สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

แต่ตัวอย่างเช่นสงครามเกาหลีเหนือ-ใต้ก็เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกจนได้ในอีกไม่กี่ปีต่อมาที่ประเทศ เวียดนาม ซึ่งก็คือสงครามกลางเมืองที่แบ่งแยกประเทศออกไปเป็นฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้อีกเช่นกัน และเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํานาจสองค่ายคือ รัสเซียและสหรัฐอเมริกาในยุคของสงครามเย็นอีกด้วยเช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่สงครามเกาหลีไม่มีฝ่ายใดแพ้ชนะอย่างเด็ดขาด และยังทิ้งโจทย์ในการแบ่งแยกประเทศที่ไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ค้างคามาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลามากกว่าครึ่งค่อนศตวรรษแล้ว ส่วนสงครามเวียดนามนั้นสิ้นสุดลงพร้อมกับความปราชัยของฝ่ายสหรัฐอเมริกา และเวียดนามก็สามารถจะรวมชาติให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้สําเร็จ

สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

อันที่จริงแล้วสงครามเวียดนามน่าจะเรียกได้ว่าเป็นสงครามเพื่อปกป้องตนเองจากความพยายามสอดแทรกอิทธิพลเข้ามาของชาติตะวันตกมากกว่า โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาซึ่งพยายามแทรกแซง ระบบการเมืองของเวียดนามมากกว่าการให้ความช่วยเหลือ จึงพยายามที่จะก่อหวอดให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงแล้วอาศัยความขัดแย้งนั้นเข้าแทรกแซง แต่ชาวเวียดนามกลุ่มหนึ่งไม่ยินยอม จึงวิ่งเข้าไปหาประเทศที่มีอิทธิพลพอฟัดพอเหวี่ยงกับสหรัฐอเมริกาเข้ามาช่วยนั่นคือรัสเซียและจีน

สงครามเวียดนาม แม้จะมองว่าเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํานาจในโลก 2 ค่าย แต่ก็ยังมีด้านที่เป็นสงครามปกป้องตนเองอย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อผลที่ลงเอยออกมานั้นเวียดนามสามารถรวมเป็นประเทศเดียวกันและมีอธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่เนื่องจากสงครามครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงระหว่างสงครามเย็นที่มีการเผชิญหน้ากันระหว่างโลก 2 ค่าย 2 ระบบซึ่งแบ่งเป็นซ้ายเป็นขวาอย่างชัดเจน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองไปว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่างประเทศมหาอํานาจทั้งสอง คือรัสเซียและสหรัฐอเมริกา โดยใช้ประเทศที่ 3 เป็นพื้นที่สู้รบอีกครั้งหนึ่ง และยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับสงครามเกาหลีจนดูคล้ายเป็นสงครามที่มีความต่อเนื่องกันอีกด้วย

สงครามเกาหลีนั้นมีช่วงบ่มเพาะที่จะนําไปสู่สงครามเพียงไม่กี่ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และจบลงได้เพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น แต่สงครามเวียดนามนั้นมีช่วงบ่มเพาะของปัญหานับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ลงเช่นกัน แต่มีตัวแปรสําคัญก็คือภายหลังจากญี่ปุ่นซึ่งเข้ามายึดครองเวียดนามในช่วงระหว่างที่เกิดสงครามโลกครั้งนั้นต้องพ่ายแพ้ลง ญี่ปุ่นไม่ได้คืนประเทศให้แก่ชาวเวียดนามเจ้าของประเทศที่แท้จริงอย่างเช่นคืนให้กับชาวเกาหลี แต่กลับต้องคืนให้แก่ฝรั่งเศสที่เป็นเจ้าอาณานิคมเดิมก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดขบวนการปลดปล่อยชาติเพื่อให้เป็นเอกราชจากฝรั่งเศสที่เรียกว่า เวียดมินห์ (Viet Minh) ขึ้น ขบวนการนี้นิยมคอมมิวนิสต์ มีอุดมการณ์ต้องการปลดปล่อยประเทศตนออกจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส แล้วสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์ขึ้นปกครองประเทศต่อจากนั้น จึงได้เกิดสงครามที่เรียกว่า “สงครามอินโดจีนครั้งแรก” ขึ้นในปี ค.ศ. 1946 ไป จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1954 ที่ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่เมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้นั้น เวียดนามก็ยังไม่อาจที่จะรวมชาติได้โดยสมบูรณ์

ในการทําสัญญาสงบศึกระหว่างสองฝ่ายนั้น ฝรั่งเศสไม่ต้องการให้คอมมิวนิสต์เข้าปกครองเวียดนามโดยสมบูรณ์ ซึ่งเวลานั้นมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้ด้วย จึงเสนอให้แบ่งเวียดนามออกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้เช่นเดียวกรณีเกาหลี โดยใช้เส้นขนานที่ 17 เหนือเป็นเส้นกั้นเขตแดน โดยให้เวียดมินห์เป็นฝ่ายปกครองเวียดนามเหนือไป ส่วนเวียดนามใต้ให้สถาปนาเป็นรัฐประชาธิปไตย โดยมีรัฐบาลประชาธิปไตยปกครอง แต่อันที่จริงแล้วกลับอยู่ในการแทรกแซงของชาติตะวันตกชาติต่างๆโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามาโดยตลอดนับตั้งแต่นั้น

สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2

สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

แต่หลังจากลงนามในสนธิสัญญากันแล้ว แต่ละฝ่ายต่างก็ยังพยายามที่จะหาหนทางรวมเวียดนามให้เป็นประเทศเดียวกันอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในกรณีเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ด้วยนั่นเอง สงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่า “สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2” จึงได้ระเบิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 เป็นต้นมา โดยมีมหาอํานาจสองค่ายหนุนหลังแต่ละฝ่ายอีกเช่นกัน สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 นี้ดําเนินไปอย่างยืดเยื้อจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1975 จึงยุติลง โดยฝ่ายเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายมีชัย และสามารถรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์จวบจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่ญี่ปุ่นบุกเข้ายึดครองเวียดนามในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นนั้น ในเวลานั้นเวียดนามมีสถานะเป็น “อินโดจีนฝรั่งเศส (French Indochina)” ส่วนในยุโรปนั้นประเทศฝรั่งเศสก็ถูกเยอรมนีบุกเข้ายึดครองไปตั้งแต่สงครามเริ่มได้ไม่นานเช่นกัน จึงทําให้อินโดจีนฝรั่งเศสจําต้องยอมรับในอํานาจของญี่ปุ่นไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง กระทั่งก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะยุติลงนั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรได้วางแผนให้ฝ่ายชาตินิยมจีนหรือพรรคก๊กมินตั๋งบุกเข้ายึดกรุงฮานอยทางตอนเหนือของเวียดนามจากญี่ปุ่น ลงมาจนถึงเส้นขนานที่ 16 เหนือ ส่วนอังกฤษก็ให้บุกยึดกรุงไซ่ง่อน ขึ้นไปจนถึงเส้นขนานที่ 16 เหนือเช่นกัน

จนเมื่อญี่ปุ่นได้ยอมจํานนในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 นั้น เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของเวียดนามหรือเวียดมินห์ได้อาศัยช่วงสุญญากาศนี้ ซึ่งเข้ายึดอํานาจตามเมืองสําคัญต่างๆ เช่น ฮานอย เว้ และไซ่ง่อน ก่อน แล้วจัดตั้งรัฐบาลของตัวเองขึ้น โดยมีโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh) เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล โดยจัดตั้งประเทศ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (Democratic Republic of Vietnam)” แล้วทําการประกาศอิสรภาพของตน ซึ่งถือเป็นการสถาปนาเอกราชที่สวนทางกับแผนของสัมพันธมิตร

แต่ด้วยคําแนะนําจากรัสเซียที่เป็นพี่เลี้ยงของเวียดมินห์ในตอนนั้น สตาลินเห็นว่าเวียดมินห์ยังไม่สมควรจะเปิดศึกกับฝ่ายสัมพันธมิตร จึงให้โฮจิมินห์ไปหาทางเจรจาวางข้อตกลงกับฝรั่งเศสยอม เข้าร่วมอยู่ในสหภาพฝรั่งเศส (French Union) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่ในอารักขาของฝรั่งเศสเช่นเดียวกับหลายๆประเทศในอัฟริกาเพื่อแลกกับการยินยอมให้เวียดนามปกครองตนเอง ซึ่งโฮจิมินห์ก็ทําตาม แต่การเจรจาครั้งนั้นไม่เป็นผล ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็เตรียมพร้อมรับผลการเจรจาที่ไม่สําเร็จเอาไว้แล้ว สงครามอินโดจีนครั้งแรกจึงระเบิดขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1946

ในช่วงแรกๆของสงครามนั้น กองทัพเวียดมินห์ยังคงมีขนาดที่เล็กและมีอาวุธยุทโธปกรณ์จํากัด ซึ่งส่วนใหญ่ต้องขอการสนับสนุนมาจากรัสเซีย กองทัพเวียดมินห์หรือเวียดนามเหนือจึงต้องใช้ยุทธวิธีแบบจรยุทธหรือกองโจร ที่ใช้วิธีการแบ่งกําลังออกเป็นกองเล็กๆเพื่อให้เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและเงียบกริบ คอยดักซุ่มโจมตีกองทัพศัตรูหรือขุดกับดักหลุมพรางต่างๆเพื่อให้ศัตรูติดกับแล้วจึงเข้าตะลุมบอน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ถนัดและใช้ได้ผลในสงครามหลายๆแห่งมาแล้ว และนอกจากต้องต่อสู้กับกองทัพฝรั่งเศสแล้ว ศึกครั้งนี้ก็ยังมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาช่วยเหลือทางฝ่ายฝรั่งเศสอีกด้วย

แต่ต่อมาเมื่อถึงปี ค.ศ. 1949 ฝ่ายคอมมิวนิสต์จีนซึ่งสามารถเอาชนะเหนือฝ่ายก๊กมินตั๋งได้อย่างราบคาบและก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China) ขึ้นแล้ว จีนจึงยื่นมือเข้ามาให้การสนับสนุนทั้งกําลังทหารและอาวุธอย่างเต็มที่ จากนั้นมาฝ่ายเวียดมินห์ก็ไม่ต้องใช้ยุทธวิธีการรบแบบจรยุทธเป็นหลักอีกต่อไป โดยหันมาใช้ยุทธวิธีการรบในแบบประจัญบานเต็มรูปแบบโดยผสมผสานกับการรบแบบจรยุทธเป็นกําลังสนับสนุน กระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1954 นั่นเอง ฝรั่งเศสจึงเป็นฝ่ายจนมุมในสมรภูมิสุดท้ายที่เมืองเดียนเบียนฟู ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม จนฝ่ายฝรั่งเศสต้องประกาศยอมแพ้และให้มีการเจรจาสันติภาพกันขึ้นที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในเดือนกรกฎาคม

ในคราวเดียวกันนั้นได้เปิดการเจรจาขึ้น 2 เรื่อง คือปัญหาเกาหลีที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้จนกระทั่งค้างคามาจนถึงทุกวันนี้ แต่สําหรับปัญหาเวียดนามนั้นได้มีการบรรลุข้อตกลง โดยให้แบ่งเวียดนามออกเป็นเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้โดยใช้เส้นขนานที่ 17 เหนือเป็นเส้นกั้นเขตแดน และรับรองเวียดนามเหนือให้ใช้ชื่อประเทศว่า “สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม” ตามเดิม ส่วนเวียดนามใต้ก็ให้ใช้ ชื่อประเทศว่า “สาธารณรัฐเวียดนาม (Republic of Vietnam)” แล้วให้ทั้งสองฝ่ายตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นเพื่อนําไปสู่การเลือกตั้งต่อไป ซึ่งเวียดมินห์ก็ยอมรับในเรื่องนี้

สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

นอกจากนี้แล้วทั้งสองฝ่ายยังต้องเปิดโอกาสให้มีการยักย้ายถ่ายเทผู้คนที่ต้องการอพยพข้ามเขตไปอาศัยยังแต่ละฝ่ายอย่างอิสระอีกด้วย แต่ข้อตกลงนี้เป็นหลุมพราง เนื่องจากสหรัฐฯและฝรั่งเศสหวังว่าการเลือกตั้งจะเป็นการโยนหินถามทางประชาชนว่าต้องการระบอบใด ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าในที่สุดฝ่ายประชาธิปไตยต้องชนะแล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็จะมีความชอบธรรมในการหาเหตุกําจัดพวกเวียดมินห์ออกไปได้

แต่ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นปรากฏว่าคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายมีชัยอย่างท่วมท้น และโฮจิมินห์ก็ได้เป็นประธานาธิบดีของเวียดนามเหนือต่อไป ส่วนเวียดนามใต้ก็ได้นาย โงดินห์เดียม (Ngo Dinh Diem) เป็นนายกรัฐมนตรี โดยตามรัฐธรรมนูญของเวียดนามใต้นั้นกําหนดให้ประมุขแห่งรัฐจะต้องเป็นกษัตริย์ ประมุขของเวียดนามใต้จึงเป็นกษัตริย์บ้าวได้ (Bao Dai) ซึ่งดํารงตําแหน่งนี้มาตั้งแต่สมัยยังเป็นอินโดจีนฝรั่งเศสแล้ว

แต่กษัตริย์เวียดนามใต้นี้ก็ไม่ได้มีพระราชอํานาจอย่างแท้จริงแต่อย่างใด การบริหารประเทศจึงอยู่กับนายกรัฐมนตรี และโงดินห์เดียมก็ถูกมองว่าเป็นตัวจัดวางของสหรัฐอเมริกาที่เริ่มต้นเข้ามาแทรกแซงเวียดนามตั้งแต่ในสงครามอินโดจีนครั้งแรกแล้ว แต่นับจากที่มีผลการเลือกตั้งออกมาทั้งสองฝ่ายแล้ว ยิ่งทําให้ความหวาดระแวงระหว่างเวียดนามทั้งสองมีความเขม็งเกลียวมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เมื่อยิ่งแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการกําจัดคอมมิวนิสต์ให้หมดสิ้นมากขึ้นเท่าใด ฝ่ายเวียดนามเหนือก็ยิ่งมีความระแวงมากขึ้นเท่านั้น

ในการกล่าวสุนทรพจน์ของ ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight Eisenhower) ประธานาธิบดีสหรัฐฯใน เวลานั้นหลายๆครั้งก็ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความวิตกกังวลในการแผ่ขยายอย่างรวดเร็วของลัทธิคอมมิวนิสต์ จนต้องหยุดยั้งการแพร่กระจายนี้ให้สําเร็จ และโงดินห์เดียม นายกรัฐมนตรีเวียดนามใต้ก็รับลูกจากไอเซนฮาวร์ ถูกครหาว่าทุจริตคอร์รัปชันอย่างเอิกเกริกอีกด้วย จึงทําให้เกิดมีการรัฐประหารรัฐบาลของโงดินห์เดียม โดยกลุ่มนายทหารเวียดนามใต้กลุ่มหนึ่งที่ได้รับการ สนับสนุนจากซีไอเอในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1963 ซึ่งโงดินห์เดียมก็ถูกลอบสังหารเสียชีวิตลงพร้อมกับเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย และในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จอห์น เอฟ. เคนเนดี ก็ถูกลอบสังหารที่ดัลลัส สหรัฐอเมริกาในระหว่างที่ยังดํารงตําแหน่งอยู่ไปอีกคน ท่ามกลางปริศนาว่าฝ่ายใดกันแน่ที่เป็นผู้ลงมือลอบสังหารเคนเนดี จนทุกวันนี้ก็ไม่มีใครไขปริศนานี้ได้ตก

เมื่อเคนเนดีเสียชีวิตลง ลินดอน จอห์นสัน (Lyndon Johnson) ได้ขึ้นดํารงตําแหน่งแทน นับตั้งแต่นั้นเองที่นโยบายต่อเวียดนามจึงได้กลับมาเป็นเรื่องสําคัญอีกครั้ง และยิ่งมีการโถมกําลังทหารเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างมากยิ่งขึ้นในสมัยของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) เพื่อต้องการเผด็จศึกโดยเร็ว นอกจากนี้ก็ยังมีการขอกําลังสนับสนุนจากพันธมิตรของสหรัฐฯอีกหลายประเทศรวมทั้งไทยด้วยเข้าไปช่วยสู้รบในสงครามครั้งนี้ แต่สถานการณ์กลับยิ่งย่ำแย่ลงนับจากนั้น

หลังจากที่โงดินห์เดียมเสียชีวิตลง สถานการณ์การเมืองในเวียดนามใต้กลับยิ่งไม่มีเสถียรภาพตั้งแต่นั้น เกิดการรัฐประหารยึดอํานาจกันขึ้นมาอีกหลายครั้งหลายหน และการสู้รบก็ยิ่งมีความผิดพลาดมากขึ้น แม้จะโถมกําลังทหารและกําลังอาวุธเข้าไปมากยิ่งขึ้นเท่าใดก็ไม่มีวี่แววว่าจะเผด็จศึกนี้ได้ และการสู้รบก็ยังขยายแนวออกไปเรื่อยๆจนถึงประเทศลาวและกัมพูชาอีกด้วย ส่วนทางฝ่ายเวียดนามเหนือนั้นก็กลับยิ่งฮึกเหิม นอกจากจะได้กองทัพของจีนคอมมิวนิสต์มาช่วยแล้ว ก็ยังมีกําลังทหารคอมมิวนิสต์จากลาว กัมพูชา และเกาหลีเหนือเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน โดยมีรัสเซียคอยให้ความช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์เช่นเดียวกับในสงครามเกาหลี

สงครามเวียดนาม ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ชาติมหาอำนาจของโลกยังต้องปราชัย

เมื่อสงครามไม่อาจจะเผด็จศึกลงได้ง่ายๆอย่างที่คาดหมายไว้เช่นนี้ก็ยิ่งทําให้สหรัฐฯต้องโถมกําลังพลและอาวุธเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อยิ่งโถมกําลังเข้าไปมากเท่าใดก็ยิ่งต้องใช้งบประมาณไปกับสงครามครั้งนี้อย่างมากมายมหาศาลตามไปด้วย ส่วนด้านสถานการณ์ภายในประเทศของ สหรัฐอเมริกาเองก็มีการประท้วงต่อต้านสงครามกันอย่างกว้างขวางและดูจะยิ่งขยายวงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดประธานาธิบดีนิกสันก็พยายามจะหาทางลงโดยลอบติดต่อกับฝ่ายเวียดนามเหนือเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพ กระทั่งสําเร็จในเดือนมกราคม ค.ศ. 1973 จึงมีการลงนามในสัญญาสงบศึกที่ปารีส

แต่แล้วในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1974 นิกสันก็ถูกกดดันให้ต้องลาออกจากตําแหน่งเนื่องจากกรณีอื้อฉาวซึ่งถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้ง การต้องลงจากตําแหน่งไปกลางคันของนิกสันนี้ทําให้ฝ่ายเวียดนามเหนือไม่มั่นใจในสัญญาที่ทําไว้ว่าอาจมีการบิดพริ้วก็เป็นได้ ในที่สุดตอนต้นปี ค.ศ. 1975 ฝ่ายเวียดนามเหนือจึงบุกข้ามเส้นขนานที่ 17 เข้ามาก่อน การบุกครั้งนี้ถือเป็นการบุกเพื่อปิดฉากสงครามยืดเยื้อนี้ลงอย่างแท้จริง

สงครามครั้งใหม่ดําเนินไปจนกระทั่งถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1975 จึง ได้ยุติลง โดยที่ฝ่ายเวียดนามเหนือสามารถบุกเข้ายึดกรุงไซ่ง่อนได้สําเร็จ และสหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถทําอะไรได้ เนื่องจากรัฐสภาสหรัฐฯเห็นว่าสงครามครั้งนี้สร้างความเสียหายให้แก่สหรัฐอเมริกามากพอแล้ว และเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า จึงไม่ยอมอนุมัติการส่งกองทัพไปเวียดนามครั้งใหม่อีก กําลังทหารและเจ้าหน้าที่อเมริกันชุดสุดท้ายจึงถูกสั่งให้ถอนออกจากเวียดนามในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1975

โดยก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน เจอราลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) ประธานาธิบดีคนใหม่ได้ออกแถลงการณ์เรื่องการถอนทหารออกจากเวียดนามทั้งหมดอย่างเป็นทางการเพื่อจะเป็นการยืนยันแล้วเช่นกัน สงครามเวียดนามที่สู้รบกันมายาวนานถึง 19 ปีจึงถือว่ายุติลงไปในปีนั้นเอง สงครามครั้งนี้นอกจากจะสร้างความเสียหายทางด้านทรัพยากรอย่างประเมินค่าไม่ได้แล้ว ยังต้องสูญเสียชีวิตทหารและพลเรือนบริสุทธิ์ไปอย่างมากมายหลายล้านคนเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังได้ทิ้งบาดแผลอันเจ็บปวดไว้ให้แก่ผู้ที่ยังอยู่ต้องจดจําไปอีกนานชั่วนาตาปี

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet