การสร้างสังคมอุดมคติตามแบบนิกายเพียวริตันของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์

การสร้างสังคมอุดมคติตามแบบนิกายเพียวริตันของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์

การตัดสินใจบุกไอร์แลนด์ของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ นั้นสืบเนื่องมาจากการเข้าโจมตีเมืองดับลิน (Dublin) ที่ฝ่ายรัฐสภายึดเอาไว้ได้ตั้งแต่ที่ยังไม่สิ้นสุดสงครามกลางเมือง ครอมเวลล์จึงยกทัพบุกขึ้นฝั่งที่เมืองดับลินในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1949 การสู้รบใหญ่เกิดขึ้นใน 2 เมืองคือที่ เวกซ์ฟอร์ด (Wexford) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และที่โดรเกดา (Drogheda) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไอร์แลนด์

ความบาดหมางอันลึกซึ้งระหว่างอังกฤษกับไอร์แลนด์

ความบาดหมางอันลึกซึ้งระหว่างอังกฤษกับไอร์แลนด์

เมื่อได้รับชัยชนะแล้ว ครอมเวลล์ก็จัดการกวาดล้างฝ่ายคาทอลิกในไอร์แลนด์อย่างเด็ดขาด และทําลายโบสถ์ของชาวคาทอลิกลงจนหมดสิ้น ชาวไอริชทั้งที่เป็นทหาร ประชาชน หรือว่านักบวชถูกสังหารลงไปมากกว่า 3 พันคน แต่สงครามในไอร์แลนด์ครั้งนี้ยังคงยืดเยื้อไปจนกระทั่งเข้าเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1650 จึงสามารถควบคุมไอร์แลนด์ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่กว่าที่จะครอบครองไอร์แลนด์ได้โดยสมบูรณ์ทั้งหมดนั้นก็ล่วงเข้าอีก 4 ปีต่อมา

การยึดครองไอร์แลนด์ครั้งนี้ทําให้นิกายคาทอลิกได้รับความเสียหายอย่างมาก ครอมเวลล์ประกาศให้ถอนนิกายนี้ออกจากการเป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมาย บาทหลวง นักบวชคาทอลิกต่างๆถูกจับหรือไม่ก็ถูกสังหาร ที่ดินซึ่งมีเจ้าของเป็นคาทอลิกก็ถูกยึดเข้ารัฐ การจัดการกับชาวไอริชด้วยความรุนแรงของครอมเวลล์ครั้งนั้นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความบาดหมางอันซึมลึกระหว่างชาวไอริชกับชาวอังกฤษมานับตั้งแต่นั้น

สงครามกับสกอตแลนด์

สงครามกับสกอตแลนด์

สําหรับทางฝ่ายสกอตแลนด์นั้นเมื่อมีการปลงพระชนม์ ชาร์ลส ที่ 1 แล้ว ทางสภาสกอตแลนด์จึงสนับสนุน ชาร์ลส ที่ 2 เป็นกษัตริย์ของสกอตส์ต่อไป โดยฝ่ายเพรสไบทีเรียนซึ่งเกรงการขึ้นมามีอํานาจของฝ่ายรัฐสภาว่าอาจส่งผลต่ออนาคตของพวกตน คนกลุ่มนี้สร้างปัญหาใหญ่มาตั้งแต่ในช่วง สงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 แล้ว ทางสกอตแลนด์จึงเชิญ ชาร์ลส ที่ 2 ซึ่งไปลี้ภัยอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์กลับมาครองบัลลังก์ที่สกอตแลนด์ พระองค์จึงเดินทางกลับในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1650

เมื่อเหตุการณ์ออกมาดังนี้ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ จึงเห็นว่าหากปล่อยให้เหตุการณ์ดําเนินต่อไปจะเป็นอุปสรรคต่อระบอบสาธารณรัฐของเครือจักรภพอังกฤษ ครอมเวลล์จึงตัดสินใจคงกําลังทหารไว้ที่ไอร์แลนด์ไว้ส่วนหนึ่งให้คอยดูแลสถานการณ์ทางด้านนั้นต่อไป แล้วนํากําลังอีกส่วนบุกตีสกอตแลนด์ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1650 แต่โชคก็ไม่เข้าข้าง ระหว่างที่กําลังปิดล้อมเอดินเบอระ (Edinburgh) เมืองหลวงสกอตแลนด์ในเวลานั้นก็เกิดขาดแคลนเสบียง จนทหารต่างขาดเรี่ยวแรงและล้มป่วยกันเป็นทิวแถว ครอมเวลล์ จึงต้องสั่งถอยทัพกลับไปก่อน โดยไปตั้งหลักใหม่ที่เมือง ดันบาร์ (Dunbar) ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกของเอดินเบอระ 45 กิโลเมตร

ทำให้ฝ่ายสกอตส์ได้ใจ พยายามฉวยโอกาสนี้เข้าโจมตีกลับแต่กลายเป็นว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียเอง และการพ่ายแพ้ที่สมรภูมิดันบาร์นี้ ก็ทําให้ครอมเวลล์สามารถนําทัพบุกกลับไปยึดเมืองเอดินเบอระได้สําเร็จในเดือนกันยายน ค.ศ. 1650 แต่ก็พบว่ากองทัพสกอตส์ที่ ชาร์ลส ที่ 2 เป็นผู้นําทัพ ได้มุ่งลงใต้หมายที่จะบุกเข้ายึดลอนดอนแล้ว โดยอาศัยโอกาสที่ครอมเวลล์ยังคงง่วนอยู่กับการเข้ายึด เอดินเบอระไปที่ลอนดอน โดยยอมเสียม้าเพื่อแลกกับขุนอันเป็นเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

แต่เมื่อครอมเวลล์ทราบข่าวจึงนําทัพติดตามลงมาจนกระทั่งมาทันที่วอร์เซสเตอร์ (Worcester) ในวอร์เซสเตอร์เชียร์ การสู้รบที่นี่ถือเป็นการปิดฉากสงครามระหว่างอังกฤษกับสกอตแลนด์ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1651 ลง เมื่อกองทัพสุดท้ายของสกอตแลนด์ได้รับความพ่ายแพ้ โดยที่กองทหารสกอตส์ทั้งหมดหากไม่ล้มตายก็ถูกจับกุม ส่วน ชาร์ลส ที่ 2 นั้นยังสามารถหลบหนีไปได้อีกเช่นเคย โดยข้ามไปอยู่ที่ฝรั่งเศสแล้วจึงเดินทางกลับไปลี้ภัยที่เนเธอร์แลนด์ตามเดิม

การสร้างสังคมอุดมคติตามแบบนิกายเพียวริตันของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์

การสร้างสังคมอุดมคติตามแบบนิกายเพียวริตันของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์

ภายหลังสงครามกับสกอตแลนด์สิ้นสุดลง อังกฤษก็ยังคงไม่สามารถรวมสกอตแลนด์และไอร์แลนด์เข้ามาอยู่กับอังกฤษเป็นเครือจักรภพสําเร็จตามแนวคิดของครอมเวลล์ได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเวลานั้นยังไม่มีการออกกฎหมายเลือกตั้งเพื่อเลือกสมาชิกสภาแต่อย่างใด จึงยังไม่ถือว่ามีสภา อย่างแท้จริง การสถาปนาเครือจักรภพอังกฤษจึงยังไม่มีความสมบูรณ์ ซึ่งก็หมายถึงครอมเวลล์ยังไม่ได้ขึ้นดํารงตําแหน่งเจ้าผู้พิทักษ์โดยสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน เขาจึงพยายามเร่งรัดสภารัมป์ที่ตั้งขึ้นชั่วคราวนี้ให้รีบออกกฎหมายการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นโดยเร็ว

แต่จนแล้วจนรอดนับจากปี ค.ศ. 1651 จนถึง 1653 ก็ยังไม่มีวี่แววว่าสภาจะผ่านกฎหมายออกมาได้ ครอมเวลล์จึงโกรธมาก สั่งยุบสภารัมป์ลงแล้วโอนอํานาจทั้งหมดไปไว้ในมือของสภาใหม่เรียกว่า สภาแบร์โบน (Barebone Parliament) ที่ตั้งขึ้นแทน ชื่อนี้มาจากชื่อของสมาชิกสภาผู้หนึ่งซึ่งครอมเวลล์ยืมมาใช้ แบร์โบน เป็นพ่อค้าหนังสัตว์และยังเป็นนักเทศน์อีกด้วย เหตุผลที่นํามาใช้ก็เพราะการเป็นนักเทศน์ของแบร์โบนนั่นเอง

ครอมเวลล์เรียกสภาใหม่นี้ว่าสภานักบุญ เขามักจะกล่าวในที่ประชุมสภาเสมอว่า “พระเจ้าเลือกพวกท่านเข้ามาฟอกอังกฤษให้สะอาด ดังนั้นสภาจึงเป็นสภาของพระเจ้า” แต่สภาแบร์โบนนี้ก็มีอายุเพียงแค่สั้นๆ เพราะภายหลังจากผ่านกฎหมายให้อังกฤษเป็นเครือจักรภพ และครอมเวลล์เป็นเจ้าผู้พิทักษ์โดยสมบูรณ์แล้วสภาก็ถูกยุบลง

การปกครองภายใต้อํานาจของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ นี้คล้ายกับรัฐทหาร เนื่องจากเขาถืออํานาจขึ้นมาจากสายทหารนั่นเอง และบทบาทของเขาก็คล้ายกับเผด็จการทหารทั่วไป แต่ครอมเวลล์มีเหตุผลที่ต้องใช้อํานาจอย่างเด็ดขาด เพราะเวลานั้นอังกฤษบอบช้ำจากปัญหาต่างๆที่สะสมมาเป็น เวลานานแล้วยังสงครามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนมานานหลายศตวรรษอีก เขาเชื่อว่าการมีศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างเข้มข้นเท่านั้นที่สามารถพลิกฟื้นอังกฤษให้มีเสถียรภาพและเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้

และเพื่อการที่จะทําให้สังคมเกิดความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน เขาจึงต้องรวบอํานาจในการสร้างระบบระเบียบต่างๆไม่ให้มีผู้ใดแตกแถว แต่สิ่งที่ครอมเวลล์เชื่อและกําลังทําอยู่นี้ในอีกมุมมองหนึ่งกลับเป็นการย้อนไปที่ยุคสมัยก่อนมีกฎบัตรแมกนาคาร์ตาขึ้นนั่นเอง โดยเปลี่ยนจากกษัตริย์ทรงอํานาจแต่ผู้เดียวเป็นเจ้าผู้พิทักษ์ก็คือครอมเวลล์ เป็นผู้ที่ทรงอํานาจสูงสุดและกําหนดให้สังคมเดินตามสิ่งที่เขาชี้นําเท่านั้น

และเพื่อสร้างสังคมอุดมคติตามความเชื่อแบบของนิกายเพียวริตัน เขาจึงสั่งยกเลิกประเพณีต่างๆที่ฟุ่มเฟือยลงทั้งหมด ไม่ให้มีสิ่งมอมเมาสังคม ห้ามจัดงานรื่นเริง ห้ามดื่มหรือซื้อขายสุราเด็ดขาด ให้ ประกอบกิจกรรมได้ก็ต่อเมื่อเป็นกิจกรรมทางศาสนาเท่านั้น โดยมีการตรากฏขึ้นอย่างเคร่งครัด และกําหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนเอาไว้อย่างรุนแรงเพื่อให้หลาบจําอีกด้วย สังคมอังกฤษในยุคสมัย ครอมเวลล์จึงสร้างความอึดอัดให้แก่สังคมโดยทั่วไปอีกครั้ง จนประชาชนเริ่มมีความชิงชังและเรียก ครอมเวลล์ว่า “ทรราชคนใหม่”

แต่ถึงแม้โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ จะได้ชื่อว่าใช้อํานาจปกครองในแบบทรราช ในด้านอื่นๆแล้วเขากลับได้รับการชื่นชม เขาสามารถทําให้อังกฤษมีความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจเป็นครั้งแรกด้วยการแผ่ขยายความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่างๆออกไปมากมาย รวมถึงในด้านความมั่นคงของ ประเทศ ซึ่งครอมเวลล์สามารถทําให้อังกฤษกลับมามีกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่เช่นที่เกิดในสมัยเอลิซาเบธที่ 2 ได้อีกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้ เจมส์ ที่ 6 และ ชาร์ลส ที่ 1 ต้องการจะทําแต่ทําไม่สําเร็จ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น

ความทรงอํานาจอย่างมากล้นของครอมเวลล์นี้ได้ทําให้มีผู้พยายามประจบสอพลอเขามากมาย ซึ่งคนเหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่ทําให้ความนิยมของครอมเวลล์เสื่อมลงอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ในปี ค.ศ. 1657 มีสมาชิกสภากลุ่มหนึ่งเสนอให้ครอมเวลล์สถาปนาตนเป็นกษัตริย์แห่งเครือจักรภพอังกฤษเสียเอง สิ่งนี้ทําให้เกิดความแตกแยกขึ้นในทันที โดยมีนายทหารอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าเรื่องนี้จะนําไปสู่การล่มสลายของเครือจักรภพอังกฤษ และสิ่งที่พยายามปฏิรูปมาทั้งหมดจะเสียเปล่า

แต่ขณะที่เกิดความขัดแย้งอยู่นี้ ครอมเวลล์ก็ล้มป่วยด้วยไข้มาลาเรียและเสียชีวิตลงในเดือนกันยายน ค.ศ. 1658 จากนั้น ริชาร์ด ครอมเวลล์ (Richard Cromwell) บุตรชายของ เขาจึงขึ้นสืบทอดตําแหน่งเจ้าผู้พิทักษ์ต่อไป แต่ ริชาร์ด ครอมเวลล์ ไม่ได้มีความสามารถและบารมีดังเช่นบิดา เพียงไม่นานฝ่ายต่อต้านครอมเวลล์ที่หลบซ่อนในช่วงสมัยที่เขายังคงมีชีวิตอยู่ก็เริ่มเผยตัว อีกทั้งฝ่ายที่ขัดแย้งกันแม้ว่าจะเคยอยู่ร่วมฝ่ายเดียวกันมาก่อนก็เริ่มถอนตัวออกมา จึงเป็นโอกาสให้ฝ่ายนิยมกษัตริย์มองเห็นหนทางที่จะฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์กลับคืนมาใหม่อีกครั้ง

ตั้งแต่ ริชาร์ด ครอมเวลล์ ขึ้นดํารงตําแหน่งก็เริ่มมองเห็นสัญญาณล่มสลายแล้ว เพราะเขาไม่มีอะไรที่เทียบบิดาได้เลยสักทาง ทั้งทางด้านการทหารที่ยังขาดประสบการณ์อีกมาก จึงเป็นเรื่องยากที่จะปกครองประเทศที่มีทหารเป็นสถาบันอันดับ 1 ในเวลานั้น แล้วยังด้านเศรษฐกิจที่บิดาของเขาปูทางไว้อย่างดีก็เริ่มส่อเค้ามีปัญหาและอาจลุกลามเป็นวิกฤตการณ์ได้อีกครั้ง และความอ่อนด้อยทางการปกครองของ ริชาร์ด ครอมเวลล์ ก็ยังทําให้ฝ่ายสภาที่ปรึกษากล้าขึ้นมาต่อกรกับฝ่ายทหาร ถึงกับยั่วยุให้ ริชาร์ด ครอมเวลล์ ถอดถอนสมาชิกสภาฝ่ายทหารผู้หนึ่งชื่อ วิลเลียม โบเทเลอร์ (William Boteler) ในโทษฐานทําทารุณกรรมนักโทษ ซึ่งถ้าหากปล่อยไปเช่นนี้สถานะของฝ่ายทหารก็คงตกต่ำลง

ฝ่ายทหารจึงเข้าบีบบังคับ ริชาร์ด ครอมเวลล์ ให้ยอมลาออกหลังจากนั่งได้ตําแหน่งเพียง 8 เดือน แล้วสั่งยุบรัฐสภาลง จากนั้นสภารัมป์ก็ถูกตั้งขึ้นใหม่ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1659 แต่ถึงแม้จะตั้งสภารัมป์ขึ้นมาแก้สถานการณ์ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะสภาเอาแต่ถกเถียงกันโดยไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน การทะเลาะเบาะแว้งกันเองเช่นนี้ก็เปิดทางให้แก่ฝ่ายคิดจะฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์กลับมาใหม่ โดย จอร์จ มองค์ ดยุค แห่ง อัลเบมาร์ล (George Monck Duke of Albemarle) ผู้สําเร็จ ราชการสกอตแลนด์ใช้โอกาสนี้ส่งสาส์นไปถึง ชาร์ลส ที่ 2 ที่เนเธอร์แลนด์ นัดแนะกันให้ตระเตรียมกองทัพกลับมาทําสงครามฟื้นฟูราชวงศ์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ชาร์ลส ที่ 2 จึงเดินทางเข้ามาที่สกอตแลนด์ และนําทัพบุกเข้าถึงลอนดอนอย่างง่ายดาย โดยยื่นคําขาดให้สมาชิกสภารัมป์ทั้งหมดลาออก แล้วตั้งสภายาวที่ถูกล้มไปตั้งแต่มีการยึดอํานาจโดย โธมัส ไพรด์ กลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งในเดือนเมษายน ค.ศ. 1660 ที่ทําให้ฝ่ายเพรสไบทีเรียนและแองกลิกันสามารถหวนกลับคืนมามีอิทธิพลได้อีก จากนั้นจึงมีการตั้งสภาคอนเวนชัน (Convention Parliament) ขึ้น โดยสภาคอนเวนชันก็ได้มีมติให้เชิญชาร์ลส ที่ 2 กลับมาเป็นกษัตริย์อังกฤษในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1660 กระทั่งในเดือนเมษายน ค.ศ. 1661 ปีต่อมาจึงได้มีพิธีบรมราชาภิเษก กษัตริย์ชาร์ลส ที่ 2 ขึ้นเป็นประมุขแห่งอังกฤษ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ โดยสมบูรณ์ ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยสาธารณรัฐที่ก่อตั้งขึ้นโดย โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ลงอย่างถาวรนับตั้งแต่ปีนั้น

การกลับคืนสู่ราชบัลลังก์ของกษัตริย์ชาร์ลส ที่ 2 ทําให้ประชาชน ต่างกลับสู่การใช้ชีวิตโดยอิสระเป็นปกติอีกครั้ง หลังจากที่ต้องดํารงชีวิตอยู่กับข้อห้ามต่างๆมากมาย และอาจกล่าวได้ว่าความอึดอัดของประชาชนต่อระบบซึ่งครอมเวลล์สร้างไว้นี้เองที่เป็นต้นเหตุให้ระบอบของครอมเวลล์ล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว และประชาชนนี้เองมีส่วนทําให้ ชาร์ลส ที่ 2 กลับเข้าสู่ลอนดอนได้อย่างง่ายดาย

การขึ้นสู่อํานาจของ ชาร์ลส ที่ 2 ยังนับเป็นฝันร้ายของฝ่ายตรงข้ามกษัตริย์และสั่งปลงพระชนม์ ชาร์ลส ที่ 1 พระบิดาของพระองค์อีกด้วย เมื่อพระองค์กลับคืนบัลลังก์อังกฤษจึงมีการสั่งจับกุมผู้ที่ร่วมลงนามในคําตัดสินครั้งนั้นทั้งหมดในโทษฐานที่ใช้อาญาเถื่อน มีการตั้งศาลชําระผู้ที่เกี่ยวข้องในการปลงพระชนม์พระบิดาของพระองค์ครั้งนั้นทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าผู้อยู่เบื้องหลังศาลนี้ก็คือพระองค์

ในที่สุดผู้เกี่ยวข้องกับกรณีนั้นทั้งหมดถูกตัดสินประหารชีวิต นับเป็นเหตุนองเลือดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อังกฤษอีกครั้งหนึ่ง ส่วนผู้ที่เสียชีวิตลงไปแล้วเช่น เซอร์โธมัส แฟร์แฟกซ์ หรือ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ นั้น ก็ให้ขุดศพทั้งสองซึ่งฝังอยู่ที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ขึ้นมาทําการประหารซ้ำด้วยการตัดหัวเสียบประจาน กล่าวกันว่าการชําระแค้นของ ชาร์ลส ที่ 2 และฝ่ายนิยมกษัตริย์ในครั้งนั้น ทํากันอย่างโหดเหี้ยมมาก มีการประหารชีวิตด้วยวิธีการต่างๆนานา ตั้งแต่การตัดศีรษะไปจนถึงการแยกร่างกายออกเป็นส่วนๆ และการทรมานไปจนกว่าจะตาย จากนั้นจึงนําศพไปประจานกลางถนนในกรุงลอนดอนเป็นภาพที่ชวนสังเวชใจแก่ผู้พบเห็นอย่างมาก

ถึงแม้บทสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองและชัยชนะของฝ่ายรัฐสภาจะจบลงด้วยเหตุการณ์อันน่าสังเวชเช่นนี้ แต่ก็ถือว่าฝ่ายรัฐสภาไม่ล้มเหลวเสียทีเดียว เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนับเป็นจุดเริ่มต้นการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นโดยสมบูรณ์ในอังกฤษ เนื่องจากชาร์ลส ที่ 2 ได้รับบทเรียนจากในสมัยพระบิดาของพระองค์เป็นอย่างดีแล้ว จึงได้ให้ความสําคัญกับรัฐสภาในการคานอํานาจโดยไม่คิดจะล้มล้างอํานาจของฝ่ายรัฐสภาอีก ซึ่งก็คือหลักหมุดแรกที่ตอกตรึงไว้อย่างถาวร และทําให้อังกฤษพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของตนจนเติบโตขึ้น และได้รับการยอมรับเป็นประเทศต้นแบบของระบอบ ประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่งที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสืบต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet