สงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วอุดมการณ์ ประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์

coldwar

นับจากเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมา ได้เกิดการแบ่งขั้วอํานาจควบคุมทิศทางการเมืองระหว่างประเทศของโลกอย่างชัดเจนขึ้นมา 2 ขั้ว คือกลุ่มทุนนิยมเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนํา กับกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตหรือรัสเซียเป็นแกนนํา ซึ่งอุดมการณ์ของทั้งสองกลุ่มนี้เข้ากันไม่ได้ชนิดน้ำกับน้ำมัน เนื่องจากทุนนิยมเน้นในระบบเงินทุนที่นําเข้ามาใช้ควบคุมการผลิต และการเปิดตลาดเสรีที่ต้องไม่มีการแทรกแซงจากรัฐบาลหรือองค์กรใดๆ ส่วนคอมมิวนิสต์นั้นจะใช้ระบบการผลิตและการตลาดแบบรวมเอาไว้ที่ศูนย์กลางโดยมีรัฐบาลเป็นผู้คอยจัดสรร

สงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วอุดมการณ์ ประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์

สงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วอุดมการณ์ ประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์

ทั้งสองระบบจึงเสมือนกับศัตรูที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่เมื่อทั้งสหรัฐฯและรัสเซียต่างก็ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอํานาจใหญ่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งนั้น ทั้งสองจึงต่างต้องการที่จะเป็นผู้ชี้นําสังคมโลกด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อสร้างโอกาสในการฉกฉวยผลประโยชน์จากโลกให้เหนือกว่ากัน จากจุดนี้เองจึงทําให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างมหาอํานาจทั้งสองค่ายที่ต่างช่วงชิงการนําจนเกิดการห้ำหั่นอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อเป็นผู้นําเพียงหนึ่งเดียวให้ได้

แต่การเผชิญหน้านี้กลับไม่ได้ใช้การสู้รบทําสงครามกันแบบซึ่งหน้าอย่างเช่นที่เคยกระทํากันมาครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่เป็นการทําสงครามที่อาศัยตัวแทนเข้าห้ำหั่นกันอยู่หน้าฉาก โดยมหาอํานาจทั้งสองค่ายคอยชักใยอยู่เบื้องหลังแล้วใช้เล่ห์เพทุบายล่อหลอกกันไปมา รวมถึงการทําสงครามใต้ดินซึ่งต่างก็คิดหายุทธวิธีทุกอย่างชนิดยากจะจินตนาการได้ถึงมาต่อสู้กันเพื่อเป้าหมายในการโค่นล้มฐานกําลังของอีกฝ่ายลงไปให้ได้โดยไม่มีการคํานึงถึงรูปแบบ คุณธรรม หรือ ความสูญเสียที่จะลุกลามออกไปจนไม่อาจควบคุมได้ และสร้างปัญหาใหญ่โตให้เกิดขึ้นแก่โลกตามภูมิภาคต่างๆจนยากที่จะเยียวยาจนถึงทุกวันนี้ ขอเพียงให้ฝ่ายตนได้ยืนอยู่บนยอดสุดของซากศพนับแสนนับล้านที่กองทับถมกันเป็นภูเขาเลากาก็มีความสุขแล้ว การเผชิญหน้าและทําสงครามตัวแทนระหว่างโลกสองค่ายนับจากช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมานี้เองที่เรียก กันว่า “สงครามเย็น (Cold War)

คําว่าสงครามเย็นในที่นี้หมายถึงมหันตภัยที่แฝงมากับความนิ่ง ความเงียบสงบบนผิวน้ำ แต่เบื้องล่างกลับเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่สาดซัดไปมาดุจวังน้ำวนขนาดใหญ่ที่สามารถดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่หายนะนั้นได้ โดยที่เราไม่อาจทราบได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อใด และสถานที่ใด กระทั่งเมื่อถูกดูดกลืนเข้าไปสู่หายนะภัยนั้นแล้วนั่นเองจึงได้ทราบว่าความวิบัติได้มาอยู่ตรงหน้าโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเสียแล้ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนของ “สงครามตัวแทน” ในยุคของสงครามเย็นนี้ก็คือ สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม สงครามทั้งสองครั้งนี้ถือเป็นปฐมบทของสงครามซึ่งชาติมหาอํานาจต่างขั้วได้ใช้พื้นที่ ของ “ประเทศโลกที่สาม” ที่กําลังเกิดปัญหาทางการเมืองการปกครองอย่างรุนแรงจนไม่อาจลงรอยของคนในชาติเดียวกันมาใช้เป็นสนามประลองกําลังเพื่อขยายอิทธิพลอํานาจของตนไปยังประเทศเหล่านั้น

โดยมีสาเหตุที่เริ่มต้นขึ้นจากความระแวงว่าอีกฝ่ายจะสามารถแย่งชิงพื้นที่และปักหมุดอํานาจของ ตนเข้าไปในประเทศโลกที่สามอันเป้าหมายนั้นได้สําเร็จ จากนั้นก็จะแผ่ขยายฐานอํานาจตนออกไปเรื่อยๆ เข้ายึดครองประเทศเพื่อนบ้านในแถบเดียวกันนั้นต่อไปตามรูปแบบการล้มของตัว “โดมิโน” ถ้าหากยึดครองประเทศหนึ่งได้ก็จะสามารถกระโดดข้ามไปยังประเทศที่อยู่ติดกัน ขยายออกไปเป็นทวีคูณ จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 เป็น 8 เป็น 16 ได้ต่อไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด อีกฝ่ายจึงต้องลุกขึ้นขัดขวางไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถปักธงอํานาจลงบนแผ่นดินโลกที่สามเหล่านั้นได้สําเร็จ

การช่วงชิงอํานาจและขัดขวางศัตรูไม่ให้มีชัยในประเทศโลกที่สามครั้งนั้นแต่ละฝ่ายต่างก็งัดยุทธวิธีต่างๆเข้าต่อสู้กัน ตั้งแต่วิธีการใต้ดินอย่างง่ายๆ เช่น การเข้าแทรกแซงความมั่นคงภายใน โดยส่งคนของตนเข้าไปก่อหวอดให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนทางการเมืองหรือทําให้เกิดการ จลาจลขึ้นในประเทศเป้าหมาย ไปจนถึงปลุกให้เกิดการก่อกบฏต่อรัฐบาลที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับชาติมหาอํานาจเหล่านั้น แล้วติดอาวุธให้แก่ฝ่ายกบฏเพื่อทําสงครามกลางเมืองกับรัฐบาล จากนั้นก็อาศัยเหตุวุ่นวายปั่นป่วนนั้นเสนอให้ความช่วยเหลือเข้าไปในประเทศนั้นๆโดยอาศัยข้ออ้างว่าต้องการสถาปนาความมั่นคงให้แก่มิตรประเทศเพื่อความสงบสุขอย่างถาวร

เพื่อการสานผลประโยชน์ร่วมกันในยุคสมัยนั้นจึงมีการส่งสายลับจากหน่วยข่าวกรองทั้งทางทหารและพลเรือนของประเทศมหาอํานาจต่างๆเข้าไปเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศเป้าหมายกันเป็นจํานวนมากจนแทบกระทบไหล่กันเอง เกิดการลอบสังหารขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเป้าหมายที่เป็นสายลับของฝ่ายศัตรูหรือแกนนํามวลชนที่ยืนอยู่ตรงกันข้าม รวมถึงบุคคลสําคัญทั้งในรัฐบาลและภาคธุรกิจผู้มีบทบาทสําคัญในการขัดขวางเป้าหมายของชาติมหาอํานาจเหล่านั้นล้มตายลงเป็นใบไม้ร่วง

นอกจากนี้ยังมีการแทรกแซงอย่างเปิดเผยโดยอาศัยการให้ความช่วยเหลือทางด้านต่างๆแก่ประเทศโลกที่สามซึ่งกําลังพัฒนาเหล่านั้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือในด้านเงินทุนและการเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ประกอบกับเงินให้เปล่าจํานวนหนึ่งเป็นสิ่งล่อใจสําหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่ประเทศกําลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนามีความต้องการสําหรับพัฒนาประเทศของตนให้มีความทันสมัย เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ การจัดการระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ การก่อสร้างถนนหนทาง และสะพานต่างๆ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เข้าไปให้คําปรึกษาวางแผนไปจนถึงการก่อสร้างก็ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศมหาอํานาจที่เสนอตัวเข้าไปจัดการสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้ทั้งสิ้น จึงเข้าตํารา “อัฐยายขนมยาย” คือรับเงินของเขามาซื้อของของเขาเอง

ประเทศมหาอํานาจมักจะอาศัยความขาดแคลนของประเทศที่กําลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนามาหลอกล่อให้ประเทศเหล่านั้นฮุบเหยื่อ ซึ่งเท่ากับนำประเทศเข้าไปเป็นหนี้เป็นสินประเทศมหาอํานาจเหล่านั้นเพราะโลกใบนี้ไม่มีของฟรี ทุกอย่างต้องจ่าย เพียงแต่ว่าจะจ่ายด้วยอะไรเท่านั้น เมื่อรับมามากๆเข้าแล้วไม่มีปัญญาจ่ายหรือจ่ายไม่ทันก็ต้องกลายเป็นหนี้ล้นพ้น ประเทศเจ้าหนี้ก็ดีใจหาย เสนอเงินกู้ก้อนใหม่เข้ามาให้รีไฟแนนซ์จนผูกเงื่อนกลายเป็นลูกหนี้ชั่วนาตาปี แล้วประเทศมหาอํานาจผู้เป็นเจ้าหนี้ก็อาศัยสายสัมพันธ์ของเจ้าหนี้ลูกหนี้นี้เข้าไปจัดการระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจให้ จนประเทศนั้นๆก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นทาส

นี่คือตัวอย่างของการแสวงหาอาณานิคมในยุคสมัยใหม่นี้โดยที่ไม่ต้องนําเรือรบบุกไปขึ้นฝั่งแล้วยกกองทัพเข้ายึดกันตรงๆอย่างในยุคสมัยอดีตกันอีกต่อไป ที่ในที่สุดประเทศมหาอํานาจที่เป็นมหามิตรก็จะเปลี่ยนจากมิตรที่คอยให้ความช่วยเหลือและมีผลประโยชน์ร่วมกัน กลับกลายสถานะไปเป็นเจ้าหนี้ผู้กุมผลประโยชน์ของประเทศลูกหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่วิธีนี้มักใช้โดยฝ่ายมหาอํานาจที่เป็นทุนนิยมเสรีมากกว่า นับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกเช่นกัน จึงมีเซลส์แมนที่เป็นตัวแทนของประเทศมหาอํานาจเข้ามาขายโครงการเหล่านี้กันอย่างเอิกเกริกทั้งจากในภาครัฐและ เอกชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทราบกันดีว่าแม้จะเป็นภาคเอกชนอย่างไร เจ้าของหรือกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทประกอบการขนาดใหญ่นั้นๆก็ล้วนเกี่ยวพันกับภาคการเมืองของประเทศมหาอํานาจนั้นๆทั้งสิ้น

ภารกิจเหล่านี้จึงถือเป็นภารกิจที่ไม่เป็นทางการของประเทศมหาอํานาจนั้นๆนั่นเอง ซึ่งในที่สุดแล้วก็ทําเพื่อผลประโยชน์ที่จะไหลกลับเข้าสู่ประเทศตนทั้งสิ้น นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการแสวงหาอาณานิคมในรูปแบบตัวโดมิโนอีกรูปแบบหนึ่งของค่ายทุนนิยมในยุคของสงครามเย็น โดยสรุปก็คือสงครามเย็นเป็นสงครามที่ไม่ได้ต่อสู้กันให้เห็นตรงๆ แต่ต่อสู้กันทางอ้อมด้วยวิธีการต่างๆโดยไม่มีข้อจํากัดในเรื่องของความถูกต้องชอบธรรม ขอเพียงให้ตนเป็นฝ่ายมีชัยก็จะสามารถเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ให้ฝ่ายตนเป็นผู้ถูกต้องนั่นเอง

ในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายอักษะนั้น ได้เริ่มมีการช่วงชิงโอกาสในการตักตวงเทคโนโลยีและบุคลากรชั้นหัวกะทิ โดยเฉพาะเหล่านักวิทยาศาสตร์ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารให้กับฮิตเลอร์และนาซีในช่วงระหว่างสงคราม ซึ่งเชื่อว่าพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ก้าวหน้ากว่าใครๆในยุคสมัยเดียวกันเอาไว้มากมาย โดยที่ทั้งฝ่ายสหรัฐอเมริกาและรัสเซียที่อยู่ในฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยกันต่างก็ต้องการตัวนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นมาพัฒนาอาวุธให้กับตนทั้งสองฝ่าย

ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นฝ่ายเดียวกันก็เพียงเฉพาะพันธสัญญาที่จะร่วมมือกันเฉพาะกิจเพื่อการกําจัดศัตรูคือฝ่ายอักษะหรือเยอรมนี้เท่านั้น เนื่องจากความขัดแย้งด้านอุดมการทางการเมืองระหว่างโลก 2 ค่ายดังที่กล่าวมานั้นไม่สามารถทําให้ทั้งสองชาติเป็นมิตรที่แท้จริงได้ซึ่งก็เป็นมาตั้งแต่ก่อนสงครามแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงต่างก็พยายามที่จะนํานักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนาซีเยอรมันไปเป็นของตนเพื่อให้ฝ่ายตนมีแต้มต่อเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

สิ่งนี้เองที่ทําให้ช่วงภายหลังจากสงครามยุติลง ทั้งสองฝ่ายต่างจึงอาศัยสิ่งที่ตนได้ไปจากฮิตเลอร์ และนาซีเยอรมันไปต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆให้ก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะในด้านของอาวุธยุทโธปกรณ์ นับจากช่วงเวลานั้นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นยุคสมัยแห่งการสะสมอาวุธร้ายแรงต่างๆอย่างมากมายชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งฮิตเลอร์ก็ยังไม่มีการสะสมอาวุธร้ายแรงได้มากเท่ากับยุคสมัยนี้ ซึ่งอาวุธชนิดหนึ่งที่มีการแข่งขันกันสร้างระหว่างสหรัฐฯและรัสเซียเพื่อให้มีอานุภาพรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆก็คือ “อาวุธนิวเคลียร์” ที่มันกลายเป็นฝันร้ายของโลกอยู่ในทุกวันนี้

แต่ผลพวงจากการแข่งขันระหว่างมหาอํานาจทั้งสองนี้ก็ยังมีส่วนที่ดีอยู่ นั่นคือการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ เช่น เทคโนโลยีอวกาศ หรือแม้แต่ระบบคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตที่ กลายเป็นปัจจัยสําคัญของโลกในยุคปัจจุบันก็เกิดขึ้นมาจากผลพวงของการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารนั่นเอง แต่จากการแข่งขันดังกล่าวนี้เองที่ได้ทําให้เกิดความระแวงที่ต่างฝ่ายต่างก็คิดระแวงอีกฝ่ายว่าจะพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพสูงกว่าและสะสมไว้ได้มากกว่าตน จนทําให้อุณหภูมิการเมืองระหว่างประเทศของโลกร้อนระอุขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วสมรภูมิแรกของการประลองกําลังที่เกิดจากความหวาดระแวงระหว่างทั้งสองฝ่ายนี้ก็ปะทุขึ้นที่คาบสมุทรเกาหลีนั่นเอง

สงครามเกาหลี

ก่อนที่สงครามครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้นนั้น ประเทศเกาหลียังไม่ได้ถูกเฉือนออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้อย่างเช่นปัจจุบัน แต่ถึงแม้จะเป็นประเทศเดียวกัน เกาหลีทั้งประเทศก็ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่นนับเป็นเวลานานถึง 30 ปี โดยญี่ปุ่นประกาศให้ประเทศนี้เป็นจังหวัดหนึ่งในการปกครองของญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 แล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นได้เข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในของเกาหลีมาระยะหนึ่งและสามารถโค่นล้มราชวงศ์โชซอน (Joseon) ราชวงศ์สุดท้ายของเกาหลีลงได้ ทําให้ระบอบกษัตริย์ของเกาหลีสิ้นสุดลงตั้งแต่เริ่มเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 แล้ว

จากนั้นญี่ปุ่นก็ใช้เกาหลีเพื่อการแผ่แสนยานุภาพเข้าไปในแมนจูเรียของจีน แล้วขยายอิทธิพลเข้ายึดครองจีนมากขึ้นเรื่อยๆ การเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่นก็มาจากการสะสมแสนยานุภาพที่เพิ่มมากขึ้นนับจากช่วงเวลานั้นเอง กระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ญี่ปุ่นถูกปรับให้ต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามมากมายในฐานะผู้แพ้ รวมไปถึงการต้องส่งคืนดินแดนที่ยึดครองไปจากทั้งจีนและเกาหลีก่อนหน้านั้นทั้งหมดด้วย แต่การส่งมอบดินแดนเกาหลีกลับคืนครั้งนั้นกลับไม่ทําให้สันติสุขกลับคืนมาสู่ชาวเกาหลีเจ้าของประเทศได้แต่อย่างใด ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นระหว่างโลกทั้งสองค่ายนั่นเอง

ในช่วงระหว่างที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น รัสเซียไม่ได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ จนช่วงใกล้สงครามจะสิ้นสุดลงนั่นเองรัสเซียจึงได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ซึ่งก่อนหน้านั้นรัสเซียมุ่งแต่การทําสงครามกับเยอรมนี้ในแนวรบด้านตะวันตกหรือยุโรปเป็นหลัก เนื่องจากผลประโยชน์ในยุโรปของรัสเซียนั้นสําคัญกว่า จึงได้ปล่อยให้ภาคพื้นแปซิฟิกหรือแนวรบด้านตะวันออกเป็นหน้าที่ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก

กระทั่งเมื่อสหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่เมืองฮิโรชิมาในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สามวันหลังจากนั้นรัสเซียจึงได้ยกกองทัพบุกเข้าแมนจูเรียทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และทิศเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเวลานั้นญี่ปุ่นได้สถาปนาเป็นประเทศแมนจูกัว (Manchukuo) รัฐหุ่นเชิดของญี่ปุ่นในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 วันเดียวกันกับที่สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองลงที่เมืองนางาซากิสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลให้แก่ชาวญี่ปุ่น

จนกระทั่งในวันที่ 15 สิงหาคมต่อมา ญี่ปุ่นจึงได้ยอมวางอาวุธและยินยอมจํานนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างราบคาบ นับแต่นาทีนั้นมาคาบสมุทรเกาหลีก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นการแผ่ขยายอํานาจเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างโลกค่ายทุนนิยมเสรีและค่ายคอมมิวนิสต์ ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งนั้น คาบสมุทรเกาหลีได้เกิดขบวนการกู้ชาติขึ้นหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่นิยมโลกทุนนิยมและกลุ่มที่นิยมคอมมิวนิสต์ที่ต่างก็เคลื่อนไหวร่วมกับฝ่ายสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย เพื่อปลดปล่อยประเทศให้เป็นเอกราชจากญี่ปุ่น

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นตัวแทนชาวเกาหลีเจ้าของประเทศที่มีสิทธิ์ในการเคลื่อนไหวเพื่อสถาปนาการปกครองให้เกาหลีสามารถกลับมาเป็นประเทศที่มีเอกราชโดยสมบูรณ์ดังเดิม ซึ่งปัญหานี้ได้รับการถกกันถึงอนาคตของเกาหลีภายหลังการมอบคืนอิสรภาพจากญี่ปุ่น ตั้งแต่สงครามใกล้ยุติลงแล้ว โดยทั้งสหรัฐฯและรัสเซียต่างเห็นควรแบ่งเกาหลีออกเป็นเหนือและใต้โดยใช้เส้นขนานที่ 38 เหนือเป็นพรมแดนให้ชาวเกาหลีแบ่งเขตการปกครองของตนเอง ระหว่างฝ่ายที่นิยมคอมมิวนิสต์และฝ่ายซึ่งต้องการทุนนิยมเสรี

แต่เมื่อญี่ปุ่นยอมจํานน ฝ่ายรัสเซียได้ชิงเคลื่อนไหวก่อนเมื่อเข้ายึดแมนจูกัวจากญี่ปุ่นสําเร็จ รัสเซียก็คงทหารเอาไว้ที่แมนจูกัว กระทั่งวันที่ 24 สิงหาคม รัสเซียก็นํากองทัพเข้าสู่กรุงเปียงยางของเกาหลีด้วยความช่วยเหลือของกลุ่มฝ่ายซ้ายหรือพวกนิยมคอมมิวนิสต์กลุ่มหนึ่ง โดยได้จัดตั้ง รัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นแล้วประกาศสถาปนาประเทศ “สาธารณรัฐประชาชนเกาหลี (People’s Republic of Korea)” ในวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1945 โดยการสนับสนุนของรัสเซีย แต่แน่นอนที่การเคลื่อนไหวในครั้งนั้นทางด้านสหรัฐอเมริกาไม่ยินยอม สหรัฐฯจึงได้ส่งฝูงบินรบและกองทหารเข้าไปที่เมืองอินชอน ทางทิศตะวันตกของกรุงโซลในวันที่ 8 กันยายน โดยประกาศว่าจะไม่ยอมรับรัฐบาลเฉพาะกาลที่จัดตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นอย่างเด็ดขาด

ซึ่งสหรัฐฯก็ ได้จัดตั้ง “รัฐบาลทหารกองทัพสหรัฐอเมริกาในเกาหลี (United States Army Military Government in Korea)” ขึ้นมาคู่ขนานกัน แล้วเริ่มกวาดล้างพวกที่นิยมคอมมิวนิสต์ซึ่งอยู่ในเขตเกาหลีใต้นับจากเส้นขนานที่ 38 ลงมาที่ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของเกาหลีบริเวณจังหวัดชอลลา กระทั่งชาวเกาหลีที่นิยมคอมมิวนิสต์ต้องถอยร่นหนีภัยไปอยู่บนเกาะเชจูเป็นส่วนใหญ่

การไล่ล่ากวาดล้างชาวเกาหลีที่นิยมคอมมิวนิสต์ในครั้งนั้นเป็นไปด้วยความรุนแรง มีการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังคอมมิวนิสต์ขึ้นตามเมืองต่างๆแล้วจัดตั้งกลุ่มออกไล่ล่าโดยเกณฑ์คนหนุ่มหัวรุนแรงออกเที่ยวปล้นและล่าสังหารพวกที่นิยมคอมมิวนิสต์จนล้มตายลงไปเป็นจํานวนมาก รวมถึงแกนนํานักการเมืองฝ่ายซ้ายก็ถูกลอบสังหารล้มตายเป็นใบไม้ร่วงด้วยเช่นกัน จากนั้นทางการเกาหลีใต้ก็ส่งกําลังทหารเข้าบดขยี้พวกนิยมซ้ายบนเกาะเชจู (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet