การเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอล ชนวนเหตุสงครามครูเสดยุคใหม่

การเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอล ชนวนเหตุสงครามครูเสดยุคใหม่

กล่าวถึง สงครามครูเสด ใครๆคงต้องคิดไปถึงภาพอัศวินยุคกลางใส่ชุดเกราะขี่ม้าถือหอกถือดาบ ต่อสู้กับอีกฝ่ายที่สวมผ้าคลุมถือดาบโง้ง ภาพดังที่กล่าวนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่นักรบในยุคสมัยกลาง ต่างเชื้อสายเผ่าพันธุ์ ต่างศาสนา เข้าห้ำหั่นทําสงครามกันเพื่อแย่งชิงการถือครอง “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” ที่ทั้งสองฝ่ายถือเป็นดินแดนสําคัญในการก่อกําเนิดในศาสนาของพวกตน คือ ศาสนาคริสต์ และอิสลาม

สงครามครูเสด ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและศาสนา

สงครามครูเสด ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและศาสนา

สาเหตุที่ถูกเรียกว่า “สงครามครูเสด” นั้นมาจากการเรียกของฝ่ายคริสต์ ที่มาของคําว่า ครูเสด นี้ไม่เป็นที่แน่ชัดนัก แต่เชื่อกันว่าเกี่ยวเนื่องกับ “กางเขน (Cross)” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาที่มีต่อพระเยซู พระศาสดาของชาวคริสต์ แต่สงครามครูเสดในปัจจุบันนี้หมายถึงสงครามที่เกิดขึ้นในแถบเอเซียตะวันออกและตะวันออกกลาง โดยมีพื้นที่ของสงครามขยายเป็นวงกว้างมากกว่าสงครามครูเสดในอดีตมาก

ปัญหาที่นําไปสู่สงครามนั้นก็ยังมีความซับซ้อนกว่าในอดีตมากเช่นกัน แม้ว่าจุดเริ่มต้นของปัญหาอาจเริ่มมาจากความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและศาสนาก็ตาม แต่ต่อมาได้ขยายลุกลามจนกลายเป็นปัญหาความเกลียดชังกันระหว่างประเทศคู่สงคราม ที่มีการเมืองระหว่างประเทศและผลประโยชน์ที่ซ่อนเร้นอยู่เข้ามาแทรกแซง และถึงแม้จะไม่มีการประกาศชัดเจนว่าเป็นสงครามศาสนาหรือสงครามครูเสดแต่อย่างใด แต่ก็มีความชัดเจนอย่างหนึ่งว่าคู่สงครามที่ต่อสู้กันมาอย่างยืดเยื้อยาวนานจนปัจจุบันก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบลง ฝ่ายหนึ่งนั้นส่วนใหญ่ก็คือฝ่ายที่นับถือศาสนาคริสต์ กับอีกฝ่ายเป็นชาวมุสลิมซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม จึงมักถูกเรียกว่าเป็นสงครามครูเสดในโลกยุคใหม่

สําหรับสงครามครูเสดในอดีตนั้น เป็นสงครามศาสนาที่เริ่มต้นจากความขัดแย้งเรื่องการยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อันหมายถึงดินแดนนับจากแม่น้ำจอร์แดนไปจนจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือบริเวณที่ตั้งของประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน ที่ถือเป็นสถานที่ที่มีความสําคัญในประวัติศาสตร์ของทั้งศาสนาคริสต์และอิสลาม และเป็นที่สถิตของภูเขาศักดิ์สิทธิ์คือ “ภูเขาวิหาร (Temple Mount)” ในกรุงเยรูซาเล็ม อันเป็นจุดที่ตั้งของสถานที่สําคัญทางศาสนาทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายศาสนาคริสต์เชื่อว่าภูเขาแห่งนี้คือภูเขาโมริยาห์ (Moriah) ในคัมภีร์ไบเบิล เป็นสถานที่ซึ่งอับราฮัม (Abraham) หนึ่งในศาสดาพยากรณ์คนสําคัญได้รับพันธสัญญาจากพระเจ้าให้เป็นผู้ให้กําเนิด 12 ชนเผ่าชาวอิสราเอล และยังเป็นที่ตั้งของ “วิหารแห่งโซโลมอน (Temple of Solomon)” วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นเพื่อสักการะพระเจ้า และชาวคริสต์ก็เชื่อว่าพระเจ้าเคยเสด็จลงมาที่นี่

ส่วนชาวมุสลิมหรือผู้นับถือศาสนาอิสลามนั้นก็ให้ความเคารพต่อภูเขาวิหารเช่นกัน ซึ่งในคัมภีร์อัลกุรอ่าน คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลามกล่าวว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่ท่านนบีมูฮัมหมัด พระศาสดา ของศาสนาอิสลามได้เสด็จขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าบนสรวงสวรรค์จากที่แห่งนี้ ชาวมุสลิมจึงได้สร้าง “กุบบะห์ อัส-ซอคเราะห์ (Qubbat As-Sakhrah)” หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ “โดมแห่งศิลา (Dome of the Rock)” ขึ้นเป็นที่สักการะพระเจ้าอยู่ในละแวกเดียวกัน

เมื่อเป็นสถานที่สําคัญอย่างมากของคนในศาสนาทั้งสองเช่นนี้ เมื่อฝ่ายหนึ่งเข้ายึดครองผืนแผ่นดินแห่งนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจึงต้องช่วงชิงมาเป็นของตน เนื่องจากการยึดครองของอีกฝ่ายนั้นเป็นอุปสรรค ต่อการเดินทางไปแสวงบุญและสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ของฝ่ายตน สงครามครูเสดในอดีตจึงเริ่มต้นขึ้นจากประเด็นปัญหานี้เอง โดยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา และสู้รบอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายครั้งหลายหนจนกระทั่งสิ้นสุดลงในราวช่วงศตวรรษที่ 16

การเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอล ชนวนเหตุสงครามครูเสดยุคใหม่

การเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอล ชนวนเหตุสงครามครูเสดยุคใหม่

กระทั่งหลังจากนั้นอีก 4 ศตวรรษเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่หรือยุคสมัยปัจจุบันนี้ สงครามแย่งชิงพื้นที่เดิม หรือที่เรียกว่าแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ในยุคสมัยโบราณก็เกิดขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ปมปัญหานั้นเกิดจากการสถาปนาประเทศใหม่ขึ้นทับซ้อนบนผืนแผ่นดินที่ตั้งของประเทศเดิมที่เคยตั้งอยู่ก่อน ก็คือการเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอลบนผืนแผ่นดินที่ตั้งของประเทศปาเลสไตน์เดิม

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง ชาติมหาอํานาจยุคใหม่ภายใต้การนําของสหรัฐอเมริกา ต้องการแก้ปัญหาการไร้แผ่นดินของชาวยิวหลายล้านคนทั่วโลกที่ไม่มีประเทศของตนมาตั้งแต่เมื่อครั้งจักรวรรดิโรมันเรืองอํานาจเมื่อร่วม 2 พันปีก่อน ได้ทําลายประเทศของชาวยิวและกวาดต้อนชาวยิวไปไว้ตามแผ่นดินต่างๆอย่างกระจัดกระจายอยู่ทั่วยุโรป

กระทั่งในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ชาวยิวก็เผชิญชะตากรรมที่น่าเศร้าอีกครั้งเมื่อฮิตเลอร์ซึ่งมีความเกลียดชังชาวยิวและต้องการทําลายล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวให้หมดสิ้นไปจากยุโรป จึงได้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวขึ้น โดยเห็นว่าชาวยิวนั้นควรที่จะกลับไปสู่แผ่นดินเดิมของตน ซึ่งก็คือบริเวณที่ตั้งประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน

นับแต่นั้นมาปัญหาทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นตรงจุดนี้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีผู้ครอบครองอยู่เดิมคือชาวปาเลสไตน์ที่เข้าไปปักหลักอาศัยสร้างชาติของตนขึ้นนับเป็นเวลายาวนานแล้วเช่นกัน เมื่อดินแดนบริเวณนั้นถูกกําหนดให้เป็นที่ตั้งของประเทศอิสราเอลที่จะตั้งขึ้นใหม่ จึงต้องขับไล่ชาวปาเลสไตน์ให้ออกจากที่ทํากินเดิมของพวกเขาไปนั่นเองที่ได้กลายเป็นประเด็นปัญหาที่ทําให้โลกแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายในทันที ซึ่งฝ่ายหนึ่งนั้นสนับสนุนการก่อตั้งอิสราเอลที่ส่วนใหญ่ก็คือชาติตะวันตกที่นับถือศาสนาคริสต์ กับฝ่ายที่สนับสนุนปาเลสไตน์ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลาม กระทั่งปัญหาได้ลุกลามใหญ่โตกลายเป็นสงครามระหว่างฝ่ายรบราฆ่าฟันกันนับจากนั้น

ประเทศอิสราเอลถูกสถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1948 โดยการรับรองของมหาอํานาจ 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอังกฤษ ต่อมาองค์การสหประชาชาติก็ได้ให้การรับรองอีกด้วย การเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอลนี้ หากมองเพียงผิวเผินอาจเป็นความพยายามยุติปัญหาการไร้ถิ่นฐานของชาวยิว และเป็นการปลอบใจชาวยิวหลังจากที่เป็นฝ่ายถูกกระทําอย่างเหี้ยมโหดในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยพวกนาซีในช่วงระหว่างที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่อันที่จริงแล้วเบื้องหลังของเรื่องนี้มีการเมืองระหว่างประเทศของชาติมหาอํานาจซ่อนอยู่ด้วย แต่เดิมชาวยิวในยุคใหม่นี้มีความพยายามที่จะก่อตั้งประเทศของตนเองมาเป็นเวลายาวนานแล้ว โดยมีการก่อตั้งขบวนการที่เรียกว่า “ไซออนนิสต์ (Zionist)” ขึ้นมาในยุโรปเมื่อประมาณช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มจากชาวยิวกลุ่มหนึ่งที่ต้องการจะมีประเทศเป็นของตนเอง จึงพยายามปลุกเร้าให้ชาวยิวทั่วยุโรปเกิดความเป็นชาตินิยมขึ้น แล้วชักชวนชาวยิวเหล่านั้นให้อพยพกลับไปปักหลักตั้งถิ่นฐานบนที่ตั้งเดิมซึ่งเคยระบุไว้

ในประวัติศาสตร์ ก่อนที่ชาวยิวจะถูกกวาดต้อนและถูกทําลายชนชาติไปตั้งแต่ในยุคสมัยที่โรมันเรืองอํานาจซึ่งเป็นแผ่นดินที่อ้างจากหลักฐานในไบเบิลของชาวคริสต์ที่ว่าพระเจ้าได้เลือกดินแดนบริเวณนั้นให้แก่ชาวยิวเป็นพันธสัญญาเพื่อตั้งประชาชาติอิสราเอลขึ้น

ลัทธิไซออนนิสต์นี้ต่อมามีความเข้มแข็งมาก มีสมาชิกและเครือข่ายกระจายไปทั่วทั้งยุโรปนับเป็นจํานวนล้านคน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักก็คือรวบรวมชาวยิวเข้าเป็นหนึ่งเดียว แล้วสร้างความแข็งแกร่งด้วยพลังทางความคิดและเศรษฐกิจที่พวกเขาเชื่อว่ามีเหนือกว่าชนชาติใดในโลก เพื่อกลับไปตั้งมั่นยังถิ่นฐานเดิมของพวกตนให้เป็นผลสําเร็จ แต่ประเทศอิสราเอลจะไม่สามารถก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างได้เลยหากไม่มีชาติมหาอํานาจใหญ่คอยให้การสนับสนุน และเบื้องหลังการสนับสนุนนี้ก็เกิดขึ้นมาจากความต้องการแสวงหาผลประโยชน์เหนือภูมิภาคนี้ของเหล่าชาติมหาอํานาจซึ่งเข้าไปสนับสนุนการก่อตั้งประเทศอิสราเอลโดยเฉพาะ

ปณิธานของขบวนการไซออนนิสต์เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น เมื่ออังกฤษที่แผ่อํานาจจักรวรรดิของตนครอบคลุมในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลายาวนานแล้ว ได้เป็นผู้มอบความหวังให้กับพวกเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 แล้ว อังกฤษได้รับรองแก่ชาวยิวว่ายินดีที่จะช่วยผลักดันให้การตั้งถิ่นฐานของชาวยิวเกิดขึ้นเป็นจริงให้ได้ ซึ่งในช่วงระหว่างนั้นชาวยิวได้ทยอยอพยพเข้าไปอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์มาตลอดช่วงหลายทศวรรษ จนมีจํานวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว

อังกฤษนั้นเห็นว่าการรับรองชาวยิวให้สามารถก่อตั้งประเทศของตนขึ้นได้ก็จะส่งผลทางการเมืองในการคอยคานอิทธิพลอํานาจของชาติอาหรับต่างๆในภูมิภาคนั้น ซึ่งภายหลังจากปลดแอกตนออกจากอํานาจของจักรวรรดิออตโตมานได้สําเร็จ ชาวอาหรับได้ก่อตั้งขึ้นเป็นประเทศต่างๆทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเซียตะวันตก หรือเลแวนต์ จนมีความแข็งแกร่งขึ้น

ทําให้อังกฤษเกิดความหวาดเกรงว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของอาหรับเหล่านี้ว่าจะเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคนี้ ทั้งที่อังกฤษนั่นเองที่เป็นผู้ผลักดันให้ชาวอาหรับเหล่านั้นมีความเข้มแข็งขึ้นเพื่อต่อต้านอํานาจของจักรวรรดิออตโตมาน และใช้ชาวอาหรับเหล่านั้นโค่นล้มอํานาจของออตโตมานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยสนับสนุนให้ชาวอาหรับจัดตั้งรัฐอาหรับรัฐต่างๆขึ้นตั้งแต่ช่วงเวลานั้น

แต่ภายหลังอังกฤษกลับหันมาช่วยสนับสนุนชาวยิวให้ก่อตั้งประเทศขึ้นตรงดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ก่อนเช่นนี้ ถือเป็นการเล่นการเมืองที่เอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างร้ายกาจ และการที่ชาวยิวเข้าไปปักหลักทับซ้อนบนที่ดินของชาวปาเลสไตน์ แน่นอนที่ต้องมีการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากผืนแผ่นดินของตัวเองก่อน

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทําให้ชาวอาหรับชาติต่างๆเกิดความไม่พอใจท่าทีของอังกฤษ เนื่องจากชาวปาเลสไตน์เป็นชาวอาหรับชาติหนึ่งด้วยเช่นกัน และส่วนใหญ่ก็นับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับชาวอาหรับโดยทั่วไป สิ่งนี้จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดกรณีพิพาทขึ้นระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับชาติต่างๆที่ดําเนินต่อเนื่องมายาวนานจนถึงทุกวันนี้

เมื่อปัญหาเริ่มเขม็งเกลียวขึ้น อังกฤษซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหากลับใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าด้วยการแบ่งแยกเขตแดนระหว่างชาวยิวกับชาวปาเลสไตน์ออกเป็นส่วนๆ โดยจัดตั้ง “เขตแดนในอาณัติของอังกฤษเหนือดินแดนปาเลสไตน์ (British Mandate of Palestine)” ขึ้น แล้วนําชาวยิวและชาวปาเลสไตน์มาขึ้นโต๊ะเจรจาแบ่งปันเขตแดนกัน

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนําชนสองกลุ่มสองเผ่าพันธุ์ซึ่งมีศาสนาและวัฒนธรรมแตกต่างกันมาอยู่ร่วมบนผืนแผ่นดินเดียวกันแม้จะแบ่งแยกเขตกันก็ตาม ซึ่งชนทั้งสองกลุ่มนี้ก็มีความขัดแย้งกันในประวัติศาสตร์มาโดยตลอดตั้งแต่ยุคโบราณมาแล้ว และชาติอาหรับต่างๆก็เห็นว่าสิ่งที่อังกฤษทํานั้นไม่ยุติธรรมสําหรับฝ่ายปาเลสไตน์ จึงหันไปเข้าข้างปาเลสไตน์จนหมด แต่เรื่องนี้ก็ไม่อาจหยุดยั้งได้เสียแล้ว

เมื่อมีการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวยิวเข้าไปในดินแดนปาเลสไตน์ และสามารถตั้งชุมชนของตนจนมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ชาวยิวจึงสามารถจะก่อตั้งกองกําลังขึ้นมาป้องกันตนเองจนสําเร็จ นับจากนั้นชนชาติทั้งสองก็เริ่มมีการกระทบกระทั่งกันจนกลายเป็นสงครามเล็กบ้างใหญ่บ้างต่อเนื่องกันมาโดยตลอด กระทั่งเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น อังกฤษที่ได้รับความบอบช้ำ จากสงครามครั้งนั้นอย่างมากก็ต้องการทิ้งปัญหาที่ตนผูกปมไว้ โดยประกาศล้มเลิกดินแดนในอาณัติของอังกฤษบนแผ่นดินปาเลสไตน์ลงเสีย เนื่องจากในเวลานั้นสงครามยกแรกระหว่างชาติอาหรับ 7 ชาติ คือ อียิปต์ ซีเรีย จอร์แดน

เลบานอน อีรัก ซาอุดิอาระเบีย และเยเมน กับชาวยิว ได้ระเบิดขึ้นในเดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 แล้ว เมื่ออังกฤษไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆได้อีกจึง ประกาศวางมือจากปัญหานี้โดยสิ้นเชิง แล้วโยนความรับผิดชอบต่อไปให้กับ สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอํานาจที่ทรงพลังที่สุดภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้ดูแลต่อไป

เมื่ออังกฤษถอนตัวออกไป ได้เกิดมีองค์กรชาวยิวองค์กรหนึ่งซึ่งจัดตั้งขึ้นมาก่อนหน้านั้นโดยมีเป้าหมายเพื่อทําการเคลื่อนไหวผลักดันให้เกิดการจัดตั้งประเทศอิสราเอลขึ้น และเป็นผู้ช่วยเหลือในการนําชาวยิวอพยพกลับสู่แผ่นดินปาเลสไตน์มีชื่อว่า “องค์การชาวยิวเพื่อแผ่นดินอิสราเอล (Jewish Agency for Israel)” ได้ชิงประกาศจัดตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 โดยมีสหรัฐอเมริกาให้การรับรอง

จากนั้นอีก 3 วันต่อมา รัสเซียก็เป็นอีกประเทศที่ประกาศรับรองความเป็นประเทศของอิสราเอล ในขณะที่ชาติอาหรับต่างๆปฏิเสธ สงครามระหว่างผิวและอาหรับที่เกิดขึ้นจึงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีก สงครามดําเนินไปจนกระทั่งต้นปี ค.ศ. 1949 จึงยุติลงโดยอาจกล่าวได้ว่าสงครามครั้งนั้นถือเป็นชัยชนะของฝ่ายอิสราเอลก็ว่าได้ เนื่องจากภายหลังจากที่มีการเซ็นสัญญาสงบศึกระหว่างทั้งสองฝ่ายแล้ว

ผลปรากฏว่าอิสราเอลสามารถปักปันเขตแดนได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก โดยสามารถรุกเข้าไปในเขตที่อาศัยของชาวปาเลสไตน์ได้มากกว่าเดิม และจากข้อตกลงครั้งนั้นเองที่ทําให้ชาวปาเลสไตน์จํานวนหลายแสนคนต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานเดิมของตนเข้าไปอยู่ในเขตปลอดภัยบริเวณฉนวนกาซา (Gaza Strip) โดยอยู่ในการดูแลของอียิปต์กับเขตเวสต์แบงค์ (West Bank) ที่อยู่ในการดูแล ของจอร์แดน

แต่ถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลงสงบศึกกันก็ไม่ได้หมายความว่าชาติอาหรับต่างๆจะยินยอมรับรองการเกิดขึ้นของประเทศอิสราเอล เรื่องนี้จึงได้ขยายปมทําให้เกิดปัญหาเขตแดนและเกิดสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายขึ้นมาอีกหลายครั้งหลายหนยืดเยื้อสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ถึงแม้ชาติอาหรับจะไม่ยินยอมรับความเป็นประเทศของอิสราเอลโดยสมบูรณ์แต่ก็ทําอะไรไม่ได้

อีกทั้งการที่อิสราเอลได้เข้าไปร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1949 ก็เท่ากับสถานะความเป็นประเทศของอิสราเอลเป็นไปอย่างสมบูรณ์แล้วในโลกสากล แต่สิ่งนี้ก็ไม่สามารถเป็นหลักประกันที่ทําให้ชาติอาหรับต่างๆสามารถยอมรับได้ เนื่องจากปมปัญหาสําคัญเรื่องถิ่นที่อาศัยของชาวปาเลสไตน์ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ในทุกวันนี้ แม้เหตุการณ์โลกจะเปลี่ยนไปมาก และชาติอาหรับที่เคยจับมือต่อต้านอิสราเอลกันมาอย่างเหนียวแน่นก็เริ่มเสียงแตก บางชาติได้หันไปจับมือเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาด้วยมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกัน เช่น ซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น และบางชาติก็ยังต้องประสบกับปัญหาการเมืองภายในจนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นทําให้บ้านเมืองอ่อนแอลง หรือบางชาติก็ถูกแทรกแซงจากชาติมหาอํานาจจนประเทศขาดเสถียรภาพลง ชาติอาหรับที่เคยเกาะเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นเมื่อครั้งอดีตก็เริ่มเสื่อมลงในที่สุด

กระทั่งปัญหาปาเลสไตน์ก็ต้องถูกลืมไปในที่สุด เนื่องจากมีปัญหาใหม่ๆถาโถมเข้ามา มีประเด็นการเมืองใหม่ๆ คู่ศึกใหม่ๆเกิดขึ้น และปัญหาของภูมิภาคนั้นก็แปรเปลี่ยนไปกลายเป็นปัญหาอื่นในที่สุด แต่ถึงแม้ว่าประเด็นปัญหาจะเปลี่ยนไป ปมปัญหากลับมาจากเรื่องเดิมๆ นั่นคือความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายที่มีเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเป็นที่ตั้ง

เพียงแต่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องผิวกับอาหรับอย่างเดียวอีกต่อไป มันได้ขยายวงกลายเป็นสงครามระหว่างฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรงที่ถูกตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเนื่องจากมีการพลิกวิธีการต่อสู้แบบไม่จํากัดรูปแบบกับอีกฝ่ายที่ถูกเรียกว่ากลุ่มทุนนิยมเสรีชาวตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิสราเอล เป็นแกนนํา ซึ่งฝ่ายหลังนี้ถูกอีกฝ่ายหาว่าพยายามเข้าแทรกแซงการเมืองภายในของประเทศของชาวอาหรับชาติต่างๆเพื่อผลประโยชน์ของตนเป็นหลักที่ดูเพียงผิวเผินแล้วคล้ายกับเป็นความขัดแย้งระหว่างศาสนาเช่นกัน เนื่องจากฝ่ายทุนนิยมนั้นก็เป็นชาวคริสต์เสียส่วนใหญ่กับชาวอาหรับที่เป็นชาวมุสลิมมักมีข้อสงสัยในเรื่องสงครามครูเสดกันเสมอว่าเหตุใดทั้งฝ่ายคริสต์ และมุสลิมจึงต้องสู้รบเอาเป็นเอาตายกันยืดเยื้อยาวนาน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet