนในเดือนมกราคม ค.ศ. 1649 และถูกกักบริเวณอยู่ในพระราชวังวินด์เซอร์ (Windsor Castle) เพื่อรอการไต่สวน คณะ กรรมาธิการศาลยุติธรรมสูงสุดนี้มีจํานวนทั้งสิ้น 135 คน แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ยอมเข้าปฏิบัติหน้าที่ จึงเหลือเพียง 68 คนเท่านั้นที่รับหน้าที่ผู้พิจารณาคดี

สําหรับสถานที่ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ใช้ห้องโถงใหญ่ของพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Palace of Westminster) ซึ่งเป็นที่ประชุมรัฐสภาอังกฤษในปัจจุบัน ใช้เวลาพิจารณาคดี 3 วัน โดยมีผลการตัดสินออกมาว่าให้สําเร็จโทษ ชาร์ลส ที่ 1 ตามฐานความผิด “เป็นกบฏต่อแผ่นดิน และเป็นผู้ทรยศต่อประชาชน” แต่ก็มีกรรมาธิการที่ร่วมลงตราประทับของตนเพื่อเป็นการยืนยันทั้งสิ้น 59 คนเท่านั้น

ในจํานวนนี้มี โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ประทับตราของตนเป็นลําดับที่ 3 ถัดลงมาจาก จอห์น แบรดชอว์ (John Bradshaw) ประธานศาล และ ลอร์ด โธมัส เกรย์ (Loed Thomas Grey) ซึ่งนับเป็นขุนนางเพียงคนเดียวของฝ่ายรัฐสภาที่ยอมประทับตราในคําสั่ง แม้แต่ เซอร์ โธมัส แฟร์แฟกซ์ ที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฝ่ายรัฐสภาก็ยังปฏิเสธที่จะสําเร็จโทษ ชาร์ลส ที่ 1 แต่ทุกอย่างก็เดินไปตามคําตัดสิน 

ชาร์ลส ที่ 1 ถูกสําเร็จโทษด้วยการตัดพระเศียร ในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1649 ที่ด้านหน้า พระราชวังไวท์ฮอลล์ (White Hall Palace) ต่อหน้าประชาชนเป็นจํานวนมากที่ต่างห้อมล้อมมุงดูการสําเร็จโทษพระองค์ ซึ่งก็มีทั้งที่ร่ำไห้ด้วยความเวทนาและร้องตะโกนด้วยความสะใจ สําหรับเชื้อ พระวงศ์ใกล้ชิดคนอื่นๆนั้นถูกกักบริเวณไว้เพื่อไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวหรือสร้างอิทธิพลทางการเมืองใดๆได้อีกต่อไป ยกเว้นเพียงเจ้าชายชาร์ลส ที่ 2 (Charles II) พระโอรสเท่านั้นที่หลบหนีไปลี้ภัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์ได้ โดยมีขนิษฐาของพระองค์เจ้าหญิงแมรี (Mary) ซึ่งเป็นชายาเจ้าชายวิลเลียม แห่ง ออร์เรนจ์ (William of Orange) คอยให้ความช่วยเหลือ

ส่วนแม่ทัพและบุคคลสําคัญของฝ่ายนิยมกษัตริย์คนอื่นๆต่างก็ถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด ด้วยการประหารชีวิตเป็นส่วนใหญ่ โดยสาเหตุที่ต้องโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารเช่นนี้ก็เนื่องมาจากสัญญาที่ฝ่ายกษัตริย์ทําไว้กับฝ่ายรัฐสภาเพื่อขอยุติสงครามครั้งแรกลงนั้นระบุว่า ฝ่ายนิยมกษัตริย์จะต้องยอมวางอาวุธโดยสิ้นเชิง หากจับอาวุธขึ้นต่อสู้อีกก็จะต้องถูกลงโทษอย่างถึงที่สุด ด้วยสัญญานี้เองจึงทําให้ฝ่ายนิยมกษัตริย์ต้องถูกประหารชีวิต แม้แต่ เจมส์ แฮมิลตัน ที่เป็นขุนนางของสกอตแลนด์ก็ถูกประหารไปด้วย ส่วน มาร์มาดยุค แลงเดล นั้นหลบหนีไปได้กับฝ่ายนิยมกษัตริย์แต่ไม่ได้จับอาวุธขึ้นสู้ในสงครามครั้งที่ 2 นี้เท่านั้นที่รอดพ้นจากการประหาร

ภายหลังจากสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 ยุติลงแล้ว ฝ่ายทหารกลายเป็นผู้ขึ้นมาควบคุมระบบต่างๆของอังกฤษทั้งหมด เนื่องจากเวลานั้นอยู่ในช่วงการยึดอํานาจของ โธมัส ไพรด์ นั่นเอง แต่อํานาจที่แท้จริงกลับตกอยู่ที่ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ แต่เพียงผู้เดียว เพราะเป็นผู้ที่ควบคุมกําลังทหารไว้ใน มือทั้งหมด จึงไม่มีใครกล้าจะโต้แย้งความคิดเห็นกับเขานัก ครอมเวลล์จึงกลับไปที่ความตั้งใจตั้งแต่แรกว่าอังกฤษไม่ควรกลับไปใช้ระบอบกษัตริย์อีก ควรสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นมาแทน โดยที่ครอมเวลล์ก็ยังเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการคัดเลือกรายชื่อสมาชิกสภาแต่ผู้เดียวอีกด้วย

เมื่อมีแต่พวกของเขาเช่นนี้ สภาจึงผ่านกฎหมายที่ทําให้อังกฤษเป็นประเทศสาธารณรัฐอย่าง ง่ายดาย โดยใช้ชื่อว่า เครือจักรภพแห่งอังกฤษ (Commonwealth of England) ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1649 โดยมีประมุขแห่งรัฐคือ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ นั่นเอง มีตําแหน่งเป็นเจ้าผู้พิทักษ์ (Lord Protector) และนําอังกฤษเข้าสู่ยุคสมัยแห่งรัฐเคร่งศาสนาตามความเชื่อแบบของ ชาวนิกายเพียวริตัน ห้ามจัดงานรื่นเริงใดๆ และหันมาบําเพ็ญตนให้บริสุทธิ์ตามหลักศาสนาเท่านั้น

ซึ่งพอนานวันเข้าสิ่งเหล่านี้ก็กลับสร้างความอึดอัดใจให้แก่ชาวอังกฤษโดยทั่วไปอีก จนพวกที่เคยอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาก็ค่อยๆผละจากไป ทําให้กลุ่มนิยมกษัตริย์ที่สูญเสียอํานาจไปเริ่มจะมองเห็นช่องทางโค่นล้มเขา จึงทําให้เครือจักรภพอังกฤษที่ครอมเวลล์สร้างขึ้นนี้มีอายุเพียงสั้นๆเท่านั้น โดยอาศัยจังหวะเวลาที่ครอมเวลล์เสียชีวิตลงแล้ว สืบทอดอํานาจแก่บุตรชายของเขา จัดการโค่นล้มอํานาจลงเสีย (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet