สงครามเกาหลี กรณีพิพาทที่เกิดจากการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

สงครามเกาหลี กรณีพิพาทที่เกิดจากการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

สําหรับทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาภายหลังจากที่ได้มีการตกลงแบ่งเกาหลีออกเป็นฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ได้เพียงไม่กี่เดือนนั้น สหรัฐอเมริกาก็เริ่มวิ่งเต้นที่จะให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในเกาหลีเพื่อชิงโอกาสให้ประเทศเกาหลีเป็นประเทศประชาธิปไตยหนึ่งเดียว โดยพยายามเที่ยวหาเสียงสนับสนุนตนให้มีพลังมากพอซึ่งก็ได้อังกฤษเข้ามาช่วยหาเสียงอีกแรง และเมื่อแน่ใจว่ามีเสียงสนับสนุนมากพอแล้ว สหรัฐฯก็นําเรื่องเข้าสู่สหประชาชาติเพื่อลงมติในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 เพื่อเป็นการกดดันรัสเซีย โดยสหประชาชาติได้ผ่านมติให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 แต่รัสเซียก็คว่ำบาตรมตินี้ เพราะเกรงว่าฝ่ายตนจะสูญเสียอิทธิพลลงไปภายหลังจากการ เลือกตั้ง จึงประกาศให้มีการเลือกตั้งเฉพาะของฝ่ายเกาหลีเหนือในวันที่ 25 สิงหาคมปีเดียวกันคู่ขนานกันไปกับการเลือกตั้งของเกาหลีใต้

สงครามเกาหลี กรณีพิพาทที่เกิดจากการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

สงครามเกาหลี กรณีพิพาทที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้จนถึงปัจจุบัน

การคว่ำบาตรของรัสเซียและเกาหลีเหนือครั้งนั้นทําให้ฝ่ายซ้ายบนเกาะเชจูขานรับ และเริ่ม เคลื่อนไหวต่อต้านการเลือกตั้งของเกาหลีใต้ ซึ่งอันที่จริงแล้วการเคลื่อนไหวของกลุ่มฝ่ายซ้ายบนเกาะเชจูได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1947 แล้วตั้งแต่ถูกกวาดล้างอย่างรุนแรงโดยทหารสหรัฐฯร่วมกับตํารวจท้องถิ่นเกาหลีใต้ ทําให้แกนนําถูกจับกุมและหายตัวไปหลายคน จึงได้เกิดการประท้วงของประชาชนหลายพันคนที่ออกมาเดินขบวน แต่ก็จบลงด้วยการถูกปราบปรามอย่างเด็ดขาด

การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของกลุ่มฝ่ายซ้ายในเชจูเกิดขึ้นอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1948 เพื่อต่อต้านการเลือกตั้งทั่วไปของเกาหลีใต้ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีนั้น มีการนัดหยุดงานทั่วทั้งเกาะแล้วออกมาเดินขบวนประท้วงบนท้องถนน แต่ก็ถูกปราบปรามอย่างเด็ดขาดอีกครั้ง กระทั่งในวันที่ 3 เมษายน ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่กําหนดไว้ 46 วัน ได้มีการจัดเดินขบวนครั้งใหญ่อีกครั้งที่เกาะเชจู ซึ่งครั้งนี้มีการปะทะกันอย่างรุนแรงจากทั้งสองฝ่าย คือระหว่างกลุ่มฝูงชนที่ออกมาเดินขบวนกับเจ้าหน้าที่จนมีการบาดเจ็บล้มตายลงทั้งสองฝ่ายเป็นจํานวนมาก

แม้ว่าจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง แต่ประชาชนในเชจูก็ไม่ได้หวาดกลัว ยังคงทําการประท้วงและก่อการจลาจลต่อไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงวันเลือกตั้งทั่วไป ฝ่ายต่อต้านพยายามล้มการเลือกโดยออกตระเวนตัดสายไฟ ตัดสายโทรศัพท์ จนถึงการปิดกั้นถนนและทําลายสะพานเพื่อไม่ให้คนออกไปเลือกตั้ง ถึงแม้กระนั้นฝ่ายต่อต้านก็ไม่อาจขัดขวางการเลือกตั้งได้สําเร็จ และเสร็จสิ้นลงโดยที่ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ก็คือนาย ลี ซึง-มัน (Li Seung-man) ตามที่คาดหมาย

เนื่องจากนาย ลี ซึ่ง-มัน นั้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไปว่าเป็นตัววางของสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องการให้เขาเข้ามารับตําแหน่งเพื่อตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด และเป็นสาเหตุหลักที่การเลือกตั้งครั้งนั้นถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง ซึ่งไม่เพียงแต่กลุ่มฝ่ายซ้ายเท่านั้นที่ต่อต้าน แม้แต่ประชาชนชาวเกาหลีกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มชาตินิยม เป็นต้น ก็ยังต่อต้านความพยายามเข้ามาฝังรากอิทธิพลบนแผ่นดินเกาหลีของสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน

แต่น้ำนั้นเชี่ยวนัก ในที่สุดการต่อต้านของกลุ่มต่างๆก็ล้มเหลวลง แต่อย่างไรก็ดีทางด้านเกาหลีเหนือก็จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนสิงหาคมตามแผนด้วยเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการประสานกับกลุ่มฝ่ายซ้ายซึ่งอยู่ในเกาหลีใต้ให้มีการจัดการเลือกตั้งใต้ดินขึ้นด้วยเช่นกัน โดยผู้ได้รับการเลือกขึ้นเป็นมุขมนตรีของเกาหลีเหนือก็คือนาย คิม อิง-ซุง (Kim Il-sung) ผู้ดํารงตําแหน่งรองประธานคณะกรรมการกลางพรรคแรงงาน หรือเรียกว่าพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลี อยู่ก่อนแล้ว

นับจากนั้นมาทั้งสองฝ่ายจึงมีการสถาปนาประเทศอย่างเป็นทางการคู่ขนานกัน โดยทางเกาหลีใต้ประกาศการสถาปนาประเทศขึ้นเป็น “สาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea)” ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1948 ส่วนทางด้านเกาหลีเหนือก็ประกาศสถาปนาประเทศของตนขึ้นเป็น “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (Democratic People’s Republic of Korea)” ในวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1948 ด้วยเช่นกัน

ตามข้อตกลงเดิมที่วางกันไว้ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียนั้น ตกลงกันไว้ว่าภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปสิ้นสุดลงและเกาหลีทั้งสองมีรัฐบาลของตัวเองโดยสมบูรณ์ แม้จะไม่สามารถรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ทั้งสหรัฐฯและรัสเซียจะต้องถอนทหารของตนออกจากคาบสมุทรเกาหลีให้หมด ด้วยข้อตกลงนี้ทําให้ทั้งสองฝ่ายจําต้องถอนทหารออกไป โดยรัสเซียเริ่มถอนทหารออกไปก่อนในปี ค.ศ. 1948 นั้นเอง ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นยังคงรั้งรอจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1949 จึงยินยอมถอนทหารออกไป

แต่อย่างไรก็ตามการถอนทหารของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงละครหน้าฉากเท่านั้น เพราะในความเป็น จริงทั้งสหรัฐฯและรัสเซียก็ยังคงแผ่อิทธิพลเข้าแทรกแซงทั้งในเกาหลีเหนือและเกาหลีอย่างเต็มที่อยู่นั่นเอง และด้วยอิทธิพลซึ่งผลักดันทั้งสองชาติอยู่นี้เอง จึงทําให้ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการที่จะให้คาบสมุทรเกาหลีทั้งหมดเข้ามาอยู่ในอุดมการณ์ทางการเมืองของตน การประลองกําลังจึงเริ่มขึ้น

แต่เหตุการณ์ทั้งหมดอาจไม่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง จุดเริ่มต้นของสงครามเกาหลีนั้นเกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุ สาเหตุแรกสืบเนื่องจากการขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีของนาย ลี ซึง-มัน นั่นเอง เมื่อนาย ลี ซึง-มัน ขานรับนโยบายสายเหยี่ยวของกลุ่มขวาจัดในสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องการให้ปราบปรามพวกคอมมิวนิสต์จนหมดสิ้นไปจากเกาหลี นโยบายขวาพิฆาตซ้ายอย่างเฉียบขาดและรุนแรงจึงได้เริ่มต้นขึ้น เหตุการณ์ปราบปรามฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรงในเกาหลีใต้ครั้งแรกภายหลังการสถาปนาประเทศเกิดขึ้นที่เมืองโยซู ในจังหวัดชอลลาทางตอนใต้ของเกาหลีใต้สืบเนื่องจากการต่อต้านที่เชจูนั่นเอง

กลุ่มฝ่ายซ้ายในชอลลาได้เริ่มต้นก่อการประท้วงทางการในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1948 เพื่อต้องการให้ทางการสั่งถอนทหารออกจากเชจู โดยเริ่มต้นที่ 2 เมืองคือ โยซู และซุนชอน จากนั้นก็ลุกลามไปตามเมืองต่างๆในชอลลา ซึ่งต่อมากลุ่มฝ่ายซ้ายได้มีการตั้งกองกําลังจรยุทธขึ้นแล้วบุกทําลายที่ทําการของทางการ จับกุมเจ้าหน้าที่และยึดเมืองเอาไว้ จากนั้นจึงจัดตั้งคณะกรรมการประชาชนขึ้น และได้ตั้งศาลขึ้นเพื่อชําระความพวกเจ้าหน้าที่ทางการและพวกเจ้าที่ดินทั้งหลาย รวมไปจนถึง สังหารพวกฝ่ายขวาและพวกที่นับถือศาสนาคริสต์ด้วย

สงครามเกาหลี กรณีพิพาทที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้จนถึงปัจจุบัน

เมื่อเหตุการณ์เริ่มจะบานปลาย รัฐบาลเกาหลีใต้จึงได้ส่งกําลังทหารลงไปที่ชอลลา โดยมีกองทหารอเมริกันเข้าร่วมสมทบด้วยเข้าปราบปรามฝ่ายต่อต้านอย่างรุนแรง การปราบปรามครั้งนั้นมีการปูพรมสังหารชีวิตประชาชนชาวเมืองโยซูและซุนชอนลงไปเป็นจํานวนมาก ซึ่งเชื่อกันว่ามีมากกว่า 2,000 คน เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการสังหารหมู่หน้าแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา และจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เยซูและซุนชอนนี้เองที่ได้นําไปสู่ การกวาดล้างคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่ในเกาหลีใต้ มีการสังหารหมู่กลุ่มฝ่ายซ้ายและที่ถูกสงสัยว่าเป็นฝ่ายซ้ายลงไปนับเป็นจํานวนมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งพวกที่ถูกยัดเยียดข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์อย่างไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ยังต้องถูกสังหารไปอย่างมากมาย

การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในเกาหลีใต้อย่างรุนแรงนี้ยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้งตลอดช่วง 2 ปี นับจากเหตุการณ์ที่โยซู-ซุนชอน จนกระทั่งสงครามเกาหลีระเบิดขึ้นในปี ค.ศ. 1950 การปราบปรามฝ่ายซ้ายในโยซู-ซุนชอน ทําให้พวกฝ่ายซ้ายในชอลลาหนีข้ามไปที่เกาะเชจูเป็นจํานวนมาก รวมถึงกลุ่มทหารจรยุทธด้วย ซึ่งทหารจรยุทธฝ่ายซ้ายที่หนีข้ามไปเชจูกลุ่มนี้ก็พยายามที่จะเคลื่อนไหวต่อไป โดยได้บุกเข้าโจมตีกองทหารและตํารวจตามจุดต่างๆ แต่ก็ถูกตีโต้กลับจนต้องหลบขึ้นไปกบดานอยู่บนเขา โดยที่ฝ่ายรัฐบาลก็ติดตามเข้าตีจนแตกในที่สุด

การปราบปรามกองกําลังจรยุทธของกลุ่มฝ่ายซ้ายที่เชจูครั้งนั้นยังทําให้ประชาชนในเชจูต่างต้องตกอยู่ในความอกสั่นขวัญแขวนกันไปทั่วด้วย เนื่องจากทางการได้ใช้วิธีสุ่มจับชาวบ้านชาวเมืองซึ่งสงสัยว่าเป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายหรือพวกที่นิยมคอมมิวนิสต์แบบไม่เลือก นอกจากนี้ยังมีการบุกจับกุมประชาชนซึ่งถูกสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือแก่พวกคอมมิวนิสต์กันจนยกหมู่บ้าน การกวาดล้างกลุ่ม คอมมิวนิสต์บนเกาะเชจูครั้งนั้นจึงได้นําไปสู่เหตุการณ์สังหารหมู่ผู้คนอย่างมากมายจํานวนนับหลายพันคนอีกครั้งหนึ่ง และก็เป็นอีกครั้งที่ทหารอเมริกันมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

สําหรับสาเหตุที่สองมาจากปัจจัยภายนอก นั่นคือแรงผลักดันจากฝ่ายสนับสนุนเกาหลีเหนือก็คือรัสเซียและจีน ในช่วงปี ค.ศ. 1949 นั้นได้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นสองเหตุการณ์ที่ทําให้ค่ายคอมมิวนิสต์เกิดความเข้มแข็งขึ้นโดยทันที เหตุการณ์แรกนั้นก็คือความสําเร็จในการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของรัสเซียในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1949 สิ่งนี้จึงทําให้สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นชาติเดียวที่มีระเบิดนิวเคลียร์อีกต่อไป ซึ่งเรื่องนี้สําคัญมาก เพราะการคานอํานาจได้เกิดขึ้นมาทันที เมื่อต่างฝ่ายต่างมีแสนยานุภาพพอๆกันเช่นนี้

สําหรับเหตุการณ์ที่สองนั้นก็คือชัยชนะในสงครามกลางเมืองที่ประเทศจีน เมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์สามารถประสบชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเหนือฝ่ายชาตินิยมหรือพรรคก๊กมินตั๋ง กระทั่งฝ่ายหลังต้องหนีข้ามไปปักหลักอยู่บนเกาะไต้หวันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1949 นับจากนั้นมาฝ่ายคอมมิวนิสต์จึงได้สถาปนาประเทศจีนขึ้นใหม่เป็น “สาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China)” การเกิดขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงเท่ากับทําให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้มแข็งขึ้นมาในทันทีเช่นกัน และก็ทําให้เกาหลีเหนือมีแรงสนับสนุนเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีก จากเดิมที่รัสเซียเป็นผู้สนับสนุนหลักแต่เจ้าเดียวก็ได้จีนเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนอีกแรงหนึ่ง

สาเหตุที่จีนเข้ามาสนับสนุนเกาหลีเหนือนั้นไม่ได้เป็นเพราะเขตแดนที่ติดต่อกันระหว่างเกาหลีกับแมนจูเรียเพียงเท่านั้น แต่เป็นเพราะในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองในจีนขึ้นระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์กับก๊กมินตั๋งนั้นได้มีชาวเกาหลีเหนือไปเข้าร่วมสู้รบอยู่ในฝ่ายคอมมิวนิสต์เป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางภาคเหนือและเขตแมนจูเรียของจีนซึ่งมีชาวเกาหลีเหนือ อาศัยอยู่อย่างมากมายเช่นกัน ชาวเกาหลีเหนือในจีนเหล่านั้นจึงได้เข้าไปร่วมกับกองทัพปลดปล่อยของคอมมิวนิสต์จีน และถือว่ามีส่วนในชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์จีนด้วย เมื่อสงครามกลางเมืองยุติลง ฝ่ายคอมมิวนิสต์จีนจึงให้คําสัญญาว่าจะช่วยชาวเกาหลีเหนือรวมชาติจนเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ให้สําเร็จ

เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดมาบรรจบกัน คิม อิล-ซุง ผู้นําเกาหลีเหนือในเวลานั้นซึ่งเห็นว่ารัฐบาลนิยมอเมริกันของ ลี ซึง-มัน ล้ำเส้นไล่ต้อนฝ่ายซ้ายในเกาหลีใต้จนไร้ที่ยืนตามคําสั่งของสหรัฐอเมริกาแล้วยังเข่นฆ่าสังหารหมู่ฝ่ายซ้ายตามเมืองต่างๆอย่างไม่เลือกเช่นนี้ จึงเกรงว่าฝ่ายซ้ายที่อยู่ในเกาหลีใต้อาจต้องหมดสิ้นลง คิล อิล-ซุง เริ่มคิดแผนการบุกเกาหลีใต้เพื่อสั่งสอนโดยเริ่มวางแผนตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1949 เขาเดินทางไปมอสโคว์เพื่อเสนอความคิดนี้กับ โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ผู้นํารัสเซียในเวลานั้น

พอถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1950 สตาลินจึงได้ให้ไฟเขียวในการบุกเกาหลีใต้ แต่รัสเซียไม่ยอมส่งทหารรัสเซียเข้าร่วมรบด้วยโดยตรง เพียงแต่ส่งยุทธปัจจัยที่จําเป็นรวมถึงรถถังพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ฝึกกําลังรบและเสนาธิการทหารเข้าร่วมวางแผนด้วยเท่านั้น เนื่องจากรัสเซียยังไม่ต้องการที่จะเปิดศึกเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกาโดยตรง

กระทั่งเดือนต่อมาภายหลังจากที่ได้รับไฟเขียวจากสตาลิน แล้ว คิม อิล-ซุง ก็เดินทางไปที่จีนเพื่อพบกับ เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) ซึ่งทางฝ่ายจีนก็ได้ตอบรับว่าจะสนับสนุนเกาหลีเหนืออย่างเต็มที่ โดยได้เคลื่อนกําลังพลไปประจําไว้ที่ชายแดนเกาหลีเหนือเพื่อเตรียมให้การช่วยเหลือแก่เกาหลีเหนือทันทีที่เกิดการสู้รบขึ้น

พอล่วงเข้าถึงเดือนมิถุนายน คิม อิล-ซุง จึงส่งเจ้าหน้าที่การทูตไปยื่นข้อเสนอต่อ ลี ซึง-มัน เพื่อทําสัญญายุติความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มฝ่ายซ้ายในเกาหลีใต้เพื่อเป็นการหยั่งเชิง ซึ่ง ลี ซึง-มัน ปฏิเสธ เพราะในเวลานั้นได้มีความเคลื่อนไหวเพื่อเผด็จศึกฝ่ายซ้ายในเกาหลีใต้ให้ราบคาบอยู่เช่นกัน

ขบวนการสันนิบาตโพโด (Bodo League)

ขบวนการสันนิบาตโพโด (Bodo League)

แผนการของรัฐบาลเกาหลีใต้เวลานั้นก็คือการให้นักการเมืองฝ่ายขวาเปิดเจรจากับฝ่ายซ้ายในเกาหลีใต้เพื่อหาหนทางให้กลุ่มฝ่ายซ้ายผันตัวเองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในอันที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์และร่วมกันสร้างเกาหลีขึ้นใหม่ ด้วยแผนการนี้นักการเมืองฝ่ายซ้ายกลุ่มหนึ่งจึงได้ก่อตั้ง สันนิบาตโพโด (Bodo League) ขึ้นเพื่อกําหนดแนวทางต่างๆให้ไปสู่เป้าหมาย และเริ่มออกรวบรวมสมาชิกฝ่ายซ้ายมาขึ้นทะเบียนโดยขยายไปตามเมืองต่างๆ จังหวัดต่างๆ จนมีสาขาอยู่ทั่วทั้งประเทศ

ขบวนการนี้เริ่มต้น ขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 1949 เพียงแค่ไม่กี่เดือนก็มีรายชื่อสมาชิกมาขึ้น ทะเบียนมากหลายแสนคนแล้ว แต่พวกสันนิบาตโพโดไม่รู้ตัวเลยว่านั่นเป็นแผนการล่อให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์แสดงตัวออกมาจากรายชื่อที่มาขึ้นทะเบียน ซึ่งเป็นแผนการชี้เป้าให้พวกฝ่ายขวาสามารถจะพิฆาตฝ่ายซ้ายให้สิ้นซากได้อย่างง่ายดาย และก็เป็นเช่นนั้นจริง เมื่อเกาหลีเหนือบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 เหนือลงมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1950 จนสามารถยึดครองกรุงโซลได้สําเร็จ โดยที่ ลี ซึง-มัน และคณะรัฐบาลของเขาสามารถหลบหนีออกจากโซลไปตั้งหลักที่เมืองแทจอน ได้

ทางรัฐบาลเกาหลีใต้เกรงว่ากลุ่มฝ่ายซ้ายในเกาหลีใต้จะไปร่วมมือกับเกาหลีเหนือ เมื่อตนมีรายชื่อของฝ่ายซ้ายจากการลงทะเบียนสมาชิกสันนิบาตโพโดอยู่ในมืออยู่แล้ว จึงสั่งให้ทหารตํารวจตามพื้นที่ต่างๆเข้าจับกุมสมาชิกสันนิบาตโพโดตามรายชื่อนั้นทั้งหมด

การกวาดล้างเกิดขึ้นนับจากเดือนกรกฎาคมจนกระทั่งถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 1950 ทําให้สมาชิกสันนิบาตโพโด ถึง 2-3 แสนคนตามเมืองต่างๆถูกสังหาร นับเป็นการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลียุคใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ได้นําศพของผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นไปฝังและซ่อนเร้นไว้ตามป่าลึกบ้าง เหมืองร้างบ้าง หรือพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างต่างๆทั่วประเทศ

สงครามเกาหลีระเบิดขึ้นนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา ในช่วงแรกๆของสงครามนั้น ฝ่ายเกาหลีใต้ไม่พร้อมที่จะทําสงคราม และสหรัฐอเมริกาเองรัฐบาลของ แฮร์รี่ ทรูแมน (Harry Truman) ประธานาธิบดีสหรัฐฯในเวลานั้นก็คาดไม่ถึงว่าเกาหลีเหนือจะกล้าบุกลงมา ถือเป็นการคาดการณ์ที่ผิดพลาดของฝ่ายสหรัฐฯเองที่เชื่อว่ารัสเซียไม่น่าจะให้การสนับสนุนเกาหลีเหนือทําสงครามในช่วงเวลานั้น เนื่องจากเหตุผลหลักที่เวลานั้นรัสเซียกําลังเกิดความบาดหมางกับยูโกสลาเวียซึ่งเป็นประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ที่รัสเซียสนับสนุนอยู่กําลังแตกคอกับรัสเซีย และต้องการแยกตัวออกจากกลุ่มคอมมิวนิสต์ของรัสเซีย

ความขัดแย้งนี้รุนแรงถึงกับเปิดศึกกันระหว่างรัสเซียกับยูโกสลาเวียในยุโรป ปัญหาในฝั่งตะวันตกนี้จึงทําให้สหรัฐอเมริกาประเมินว่าอย่างไรเสียก็ยังไม่มีสงครามเกิดขึ้นทางฝั่งตะวันออกในช่วงเวลานั้นจึงไม่มีการเตรียมพร้อมแต่อย่างใด แต่การประเมินของสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นการประเมินที่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว

ถึงแม้ว่ารัสเซียจะไม่เปิดศึกทางฝั่งตะวันออกโดยตรง แต่การส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่เกาหลีเหนืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่เสนาธิการระดับสูงก็เพียงพอแล้ว เกาหลีเหนือในเวลานั้นจึงมีศักยภาพเพียงพอที่จะบุกเองเพราะมีทั้งรถถังและปืนใหญ่ ตรงข้ามกับฝ่ายเกาหลีใต้ซึ่งไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ในการตั้งรับอย่างเพียงพอ

ด้วยเหตุนี้ หลังจากสงครามดําเนินไปเพียง 3 เดือน พอถึงเดือนกันยายนฝ่ายเกาหลีเหนือก็สามารถบุกลงมายึดครองจนเกือบสุดปลายคาบสมุทรได้สําเร็จ จนรัฐบาลเกาหลีใต้ต้องย้ายเมืองหลวงไปเรื่อยๆอยู่หลายครั้งหลายหน และบีบให้ทรูแมนตัดสินใจส่งทั้งเรือบรรทุกเครื่องบินและทหารอเมริกันเข้ามาเสริมที่เกาหลีอย่างเต็มกําลังในเดือนกรกฎาคม แล้วสหรัฐอเมริกาก็นําเรื่องการรุกรานของเกาหลีเหนือขึ้นสู่เวทีสหประชาชาติ

โดยสหรัฐฯได้โน้มน้าวให้นานาชาติเห็นถึงภัยครั้งนี้ว่าอาจลุกลามบานปลายเหมือนกับเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ หากไม่มีการตัดไฟเสียแต่ต้นลม โดยโยงเข้ากับเหตุการณ์ที่ฮิตเลอร์บุกโปแลนด์อันเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งนั้น นานาชาติซึ่งเพิ่งตื่นจากฝันร้ายของสงครามครั้งนั้นจึงมีมติให้ส่งทหารเข้าไปช่วยเกาหลีใต้รบ โดยมี 20 ชาติ รวมถึงไทยด้วยยินยอมส่งทหารของตนเข้าไปร่วมในสงครามเกาหลีครั้งนี้ โดยได้เริ่มส่งทหารเข้าไปตั้งแต่ราวเดือนกันยายน ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา

สําหรับทางฝ่ายจีนนั้นก็ยังคงหาช่องทางเข้าไปช่วยเกาหลีเหนืออยู่ในช่วงแรกๆของสงครามจีนได้แต่คอยสังเกตการณ์เพื่อศึกษาลู่ทางก่อนเท่านั้น กระทั่งถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1950 เมื่อกองทัพฝ่ายเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และสหประชาชาติสามารถตีโต้ยึดคืนเมืองต่างๆจากเกาหลีเหนือได้สําเร็จ จนเริ่มบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 เหนือเข้าไปในเขตของเกาหลีเหนือได้แล้ว เหมา เจ๋อ ตง จึงได้รับโทรเลขด่วนจากสตาลินขอให้ส่งกองทัพเข้าไปช่วยเกาหลีเหนือ นั่นจึงเป็นโอกาสที่จีนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามครั้งนี้โดยตรงตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนั้นเอง

การสู้รบระหว่างเกาหลีเหนือซึ่งมีจีนเข้าไปสนับสนุนอยู่กับเกาหลีใต้ที่มีสหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติสนับสนุนนี้ดําเนินไปเป็นเวลา 3 ปีที่ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับลุกไล่ข้ามเส้นขนานที่ 38 กันไปมาโดยไม่รู้แพ้รู้ชนะกันอย่างเด็ดขาด กระทั่งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1953 สงครามเกาหลีจึงยุติลงด้วยความเห็นชอบของฝ่ายสนับสนุนคู่ศึกสงครามทั้งสองฝ่าย คือ รัสเซีย จีน และสหรัฐอเมริกากับสหประชาชาติ ในขณะที่ตัวคู่ศึกเองคือเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ไม่ต้องการยุติศึก เพราะต่างฝ่ายต่างยังต้องการรวมเกาหลีให้เข้ามาอยู่ในระบอบปกครองของตนด้วยกันทั้งคู่

เกาหลีใต้นั้นเชื่อว่าตนสามารถที่จะยึดเกาหลีเหนือไปจนถึงแม่น้ำยาลูซึ่งเป็นแม่น้ำที่กั้นเขตแดน ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือได้สําเร็จ ส่วนเกาหลีเหนือก็เชื่อว่าตนสามารถจะยึดครองเกาหลีใต้ไปจนสุดคาบสมุทรด้วยเช่นกัน แต่ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ถูกกดดันโดยชาติที่สนับสนุนให้ยุติสงครามแล้วหันมาเจรจาสงบศึกกัน กระทั่งมีการลงนามยุติสงครามในวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1953 โดยใช้ข้อตกลงเดิมคืออาศัยเส้นขนานที่ 38 เหนือเป็นแนวกันชน แล้วให้กําหนดเขตปลอดทหารเป็นระยะทางกว้าง 4 กิโลเมตร ยาว 250 กิโลเมตร ตลอดแนวกันชน

แต่การลงนามในสัญญาสงบศึกตั้งแต่ปีนั้นถือว่าเป็นการหยุดยิงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่การยุติสงครามลงอย่างถาวรแต่ประการใด จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการเจรจาสันติภาพระหว่างเกาหลีทั้งสองเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ จึงถือว่าคาบสมุทรเกาหลียังอยู่ในสถานการณ์จนทุกวันนี้

สงครามเกาหลีที่เกิดขึ้นเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษในครั้งนั้น ได้ทําให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินลงไปอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะความสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นกับชีวิตของทั้งทหารและพลเรือนบริสุทธิ์นั้นมีตัวเลขที่ประเมินไว้ตามที่ต่างๆต่างกันมาก แต่ก็สามารถประมาณได้ว่าเสียชีวิตรวมกันทั้งสองฝ่ายเกินล้านคน โดยไม่รวมการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นจากการสังหารหมู่หลายครั้งจากนโยบายขวาพิฆาตซ้ายในช่วงก่อนเกิดสงครามอีกนับจํานวนหลายแสนคนเลยทีเดียว(คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet