แผนการสร้างประเทศเครือจักรภพอันนำไปสู่สงครามกับไอร์แลนด์

ความสำคัญของการจัดวางกองทัพรูปแบบใหม่ของ 'บุรุษเหล็ก'

โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เป็นชาวเมืองฮันติงดัน (Huntingdon) ซึ่งตั้งอยู่ในแคมบริดจ์เชียร์ (Cambridgeshire) ทางทิศตะวันออกของอังกฤษ มีเชื้อสายตระกูลครอมเวลล์มาจากย่าทวดคือ แคเธอรีน ครอมเวลล์ (Katherine Cromwell) ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวของ โธมัส ครอมเวลล์ (Thomas Cromwell) ที่ปรึกษาที่มีบทบาทสําคัญในสมัยกษัตริย์เฮนรี ที่ 8 (Henry VII) ครอมเวลล์ต้องออกจากการศึกษากลางคันเมื่อบิดาเสียชีวิตเพื่อเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนบิดาเนื่องจากทั้งบ้านมีแต่ผู้หญิง ครอมเวลล์ มีพี่สาว และน้องสาวถึง 7 คนโดยไม่มีใครออกเรือนแม้แต่คนเดียว

ประวัติความเป็นมาของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell)

ประวัติความเป็นมาของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell)

ต่อมาเขาได้กลับไปศึกษาต่อที่ ลินคอล์น อินน์ (Lincoln’s Inn) ในลอนดอน ซึ่งเป็นสมาคมที่เปิดสอนวิชากฎหมายอย่างถูกต้องสําหรับบุคคลทั่วไปในเวลานั้น ซึ่งทั้งเขาและบิดาของเขาล้วนจบจากที่นี่เช่นกัน พอถึงปี ค.ศ. 1620 เขาก็สมรสกับ เอลิซาเบธ บูเชียร์ (Elizabeth Bourchier) บุตรสาวของพ่อค้าหนังผู้มีชื่อเสียง จากการสมรสนี้เองจึงทําให้ครอมเวลล์เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองเมื่อได้รู้จักกับ โอลิเวอร์ เซนต์ จอห์น (Oliver St. John) นายกสมาคมพ่อค้าที่มีพวกพ้องอยู่ในแวดวงการเมืองการทหารมากมายในเวลานั้น

อันที่จริงแล้ว โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ไม่ได้อยู่ในนิกายเพียวริตันตั้งแต่แรก แต่หันมาศรัทธาในนิกายนี้ภายหลัง ครอมเวลล์เริ่มเข้าสู่การเมืองโดยการเป็นสมาชิกสภาสามัญชนครั้งแรกในปี ค.ศ. 1628 จากการได้เป็นผู้แทนของเขตฮันติงดัน แต่ก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนักช่วงเวลานั้น ตามประวัติ ของเขากล่าวว่า ครอมเวลล์ลุกขึ้นอภิปรายเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นตลอดสมัยประชุมสภาปี 28-29 แล้วสภาก็ถูกยุบลงไปด้วยคําสั่งของ ชาร์ลส ที่ 1

ครอมเวลล์จึงกลับฮันติงดันแล้วจัดการขายที่ทางที่นั่น จากนั้นก็ไปซื้อที่ทําฟาร์มอยู่ที่เซนต์อีฟว์ (St. Ives) โดยมีอาชีพเป็นชาวนาอยู่ตลอดช่วง 11 ปี ที่อังกฤษไร้รัฐสภา จนกระทั่งปี ค.ศ. 1640 เมื่อเกิดสงครามบิชอปขึ้นกับสกอตแลนด์นั่นเอง และชาร์ลส ที่ 1 ได้เรียกประชุมสภาอีกครั้งเพื่ออนุมัติงบประมาณนําไปใช้ทําสงคราม ครอมเวลล์จึงกลับเข้าไปนั่งในสภาอีกครั้ง แต่ก็เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น สภาอายุสั้นนี้ก็ถูกยุบลงไปอีก

เมื่อครอมเวลล์กลับไปบ้านครั้งนี้ เขาขายไร่ขายนาทั้งหมดแล้วพาครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในลอนดอนเสียเลย แต่ไม่นานนัก ชาร์ลส ที่ 1 ก็สั่งให้เปิดสภาขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อจะของบประมาณไปปราบจลาจลในไอร์แลนด์ สภาครั้งใหม่นี้เป็นการประชุมที่ยาวนานกว่า ซึ่งครอมเวลล์ก็ยังได้ที่นั่งในสภาที่นั่งเดิมอยู่นั่นเอง และด้วยสมัยประชุมสภาที่มีช่วงเวลายาวนี้เอง

ครอมเวลล์จึงเริ่มต้นคิดลง หลักปักฐานทางการเมืองอย่างเต็มตัวโดยอาศัยเพื่อนพ้องในกลุ่มเพียวริตันด้วยกันสร้างอิทธิพลขึ้น และกลุ่มสมาชิกสภากลุ่มนี้ก็เริ่มที่จะมองหาโอกาสในการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระทั่งเกิดเหตุการณ์ซึ่ง ชาร์ลส ที่ 1 นํากําลังทหารบุกเข้ารัฐสภาจนเป็นชนวนทําให้เกิดสงครามกลางเมืองครั้งแรกขึ้น จึงเป็นโอกาสของครอมเวลล์

ความสำคัญของการจัดวางกองทัพรูปแบบใหม่ของ ‘บุรุษเหล็ก’

ความสำคัญของการจัดวางกองทัพรูปแบบใหม่ของ 'บุรุษเหล็ก'

ในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างรัฐสภากับกษัตริย์ครั้งแรกขึ้นในปี ค.ศ. 1642 โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ อยู่ในวัย 43 ปี เขาได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสมาชิกสภาเพียวริตันให้เป็นผู้คุมกองทหารม้ากองหนึ่ง เนื่องจากเคยเป็นผู้ฝึกทหารม้ากองหนึ่งในแคมบริดจ์ (Cambridge) ทําหน้าที่ในการอารักขากองเกวียนบรรทุกแร่เงินส่งให้แก่ราชสํานักมาก่อน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์บัญชาการทหารเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ครอมเวลล์จึงกลับไปรวบรวมกําลังพลและฝึกกองทหารม้าของเขาขึ้นใหม่แล้วนําเข้าไปร่วมในกองทัพของฝ่ายรัฐสภาด้วย

แต่กว่าที่กองทหารม้าของครอมเวลล์จะพร้อมรบได้ สงครามก็ดําเนินไปหลายสมรภูมิแล้ว แต่ถึงอย่างไรกองทหารม้าของครอมเวลล์ก็ไม่ได้มาล่าช้า การเข้าสู่สนามรบของทหารม้ากองนี้กลับเป็นตัวแปรที่สําคัญทําให้ฝ่ายรัฐสภาสามารถกําชัยชนะในสงครามรอบแรกนี้ได้ในที่สุด เพราะทหารม้าของครอมเวลล์ได้ชื่อว่ามีศักยภาพในการรบสูง เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นอาวุธลับของฝ่ายรัฐสภาในทุกๆสมรภูมิ จึงถูกเรียกว่า กองทหารม้า “บุรุษเหล็ก” และด้วยความสามารถของครอมเวลล์ในการบัญชาการกองทหารม้าที่มีประสิทธิภาพสูงกองนี้ ต่อมาภายหลังเขาก็ได้รับมอบหมายให้บัญชาการกองทัพรัฐสภาที่ใหญ่ขึ้น จากรองแม่ทัพแล้วกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ในสงครามกลางเมืองรอบที่สอง

นอกจากนี้ ครอมเวลล์ ยังมีส่วนสําคัญที่ทําให้การจัดวางกองทัพที่เรียกว่า “กองทัพรูปแบบใหม่” เป็นผลสําเร็จอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย กองทัพรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากข้อจํากัดทางการรบของฝ่ายรัฐสภาที่ประสบในช่วงเวลานั้น เนื่องจากไม่ได้มีเวลาพอที่จะรวบรวมทหารมืออาชีพหรือฝึกฝนทหารให้มีประสิทธิภาพได้เท่ากับกองทัพของฝ่ายกษัตริย์ แต่ข้อจํากัดนี้กลับเป็นโอกาสที่ทําให้มีความคิดจะพัฒนาวิธีการจัดวางกองทัพขึ้นใหม่ ตั้งแต่การจัดวางลําดับแถวทหาร วางยุทธวิธีการรบ โจมตี และเสริมกําลังด้วยวิธีการใหม่ๆ ซึ่งวิธีการนี้ถูกนํามาประยุกต์ใช้ในการทําสงครามอีกหลายร้อยปีนับจากนั้นมา แม้ว่ากองทัพรูปแบบใหม่นี้จะถูกล้มเลิกไปในภายหลังก็ตาม

ซึ่งกองทัพรูปแบบใหม่นี้จะไม่มีทางประสบความสําเร็จได้เลยหากไม่มี โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ กับวิธีการบัญชาการทัพของเขาที่มีความเด็ดขาดและมีระเบียบวินัยสูง ที่นํามาใช้กับกองทหารม้าบุรุษเหล็กของเขาเป็นตัวอย่างจนประสบผลสําเร็จ จึงนําไปใช้กับทหารกองอื่นๆอันเป็นส่วนสําคัญที่ทําให้กองทัพรูปแบบใหม่ประสบผลสําเร็จนั่นเอง ตัวอย่างของคําพูดประโยคหนึ่งที่ครอมเวลล์มักใช้พูดกรอกหูทหารอยู่เป็นประจําคือ “แม้พระเจ้าจะเลือกพวกเรา แต่พระองค์ก็ไม่อาจช่วยพวกเราในสนามรบได้ครบทุกคน ดังนั้นจึงมีเพียงแค่ตัวเราเองเท่านั้นที่สามารถช่วยให้ตัวเองมีชีวิตรอดในสนามรบ”

แผนการสร้างประเทศเครือจักรภพอันนำไปสู่สงครามกับไอร์แลนด์

แผนการสร้างประเทศเครือจักรภพอันนำไปสู่สงครามกับไอร์แลนด์

แม้การทําสงครามกลางเมืองครั้งนั้นจะต้องใช้เม็ดเงินที่ค่อนข้างสูง แต่ฝ่ายรัฐสภานั้นมีกระเป๋าเงินสนับสนุนมากมาย ทั้งมาจากพวกพ่อค้าและนักการเมืองที่ร่ำรวยคอยส่งให้ ตรงกันข้ามกับฝ่ายกษัตริย์ที่มีเพียงแค่ภายนอกเท่านั้นที่ฉาบหรูด้วยความสวยงามโอ่อ่าดูดี มีกองทัพที่แต่งตัวสวยงาม แต่ลึกลงไปแล้วเป็นกองทหารที่ไร้เรี่ยวแรง เพราะขาดงบประมาณอุดหนุน มีเพียงพวกขุนนางและนายทหารระดับสูงเท่านั้นที่อยู่ดีกินดีใช้เงินฟุ่มเฟือยแม้จะอยู่กลางสนามรบก็ตาม ปล่อยให้ทหารชั้นผู้น้อยอยู่กินอย่างฝืดเคือง

ทหารฝ่ายรัฐสภาจึงมักสบประมาททหารฝ่ายกษัตริย์ว่าอ่อนแออุ้ยอ้าย จนเมื่อกองทัพรูปแบบใหม่ฝ่ายรัฐสภาออกสู่สมรภูมิก็สามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ทหารฝ่ายรัฐสภาจึงสามารถเอาชนะฝ่ายของกษัตริย์ได้ในสงครามกลางเมืองทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1645 และครั้ง ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1649 และชัยชนะทั้ง 2 ครั้งผู้ที่ได้รับการชมเชยมากที่สุดก็คือครอมเวลล์ ซึ่งก็ทําให้เขากลายเป็นบุคคลที่ทรงอํานาจที่สุดตามไปด้วยในช่วงหลังสงคราม เนื่องจากกุมอํานาจทางทหารเอาไว้ในมือทั้งหมด

และก็ด้วยอํานาจที่มีอย่างมากล้นนี้ ในภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนระบอบกษัตริย์ไปสู่ระบอบสาธารณรัฐแล้ว ครอมเวลล์จึงกุมอํานาจปกครองประเทศไว้ในมือ และเริ่มสร้างความอึดอัดใจครั้งใหม่ให้แก่ทุกๆฝ่ายอีกครั้ง ซึ่งไม่ต่างไปจากสมัยที่ เจมส์ ที่ 6 และชาร์ลส ที่ 1 ปกครองอังกฤษ เมื่อเขามีนโยบายปรับเปลี่ยนประเทศไปตามครรลองที่เขาต้องการ

แต่ครอมเวลล์ก็ยังทําในสิ่งที่ได้รับการสรรเสริญจากฝ่ายที่ร่วมยึดอํานาจจากกษัตริย์มาด้วยกันด้วยเช่นกันในช่วงที่เขากุมอํานาจปกครองประเทศอยู่นี้ก็คือแผนการสร้างกลุ่มประเทศเครือจักรภพขึ้น โดยรวมเอาไอร์แลนด์ และสกอตแลนด์เข้ามารวม อยู่ในกลุ่มประเทศเครือจักรภพอังกฤษโดยถาวร โดยเฉพาะสกอตแลนด์ซึ่งเคยเป็นฐานกําลังให้แก่ ชาร์ลส ที่ 1 และ ชาร์ลส ที่ 2 รัชทายาทที่หลบหนีไปได้อาจกลับมาใช้สกอตแลนด์เป็นฐานในการกลับคืนบัลลังก์ได้อีก

ความคิดการรวมอังกฤษนี้จึงทําให้เกิดสงครามครั้งใหม่ขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1649 โดยเริ่มที่การทําสงครามกับไอร์แลนด์ก่อนเป็นลําดับแรก ซึ่งนับจากเกิดการจลาจลอันนําไปสู่การปฏิวัติในไอร์แลนด์เมื่อปี ค.ศ. 1641 จนทําให้เกิด สหพันธ์ไอร์แลนด์ (Confederate Ireland) ขึ้น และภายหลังจากที่ฝ่ายรัฐสภาได้รับชัยชนะโดยสมบูรณ์แล้ว ฝ่ายนิยมกษัตริย์ที่หลบหนีไปได้นั้นได้ไปจับมือเป็นพันธมิตรกับไอร์แลนด์เพื่อหมายจะกลับมาต่อสู้กับฝ่ายรัฐสภาอีกรอบ เรื่องนี้จึงเป็นหอกข้างแคร่ที่ครอมเวลล์ต้องสางบัญชี (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet