ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ

แล้วครูเสดยุคเก่าเหมือนหรือต่างกับครูเสดยุคใหม่อย่างไร? ความเหมือนนั้นก็คือเป็นสงคราม ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่มีความแตกต่างกันทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นหลัก และต้องการช่วงชิงพื้นที่ตรงที่ตั้งประเทศอิสราเอลในปัจจุบันเหมือนกัน ส่วนความต่างนั้นเป้าหมายของครูเสดในอดีตคือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์และเมืองศักดิ์สิทธิ์ก็คือกรุงเยรูซาเล็มที่เป็นที่ตั้งของสถานที่และประวัติศาสตร์สําคัญของทั้งสองศาสนา

แต่สงครามที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันเป็นความขัดแย้งที่มีผลประโยชน์ด้านทรัพยากรและการเมืองระหว่างประเทศของชาติมหาอํานาจเป็นเป้าหมาย โดยอีกฝ่ายถือว่าตนเป็นเจ้าของผืนดินมาก่อนจึงต้องการขับไล่อิทธิพลของชาติมหาอํานาจเหล่านั้นให้ออกไปจนหมดสิ้น เพียงแต่ภาพความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเห็นได้อย่างชัดเจนว่าฝ่ายหนึ่งเป็นคริสต์เสียส่วนใหญ่กับอีกฝ่ายเป็นมุสลิม จึงทําให้เกิดภาพซึ่งสามารถนําไปเปรียบเทียบกับสงครามครูเสดในยุคเก่าได้เท่านั้น

ประวัติศาสตร์ชาติอิสราเอล

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ

ถ้าหากจะมองความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายซึ่งดําเนินมายาวนานนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้แจ่มแจ้งแล้วคงต้องเท้าความไปถึงประวัติศาสตร์ของบริเวณที่ตั้งของประเทศอิสราเอลและกรุงเยรูซาเล็มเสียก่อนว่ามีความสําคัญต่อคนของทั้งสองศาสนาอย่างไร กรุงเยรูซาเล็มนั้นเป็นจุดกําเนิดของศาสนาคริสต์ พระเยซูทรงประกาศศาสนาและกระทําพันธกิจต่างๆรวมถึงถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ลงที่นี่ และมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ตั้งอยู่อย่างมากมายที่นี่อีกด้วย

ส่วนชาวมุสลิมนั้นก็ถือว่ากรุงเยรูซาเล็มคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของตนด้วยเช่นกัน แม้ว่าศาสนาอิสลามจะมีจุดเริ่มต้นบนคาบสมุทรอาระเบีย หรือที่ตั้งของประเทศซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน แต่เยรูซาเล็มก็ถือ ว่าเป็นสถานที่สําคัญอีกแห่งหนึ่งที่ท่านนบีมูฮัมหมัดได้รับนิมิตจากพระเจ้าให้เดินทางออกจากกรุงเมกกะในยามค่ำคืนมายังเยรูซาเล็ม ซึ่งที่นี่ท่านได้ขึ้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้าบนสวรรค์ได้เปิดตาเห็นนรกและสวรรค์อย่างกระจ่างแล้วรับพระบัญชามาให้ชาวมุสลิมกระทําการละหมาดเพื่อสักการะและขอพรต่อพระองค์ 5 เวลา

ทั้งสองฝ่ายจึงต่างถือว่าเยรูซาเล็มก็คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายตนจึงได้สร้างศาสนสถานเอาไว้มากมายที่นั่น โดยเฉพาะที่ภูเขาวิหารในเยรูซาเล็ม และแม้ว่าทั้งสองศาสนานี้อันที่จริงแล้วก็มาจากรากฐานเดียวกัน มีประวัติศาสตร์และองค์ศาสดาพยากรณ์ร่วมกัน แต่ก็มีความเชื่อและความศรัทธาที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีองค์พระศาสดาผู้ประกาศศาสนาคนละองค์ และมีหลักธรรมคําสั่งสอนที่แตกต่างกันไปตามที่องค์พระศาสดาของแต่ละศาสนาเป็นผู้บัญญัติขึ้น

หากจะให้เข้าใจถึงความสําคัญของพื้นที่ที่ตั้งของประเทศอิสราเอลในปัจจุบันว่าเหตุใดสงครามครูเสดในอดีตจึงต้องฆ่าฟันกันระหว่างคนทั้งสองศาสนาเพื่อแย่งครองเยรูซาเล็ม และสงครามในยุคใหม่ที่ชาวยิวกับปาเลสไตน์ต่างก็อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของผืนแผ่นดินแห่งนี้กันด้วยเหตุใด คงต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์อันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล

ในไบเบิลกล่าวว่าเมื่อครั้งที่ โมเสส (Moses) พาชาวอิสราเอลซึ่งไร้แผ่นดินรอนแรมมาจนถึงดินแดนทิศตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนบริเวณที่ตั้งของประเทศอิสราเอลและเลบานอนปัจจุบันที่ในเวลานั้นเรียกว่า คานาอัน (Canaan) โมเสสได้บอกกับชาวอิสราเอลว่าดินแดนแห่งนั้นก็คือแผ่นดินแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้แก่ชาวอิสราเอลที่พระเจ้าทรงเลือก

แต่ที่ตรงนั้นมีคนเชื้อสายอื่นอาศัยอยู่ตรงบริเวณนี้มาก่อนแล้ว เช่น ชาวฟินิเชียน (Phoenician) ชาวอัมมอน (Ammon) โมอับ (Moab) เอโดไมต์ (Edomite) และชาว ฟิลิสไตน์ (Philistine) โดยเฉพาะชาวฟิลิสไตน์นั้นมีอยู่เป็นจํานวนมาก และเป็นเผ่าพันธุ์ที่เข้มแข็ง คนเผ่านี้เคยบุกเข้าตีอียิปต์หลายครั้งช่วงที่อียิปต์เริ่มอ่อนแอ เมื่อชาวอิสราเอลอ้างว่าดินแดนแห่งนี้คือดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าของพวกเขามอบให้ จึงต้องเกิดสงครามระหว่างชาวอิสราเอลกับชาวฟิลิสไตน์ขึ้น เพราะชาวฟิลิสไตน์เวลานั้นครอบครองเขตแดนในคานาอันอยู่มากกว่า 2 ใน 3 ชาวอิสราเอลที่อพยพกันมาเป็นกลุ่มใหญ่จึงถูกมองว่าเป็นผู้รุกราน

สงครามระหว่างชาวอิสราเอลกับชาวฟิลิสไตน์ดําเนินไปอย่างยาวนาน จนในที่สุดชาวฟิลิสไตน์ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ โดยผู้ที่ปราบชาวฟิลิสไตน์จนสูญสิ้นอิทธิพลลงได้ก็คือกษัตริย์เดวิด (David) จากนั้นกษัตริย์เดวิดจึงสถาปนา “ราชอาณาจักรอิสราเอล (Kingdom of Israel)” ขึ้น และกษัตริย์ เดวิดนี้เองที่เป็นผู้สร้างเยรูซาเล็มขึ้นเมื่อ 1006 ปีก่อนคริสตกาล ให้เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิสราเอลนับแต่นั้น

ต่อมากษัตริย์เดวิดก็มีดําริที่จะสร้างมหาวิหารขึ้นเพื่อสักการะพระเจ้าของชาวอิสราเอลขึ้นที่เนินเขาแห่งหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็ม เนินเขาแห่งนั้นก็คือ ภูเขาวิหาร หรือ เทมเปิล เมาต์ (Temple Mount) ซึ่งในเวลานั้นเรียกว่าภูเขาโมริยาห์ (Moriah) แต่วิหารแห่งนี้มาสร้างเสร็จสมบูรณ์ในสมัยของกษัตริย์โซโลมอน (Solomon) โอรสของกษัตริย์เดวิดที่ขึ้นสืบบัลลังก์ต่อ

วิหารแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า “วิหารแห่งโซโลมอน (Solomon Temple)” ใช้เป็นที่สักการะพระเจ้า และเป็นที่สําหรับเก็บ “บัญญัติ 10 ประการ” ที่พระเจ้าประทานให้แก่โมเสสที่บรรจุอยู่ใน “หีบพระบัญญัติ” ที่ใช้เป็นพระอาสน์ ซึ่งพระเจ้าจะเสด็จลงมาประทับวิหารแห่งโซโลมอนและเนินภูเขาวิหารจึงถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอิสราเอลนับแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งต่อมาเมื่อเกิดมีศาสนาคริสต์ขึ้น ชาวคริสต์ก็ยังคงให้การสักการะสถานที่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าวิหารแห่งโซโลมอนจะถูกทําลายลงไปแล้วก็ตาม

วิหารแห่งโซโลมอนมีอายุประมาณ 410 ปีจึงได้ถูกเผาทําลายลงในปี 487 ก่อนคริสตกาลโดยชาวบาบิโลน (Babylon) เมื่อชาวบาบิโลนบุกเข้ามาโจมตีอิสราเอลและยึดครองเยรูซาเล็มไว้เป็นเวลากว่า 40 ปี ต่อจากนั้นชาวเปอร์เซีย (Persia) ก็เริ่มมีอํานาจขึ้น และเข้ายึดเขตแดนทั้งหมดของบาบิโลนรวมไปจนถึงเยรูซาเล็มด้วย ช่วงเวลานี้เองที่กรุงเยรูซาเล็มได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ และ “วิหารแห่งที่สอง (Second Temple)” ก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนวิหารแห่งโซโลมอนตรงจุดเดิมบนภูเขาวิหารนั่นเอง

วิหารแห่งที่สองนี้อยู่มาได้อีก 420 ปี เมื่อชาวโรมัน มหาอํานาจใหม่แผ่เข้ามายึดครองดินแดน บริเวณนี้ทั้งหมด ชาวโรมันก็ได้ทําลายวิหารแห่งที่สองลงอีกเพราะไม่ต้องการให้ชาวอิสราเอลหรือชาวยิวกลับมาเข้มแข็งและลุกขึ้นต่อต้านชาวโรมันได้ ไม่เพียงเท่านั้นชาวโรมันยังกวาดต้อนชาวยิวออกจากแผ่นดินของพวกเขา นําไปเป็นทาสตามที่ต่างๆตลอดทั่วทั้งเขตอํานาจที่จักรวรรดิโรมันสามารถแผ่ไปถึง ซึ่งหีบพระบัญญัติที่ได้รับจากพระเจ้าก็ได้หายไปในช่วงเวลานี้กระทั่งปัจจุบันก็ยังคงสาบสูญอยู่ และด้วยสาเหตุนี้เองจึงทําให้ชาวยิวต้องระหกระเหินและกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลกอย่างไร้แผ่นดินมานับตั้งแต่นั้น

ส่วนอิสราเอลและเยรูซาเล็มนั้นชาวโรมันก็ได้รวมเข้าไว้เป็นจังหวัดหนึ่งขึ้นกับโรม แล้วจึงแต่งตั้งกษัตริย์ที่เป็นชนเผ่าอื่นเข้ามาปกครองแทนเรียกกันว่า “เฮรอด (Herod)” โดยอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของข้าหลวงชาวโรมัน กษัตริย์องค์ใหม่นี้ได้สร้างวิหารแห่งใหม่เป็นวิหารแห่งที่ 3 ขึ้นตรงจุดเดิมในปีที่ 20 ก่อนคริสตกาล เรียกว่า “วิหารเฮรอด (Herod Temple)” วิหารแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อสักการะพระเจ้าตามจุดประสงค์เดิม แต่สร้างขึ้นเพื่อเสริมบารมีกษัตริย์ แต่ในที่สุดวิหารเฮรอดก็ถูกทําลายลงในระหว่างที่เกิดเหตุจลาจลในปี ค.ศ. 70 เมื่อชาวยิวลุกขึ้นต่อต้านชาวโรมันอีกครั้ง ซึ่งก็ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง และชาวโรมันก็ทําลายเยรูซาเล็มลงจนราบจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

ในทุกวันนี้ยังคงหลงเหลือซากวิหารให้เห็นแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น คือที่บริเวณกําแพงโบราณที่เรียกว่า “กําแพงตะวันตก (Western Wall)” หรือที่มักรู้จักกันในชื่อว่า “กําแพงร้องไห้ (Waiting Wall)” นั่นเอง จากเหตุการณ์ต่างๆที่ เกิดขึ้นทําให้ชาวยิวกลายเป็นชนกลุ่มน้อยตรงบริเวณนั้น ต่อจากนั้นก็ได้มีคนเชื้อสายอื่นเข้าไปปักหลักอาศัยอยู่บนแผ่นดินผืนนั้นกันอย่างอิสระ จึงเท่ากับ เป็นการล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวลงไปโดยทางอ้อม

และเพื่อไม่ให้ชาวยิวสามารถสร้างประชาชาติของตนขึ้นมาใหม่ได้อีก ชาวโรมันได้จัดสรรผืนแผ่นดินนั้นขึ้นเป็นจังหวัดใหม่เรียกว่า ปาเลสตินา (Palaestina) และช่วงเวลานี้เองที่กลุ่มคนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์เดิมที่เคยอาศัยอยู่ที่นี้มาก่อนและได้ถูกชาวอิสราเอลหรือชาวยิวเข้ายึดครองไปก็คือชาวฟิลิสไตน์ ซึ่งภายหลังจากสูญเสียเขตแดนส่วนใหญ่ให้แก่ชาวยิวไปแล้วก็เหลืออาณาเขตของตนเพียงเล็กน้อยอยู่ติดกับอียิปต์ตรงริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือตรงบริเวณฉนวนกาซาในปัจจุบัน จึงได้อพยพกลับเข้าไปปักหลักที่ปาเลสตินา สืบเผ่าพันธุ์ของตนอยู่ตรงบริเวณนั้นผสมผสานกับเผ่าพันธุ์อื่นๆที่อพยพเข้าไปปักหลักอยู่ตรงที่แห่งนั้นเช่นกัน

สําหรับที่มาของชาวปาเลสไตน์ในปัจจุบันนี้ มีความคิดเห็นที่แตกออกเป็น 2 ฝ่าย ถกเถียงว่าชาวปาเลสไตน์สืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์มาจากชาวฟิลิสไตน์โบราณหรือไม่ โดยมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความคิดเห็นในเรื่องนี้ถูกมองว่ามีปัญหาการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย อาจเป็นเพราะนักวิชาการบางคนเกรงว่าความเกี่ยวพันระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองนี้อาจถูกฝ่ายปาเลสไตน์นํามาสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนใช้อ้างในการทวงคืนแผ่นดิน

แต่นักวิชาการอีกฝ่ายก็เชื่อว่ามีความเกี่ยวพันกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องนี้ก็ทําให้มีนักประวัติศาสตร์บางคนไปค้นคว้ามาว่า ชื่อปาเลสไตน์นี้เกิดขึ้นครั้งแรกจากการเรียกของชาวกรีกโบราณที่ใช้เรียกชาวฟิลิสไตน์มาตั้งแต่ก่อนยุคสมัยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แล้ว และชาวโรมันก็นําชื่อนี้มาใช้กับจังหวัดปาเลสตินาเนื่องจากมีชาวฟิลิสไตน์เข้ามาอาศัยอยู่มาก นับแต่นั้นมาชื่อปาเลสไตน์ก็เริ่มปรากฏขึ้นในหลักฐานต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงยากที่จะบอกว่าใครควรเป็นเจ้าของแผ่นดินส่วนนั้นอย่างแท้จริงเพราะแยกกันไม่ออก ควรเป็นเรื่องของกาลเวลา หรือยุคสมัยที่เปลี่ยนไปไม่หยุดนิ่งมากกว่า

ก็เช่นเดียวกับในพื้นที่อื่นๆที่มีความขัดแย้งกันด้านเชื้อชาติเผ่าพันธุ์จนต้องยื้อแย่งแผ่นดินเพื่อชิงความเป็นใหญ่เหนือกันที่มักมีการหยิบยกประวัติศาสตร์ของตนในช่วงเวลาและยุคสมัยที่ต่างฝ่ายต่างครองอํานาจเหนือแผ่นดินนั้นๆขึ้นมาเพื่อให้ฝ่ายตนมีความชอบธรรมเหนืออีกฝ่าย แต่ถึงแม้ชาวฟิลิสไตน์จะเป็นบรรพบุรุษของชาวปาเลสไตน์หรือไม่ก็ตาม นั่นก็เป็นประวัติศาสตร์ที่นานมาแล้ว เรื่องที่ชาวปาเลสไตน์เป็นชนเผ่าที่เกี่ยวเนื่องกับชาวฟิลิสไตน์จริงหรือไม่จึงเป็นความเชื่อของแต่ละฝ่ายที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

สําหรับสิ่งที่ทําให้เกิดความขัดแย้งอันนําไปสู่การเกิดสงครามศาสนา หรือสงครามครูเสดในอดีตนั้นอยู่ที่ตัวแปรสําคัญก็คือการเข้ามายึดครองพื้นแผ่นดินแถบนั้นของชาวมุสลิม ชาวมุสลิมกลุ่มแรกที่นําศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่ยังดินแดนแถบนี้และขยายออกไปยังดินแดนอื่นๆพร้อมกับการขยาย อํานาจจักรวรรดิของตนก็คือชาวเตอร์ก (Turk) จนทําให้คนในแถบนี้ต่างหันไปนับถือศาสนาอิสลามกันเสียเป็นส่วนใหญ่

ส่วนศาสนาคริสต์นั้นที่ไปเติบโตอยู่ในยุโรปแทนก็สืบเนื่องมาจากการที่ชาวโรมันเริ่มหันมานับถือศาสนาคริสต์ตั้งแต่ราวต้นศตวรรษที่ 4 ในยุคสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช (Constantine the Great) ซึ่งเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ แล้วประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลักของชาวโรมันแทน จากนั้นศาสนาคริสต์ก็เริ่มแผ่ขยายอาณาเขตความศรัทธาไปทั่วทั้งเขตอํานาจของจักรวรรดิโรมัน และเริ่มเข้าไปก่อสร้างสถานที่สําคัญทางศาสนาในเยรูซาเล็มและดินแดนแถบนั้น ดินแดนแถบนั้นจึงกลับมามีความสําคัญต่อศาสนาคริสต์ขึ้นอีกครั้ง เยรูซาเล็มจึงกลายเป็นสถานที่แสวงบุญของนักแสวงบุญชาวคริสต์จากทั่วทุกทิศนับแต่นั้น ที่ต้องการเดินทางไปแสวงบุญยังเยรูซาเล็มอย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิต

กระทั่งเมื่อชาวเตอร์กแผ่อํานาจเข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้ในช่วงศตวรรษ ที่ 7 ศาสนาอิสลามจึงได้กลายเป็นศาสนาหลักของผู้คนในแถบนี้ไป และชาวเตอร์กก็ได้สร้างสถานที่สําคัญเพื่อสักการบูชาพระเจ้าของตนขึ้นมากมายในเยรูซาเล็มและตามเมืองต่างๆที่อยู่ในอํานาจของตนจนเยรูซาเล็มก็กลายเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมไปด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เยรูซาเล็มจึงเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของทั้งศาสนาคริสต์และอิสลามไปในที่สุด

โดยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนทั้งสองศาสนานี้ก็ตั้งอยู่ตรงบริเวณภูเขาวิหารหรือเทมเปิลเมาต์นั่นเอง ซึ่งชาวคริสต์ถือว่าเป็นที่ตั้งของวิหารศักดิ์สิทธิ์แม้จะถูกทําลายลงไปแล้วแต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยให้ชาวคริสต์ไปสักการบูชาได้อยู่ ส่วนสถานที่สําคัญของศาสนาอิสลามนั้น ชาวมุสลิมเรียกภูเขาวิหารนี้ว่า ฮารัม อัล-ซารีฟ (Haram ai-Sarif) ส่วนคนทั่วไปเรียกว่า โดมแห่งศิลา (Dome of the Rock) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ชาวมุสลิมจากทั่วทุกหนแห่งเดินทางมาสักการะ โดยสร้างขึ้นตรงตําแหน่งที่ท่านนบีมูฮัมหมัดเดินทางขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าบนสวรรค์นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีมัสยิดสําคัญของชาวมุสลิมอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณนั้นด้วยคือ มัสยิด อัล-อักซา (AI-Aqsa) จะเห็นได้ว่าทั้งชาวคริสต์และชาวมุสลิมนั้นต่างก็มีความเกี่ยวพันกับภูเขาวิหาร หรือเทมเปิล เมาต์ หรือ ฮารัม อัล-ซารีฟ ในกรุงเยรูซาเล็มทั้งสิ้นจนไม่อาจยินยอมให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ครอบครองแต่เพียงฝ่ายเดียว และสงครามครูเสด หรือสงครามที่เกิดขึ้นมาจากการที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ หรือการยอมเป็นเจ้าของร่วมกันของคนทั้งสองศาสนานี้ได้ จนต้องเกิดการกระทบกระทั่งกันจนลุกลามกลายเป็นสงคราม แต่นั่นเป็นเรื่องของอดีต

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ

สําหรับสงครามที่กําลังเกิดอยู่ในยุคสมัยปัจจุบันบนผืนแผ่นดินเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีตนี้ แม้ว่าจะมีตัวละครที่คล้ายๆกันคือฝ่ายชาติตะวันตก และอิสราเอลที่เป็นตัวแทนของฝ่ายคริสต์ (แม้ชาวอิสราเอลจะนับถือศาสนายิว หรือยูดายเป็นหลัก และมีผู้นับถือศาสนาคริสต์เพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ก็ถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกัน) กับฝ่ายชาติอาหรับชาติต่างๆที่เป็นตัวแทนของฝ่ายมุสลิม แต่ประเด็นปัญหานั้นลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าครั้งอดีตมาก

จุดเริ่มต้นอาจมาจากการแย่งชิงผืนแผ่นดินบริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำจอร์แดนจนจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากการสถาปนาประเทศอิสราเอลซึ่งทับถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์ แต่ต่อมาประเด็นความขัดแย้งได้ลุกลามกลายเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่ชาวอาหรับมองว่าเป็นการแทรกแซงและพยายามสร้างเครือข่ายอํานาจเหนือดินแดนบริเวณนั้นของชาติตะวันตกที่ไม่ แต่เพียงบริเวณอันเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเท่านั้น แต่ยังมีความพยายามแผ่ขยายอํานาจเข้าไปนับจากเอเซียตะวันตกหรือเลแวนต์ไปจนกระทั่งถึงบริเวณอ่าวเปอร์เซีย อันเป็นที่ตั้งของขุมทรัพย์อันมหาศาลของโลกในยุคใหม่อีกด้วย นั่นก็คือทรัพยากร “น้ำมัน” และอาจรวมถึงแหล่งแร่สําคัญซึ่งจําเป็นต่อโลกยุคใหม่ที่อุดมอยู่ในพื้นที่ต่างๆบริเวณนั้น

ไม่เพียงเท่านั้น ประเด็นยังลุกลามไปถึงความขัดแย้งทางศาสนายุคใหม่โดยกลุ่มชาวมุสลิมหัวรุนแรงที่ไม่พอใจการเข้ามาแทรกแซงเพื่อหวังผลประโยชน์ก้อนใหญ่ของชาติมหาอํานาจต่างๆ จนกลายเป็นสงครามยืดเยื้อต่อเนื่องมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นลงแต่อย่างใด เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากเกินกว่าที่จะมองหรือวิเคราะห์เพียงชั้นเดียวด้วยหลักการเดิมๆได้อีกต่อไป

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet