วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 2

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 2

สหรัฐอเมริกาเริ่มจับสัญญาณความผิดปกติของรัสเซียที่ลอบเข้าไปสร้างฐานยิงขีปนาวุธในคิวบาได้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1962 โดยเครื่องบินสอดแนมแบบ ยู-2 (U-2) ของสหรัฐฯสามารถถ่ายภาพเครื่องบินขับไล่แบบ มิก-21 (Mig-21) ของรัสเซียฝูงหนึ่งกับเครื่องบินทิ้งระเบิด และขีปนาวุธที่ใช้ ยิงจากพื้นขึ้นสู่อากาศจํานวนหนึ่งกระจายอยู่ตามจุดต่างๆหลายจุด จากภาพเหล่านั้นทําให้สหรัฐฯวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการเตรียมการก่อสร้างฐานขีปนาวุธ เรื่องนี้ถูกรายงานไปถึงประธานาธิบดี จอห์น เอฟ.เคนเนดี (John F. Kennedy) ประธานาธิบดีเวลานั้นในวันที่ 10 ตุลาคม และในเวลาใกล้เคียงกัน ทางด้านวุฒิสมาชิกแห่งรัฐฟลอริดาในเวลานั้นซึ่งมาจากพรรครีพับลิกันก็ได้รับรายงานจากสายข่าวที่เป็นชาวคิวบาลี้ภัยในเรื่องเดียวกันนี้

ความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี กับฝ่ายกองทัพ

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 2

เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นการเมืองภายในขึ้นมาในทันที โดยวุฒิสมาชิกจากรีพับลิกันคนต่างๆต่างออกมากล่าวหาทีมงานทําเนียบขาวของประธานาธิบดีเคนเนดีซึ่งมาจากพรรคเดโมแครตว่าจงใจปิดบังข่าวสารที่คุกคามต่อความสงบสุขของชาวอเมริกัน กระทั่งวันที่ 16 สิงหาคม จึงมีภาพถ่ายจากเครื่องบินสอดแนมอีกชุดหนึ่งมาถึงมือเคนเนดี จากภาพถ่ายชุดนี้ซึ่งมีความชัดเจนกว่าชุดแรกมาก จึงทําให้ระบุได้อย่างชัดเจนว่าขีปนาวุธที่พบในคิวบานี้เป็นแบบ อาร์ 12 (R-12) ซึ่งติดหัวรบนิวเคลียร์ หรือระเบิดไฮโดนเจน ที่ออกแบบโดยรัสเซีย

นอกจากนี้ทางซีไอเอ (CIA) หรือหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยังได้รับข่าวกรองที่เชื่อถือได้มาตอกย้ำความชัดเจนยิ่งขึ้นว่ารัสเซียมีการก่อสร้างฐานขีปนาวุธในคิวบาอย่างแน่นอน พอถึงวันที่ 22 ตุลาคมประธานาธิบดีเคนเนดีจึงสั่งให้ตั้งคณะกรรมการบริหารสูงสุดแห่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (Executive Committee of the National Security Council) หรือ เอ็กซ์คอมม์ (EXCOMM) ขึ้นเพื่อกําหนดยุทธศาสตร์ในกรณีดังกล่าว

จากการประชุมของเอ็กซ์คอมม์นั้น ในที่สุดต่างก็มีการลงความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ว่ากรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นการคุกคามเสถียรภาพของสหรัฐฯอย่างรุนแรง จึงต้องมีการตอบโต้ขั้นเด็ดขาดด้วยการส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดยังจุดก่อสร้างเหล่านั้น โดยที่ประชุมต่างก็ออกความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ารัสเซียต้องการใช้คิวบาเพื่อหยุดยั้งการแผ่ขยายอํานาจของสหรัฐอเมริกา สหรัฐฯจึงจําเป็นต้องชิงความได้เปรียบเพื่อหยุดยั้งแผนการของรัสเซียลงก่อน

แต่เคนเนดีก็กลับเห็นต่างไปจากคณะกรรมการเอ็กซ์คอมม์ โดยเชื่อว่าควรพุ่งเป้าความสนใจไปที่เบอร์ลินมากกว่า เพราะรัสเซียต้องการขจัดอํานาจของชาติตะวันตกออกจากเบอร์ลินตะวันตกอยู่แล้ว จากนั้นก็เข้ายึดครองเบอร์ลินทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ การสร้างฐานขีปนาวุธอาจเป็นเพียงเป้าหลอก ถ้าหากสหรัฐฯผลีผลามกระทําการรุนแรงในทันทีต่อคิวบาก็จะสร้างความชอบธรรมให้แก่รัสเซียในการส่งกําลังเข้าบุกเบอร์ลินตะวันตกได้ แผนโจมตีคิวบาจึงต้องหยุดชะงักลงไปก่อนท่ามกลางความไม่พอใจของทางฝ่ายทหารที่ต้องการให้เคนเนดีสั่งโจมตีคิวบาในทันที และไม่เพียงเคนเนดีจะสั่งระงับการใช้กําลังทหารเท่านั้น เขายังสั่งให้ที่ประชุมเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไว้ก่อนเพื่อดูท่าทีของรัสเซียต่อไปว่าจะเดินไปตามทิศทางไหน

แต่ในวันเดียวกันนั้นทางรัฐสภาสหรัฐฯกลับมีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ออกมาก่อนด้วยการตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนให้ทราบทั่วกัน โดยยังได้มีการนําภาพถ่ายฐานยิงขีปนาวุธในคิวบาที่กําลังก่อสร้างเหล่านั้นมาเปิดเผยอีกด้วย การเปิดเผยของรัฐสภาดังนี้ทําให้ทางฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถที่จะปกปิดข่าวได้อีกต่อไป ประธานาธิบดีเคนเนดีจึงต้องออกมาแถลงต่อประชาชนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางโทรทัศน์ในวันเดียวกันนั้น โดยยอมรับว่ามีการตรวจพบว่ารัสเซียมีการติดตั้งฐานขีปนาวุธที่ คิวบาจริงซึ่งทางรัฐบาลได้พยายามหยุดยั้งการกระทําดังกล่าวอยู่

โดยได้ส่งกองเรือรบออกไปลาดตระเวนทั่วน่านน้ำระหว่างสหรัฐฯและคิวบา มีการเฝ้าระวังเรือทุกลําในบริเวณนั้นและกักกันเรือทุกลําที่จะมุ่งหน้าไปคิวบา โดยจะไม่ยอมให้มีเรือลําใดสามารถขนวัสดุอุปกรณ์ส่วนประกอบของขีปนาวุธ หรือขีปนาวุธใดๆเล็ดลอดเข้าสู่คิวบาไปได้เป็นอันขาด และยืนยันด้วยว่ารัฐบาลจะทําอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันให้รัสเซียต้องยินยอมถอนขีปนาวุธเหล่านั้นออกจากคิวบาไปให้หมดสิ้น

เมื่อความเคลื่อนไหวต่างๆของสหรัฐอเมริกาทราบไปถึงรัสเซีย นิกิตา ครุชชอฟ ผู้นํารัสเซียจึงสั่งให้เรือทุกลําหยุดการขนถ่ายวัสดุอุปกรณ์ไปที่คิวบาลงชั่วคราวในทันที โดยให้รออยู่บริเวณน่านน้ำสากลไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตน่านน้ำของสหรัฐฯและคิวบา เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าอันไม่จําเป็น ยกเว้นเพียงเรือดําน้ำของรัสเซียเท่านั้นที่ยังคงปฏิบัติการอยู่อย่างปกติ

แต่ในขณะที่เหตุการณ์กําลังอยู่ในช่วงจดๆจ้องๆกันอยู่นี้ได้มีเฮลิคอปเตอร์สังเกตการณ์ 2 ลําของฝ่ายสหรัฐฯตกลงย่านอ่าวเม็กซิโกตรงบริเวณใกล้กับน่านน้ำคิวบา แต่ทางการสหรัฐฯกลับปิดเรื่องนี้ แม้แต่จํานวนผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บก็ยังไม่มีการแถลงออกมาแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายเชื่อว่าเฮลิคอปเตอร์ทั้ง 2 ลําถูกส่งขึ้นบินลาดตระเวนและล่วงเข้าไปในน่านฟ้าของคิวบาจึงถูกทางฝ่ายคิวบายิงตก และในวันที่ 22 ตุลาคมเช่นกัน รัฐบาลสหรัฐฯได้มีการประกาศสถานะการเตรียมพร้อมการป้องกันภัย (Defense Readiness Condition) หรือ เดฟคอน (DEFCON) ให้อยู่ที่ระดับ 3 อีกด้วย

ระดับการป้องกันภัยหรือเดฟคอนนี้ตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการเตรียมความพร้อมทางด้านกําลังทหารสําหรับรับมือกับสถานการณ์สงครามนิวเคลียร์โดยเฉพาะ เป็นระดับนับจาก 5 ลงไปจนถึง 1 คือจากขั้นต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด หรือสถานการณ์รุนแรงที่สุดระดับ 5 คือ ระดับปกติ เตรียมพร้อมในที่ตั้ง ระดับ 4 คือ สูงกว่าปกติ เตรียมพร้อมทั้งข้อมูลข่าวสารและเสริมกําลังให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ระดับ 3 คือ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เครื่องบินรบติดขีปนาวุธนิวเคลียร์พร้อมจะขึ้นบินได้ใน 15 นาทีเมื่อมีคําสั่ง ระดับ 2 คือ สถานการณ์สามารถไปสู่สงครามนิวเคลียร์ได้ กําลังรบและกําลังอาวุธ รวมถึงขีปนาวุธพร้อมเตรียมเข้าสู่สงครามภายใน 6 ชั่วโมง ส่วนระดับ 1 ก็คือ สถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบ หัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดพร้อมรับคําสั่งกดปุ่มยิง

สําหรับการโต้ตอบจากฝ่ายรัสเซียนั้น ก่อนหน้าที่เคนเนดีจะออกมาแถลงข่าวทางโทรทัศน์ถึงชาวอเมริกันทุกคน ได้มีการยืนยันจากรัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย อังเดร โกรมิโก (Andrei Gromyko) ว่าสิ่งที่รัสเซียให้ความช่วยเหลือแก่คิวบาเป็นเพียงความช่วยเหลือเพื่อสถาปนาระบบป้องกันประเทศเท่านั้นไม่ใช่เพื่อคุกคามประเทศอื่นแต่อย่างใด แต่ต่อมาภายหลังจากที่เคนเนดีออกแถลงทางโทรทัศน์ 2 วัน ในวันที่ 24 ตุลาคม นิกิตา ครุชชอฟ ผู้นํารัสเซียก็ออกมายอมรับเองว่ามีการสร้างฐานขีปนาวุธในคิวบาจริง พร้อมกับคําปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวว่าจะไม่มีการถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาอย่างเด็ดขาด

โดยที่ครุชชอฟยังส่งโทรเลขไปถึงเคนเนดีโดยตรง ตอกย้ำอย่างเผ็ดร้อนว่าการกระทําของสหรัฐอเมริกานี้เป็นการละเมิดสิทธิ์ของรัฐเซียและคิวบา และการกักกันเรือของสหรัฐอเมริกาอันที่จริงก็คือคําพูดที่สวยหรูของการปิดล้อมนั่นเอง ซึ่งสหรัฐอเมริกากําลังใช้อารมณ์ที่ก้าวร้าว หากใจเย็นยอมตระหนักด้วยสติก็จะทราบข้อเท็จจริงว่าฝ่ายรัสเซียจะไม่มีวันทําลายข้อตกลงใดๆก่อนอย่างเด็ดขาด

สิ่งนี้ก็คือวาทะทางการเมืองที่ทั้งสองฝ่ายกําลังต่อสู้กันไปมา แต่ทางฝ่ายเคนเนดีไม่หลงกล เมื่อครุชชอฟประกาศออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้ ในวันที่ 25 ตุลาคม จึงได้มีการยกระดับการป้องกันภัยขึ้นมาที่ระดับ 2 ในทันที ซึ่งนับเป็นการประกาศเตรียมพร้อมในระดับสูงที่สุดเป็นครั้งแรกและเพียงครั้งเดียวเท่าที่มีการใช้ระบบเตือนภัยเดฟคอนนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการใช้ระบบนี้จวบจนถึงทุกวันนี้ จากนั้น เคนเนดีก็เรียกประชุมเอ็กซ์คอมม์อีกครั้งเพื่อตัดสินใจว่าจะบุกคิวบาหรือไม่ ซึ่งทางฝ่ายทหารมีการเตรียมแผนล่วงหน้าไว้แล้วอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยแผนที่ทางกองทัพเสนอนั้นก็คือการใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นขั้นสูงสุด แต่เคนเนดีไม่ต้องการให้ถึงจุดนั้นจึงมีการลังเลเรื่องการบุกคิวบา

เรื่องนี้ได้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างเคนเนดีกับกองทัพขึ้นมาในทันที โดยที่แหล่งข่าวในกองทัพผู้หนึ่งให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า แม่ทัพระดับสูงบางคนถึงกับสบประมาทเคนเนดีว่าเขาทําให้สหรัฐอเมริกาอับอายที่ไม่กล้าแสดงแสนยานุภาพรบกันให้แตกหัก ทําตัวเหมือนเด็กขี้โรคที่อ่อนแอ สําหรับทางด้านเคนเนดีนั้น เขาเห็นว่าสถานการณ์ในเวลานั้นยังไปไม่ถึงขั้นแตกหัก หากไปถึงขั้นที่แต่ละฝ่ายซึ่งต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ด้วยกันทั้งคู่เกิดกดปุ่มใส่กันขึ้นมา โลกก็คงไม่เหลืออะไรอีกต่อไป

แผนการถอนขีปนาวุธจูปิเตอร์ออกจากตุรกีและอิตาลี

แผนการถอนขีปนาวุธจูปิเตอร์ออกจากตุรกีและอิตาลี

ในเวลานั้นเองที่มีผู้เสนอแผนการถอนขีปนาวุธนิวเคลียร์จูปิเตอร์ (Jupiter) ซึ่งติดตั้งอยู่ในตุรกีและอิตาลีว่าขีปนาวุธนั้นกําลังจะถูกปลดประจําการเพราะใกล้หมดอายุการใช้งานอยู่แล้ว หากนํามาใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนเพื่อให้รัสเซียยอมถอนการติดตั้งขีปนาวุธที่คิวบาออกไปก็น่าจะโน้มน้าวรัสเซียได้ และสามารถหลีกเลี่ยงการทําสงครามได้อีกด้วย จากข้อเสนอดังกล่าวนี้จึงทําให้เคนเนดีเกิดความลังเลขึ้นและเห็นว่าน่าจะใช้หนทางทางการทูตก่อนการทหาร โดยให้ทดลองหยั่งเสียงไปทางรัสเซียดูว่าหากสหรัฐฯยินยอมถอนขีปนาวุธที่ตุรกีและอิตาลี รัสเซียจะว่าอย่างไร

จากท่าทีนี้จึงนํามาซึ่งโทรเลขที่ตอบกลับไปถึงครุชชอฟในวันเดียวกันนั้นด้วยลักษณะท่าทางแบบเอาน้ำเย็นเข้าลูบ โดยเคนเนดีขอให้ครุชชอฟรับประกันว่าไม่มีการติดตั้งขีปนาวุธร้ายแรงในคิวบา และเป็นเพียงการป้องกันประเทศเท่านั้นจริงๆ โดยขอให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปยืนอยู่ตรงจุดเดิมที่เคยมีข้อตกลงกันมาก่อน หมายถึงยังคงยอมรับระบบถ่วงดุลอํานาจที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือกันมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เคนเนดีตอบกลับไปในลักษณะนี้ในวงการเมืองรู้ดีว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาและสงวนท่าที่เพื่อรอดูเชิงกันก่อนเท่านั้นไม่ได้หมายความว่าเคนเนดีเชื่อใจครุชชอฟจริง ซึ่งท่าทีเช่นนี้ไม่ได้ ถูกใจฝ่ายทหารนัก

ในวันที่ 26 ตุลาคม ผู้นํากองทัพทั้งหมดจึงตบเท้าเข้าพบเคนเนดีเพื่อบีบคั้นให้เขาตัดสินใจใช้วิธีทางทหารเพื่อหยุดยั้งปัญหานี้เสีย โดยนําข้อมูลข่าวกรองทางทหารและจากซีไอเอมายืนยันพร้อมกันว่ารัสเซียไม่ได้ให้ความสําคัญต่อท่าทีของสหรัฐฯเลยแต่อย่างใด ทุกอย่างก็ยังคงเดินหน้าไปตามปกติ การก่อสร้างฐานยิงขีปนาวุธยังคงคืบหน้าไปเรื่อยๆ โดยพวกเขาได้ขอให้เคนเนดีตัดสินใจกลับไปตามแผนแรกคือการส่งเครื่องบินเข้าไปทิ้งระเบิดแบบปูพรมเพื่อทําลายสถานที่ก่อสร้างฐานขีปนาวุธทั้งหมดทิ้งเสียจึงจะสามารถยุติปัญหานี้ได้ โดยที่ฝ่ายทหารไม่รู้ว่าเวลานั้นทางฝ่ายรัสเซียก็ได้มีการเคลื่อนไหวในทางลับกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนของรัฐบาลสหรัฐฯแล้ว เพื่อจะหาทางลงในเรื่องนี้อยู่ด้วยเช่นกัน

ในวันที่ 26 ตุลาคม ได้มีสายลับเคจีบี (KGB) หรือหน่วยข่าวกรองของรัสเซียผู้หนึ่งชื่อ อเล็กซานเดอร์ โฟมิน (Aleksandr Fomin) ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยประจําวอชิงตัน ดีซี ของฝ่ายรัสเซีย ติดต่อขอให้เพื่อนคนหนึ่งชื่อ จอห์น สคาลี (John Scalf) ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวประจําสถานีโทรทัศน์ เอบีซี นิวส์ (ABC News) เพื่อให้สคาลีเป็นตัวกลางส่งสัญญาณไปถึงเพื่อนระดับสูงของเขาในคณะรัฐบาลสหรัฐฯว่าทางฝ่ายรัสเซียยินยอมเจรจาเพื่อต่อรองเงื่อนไขระหว่างกัน โดยเสนอว่ารัสเซียจะยอมถอนการติดตั้งขีปนาวุธออกไปจากคิวบา หากสหรัฐฯจะแถลงยืนยันต่อสาธารณะว่าจะไม่มีการรุกรานคิวบาไม่ว่ากรณีใดๆ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันโดยจดหมายของครุชชอฟที่มีมาถึงเคนเนดีในเวลาต่อมาพูดถึงเรื่องเดียวกันนี้

แต่สิ่งที่รัสเซียกําลังทําอยู่นี้ทางฝ่ายคิวบากลับไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าใดนัก คาสโตรได้ส่งโทรเลขไปที่ครุชชอฟแสดงความกังวลของเขาที่เกรงว่าสหรัฐอเมริกาอาจไม่ทําตามสัญญาเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรเสียก็ต้องมีการสั่งบุกคิวบาอย่างแน่นอน จึงได้ขอให้ครุชชอฟชิงลงมือทําสงครามเสียก่อน อย่างไรก็ดีคาสโตรไม่ทราบแผนการที่แท้จริงของครุชชอฟว่ากําลังคิดอะไรอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน คาสโตรก็เตรียมการป้องกันตนเองด้วยการเตรียมพร้อมในระดับสูงสุดเช่นกัน โดยสั่งฐานปืนต่อสู้ อากาศยานทุกแห่งสามารถยิงเครื่องบินสหรัฐฯทุกลําที่บินล้ำน่านฟ้าคิวบาเข้ามา แต่คําขอของคาสโตรก็ถูกครุชชอฟเพิกเฉย

ในวันที่ 27 ตุลาคม ครุชชอฟได้ออกอากาศทางวิทยุมอสโคว์ตอกย้ำถึงข้อแลกเปลี่ยนที่เขาส่งไปถึงเคนเนดีว่าจะยินยอมถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาหากสหรัฐฯยินยอมมีสิ่งแลกเปลี่ยน แต่ข้อแลกเปลี่ยนที่ครุชชอฟกล่าวถึงนี้กลับเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงคํายืนยันต่อสาธารณะว่าจะไม่รุกรานคิวบา กลับกลายเป็นเรื่องการถอนขีปนาวุธจูปิเตอร์ออกจากตุรกีและอิตาลีแทน

ในช่วงเวลาระหว่างที่กําลังมีการเจรจากันในทางลับอยู่นี้ ในวันที่ 12 ตุลาคมวันเดียวกันก็เกิดการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรงขึ้นอีกจนได้ โดยที่เหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในช่วงระหว่าง 13 วันอันตรายซึ่งอาจนําไปสู่การตัดสินใจกดปุ่มสงครามเต็มรูปแบบกันได้ทั้งสองฝ่าย จากการที่แต่ละฝ่ายต่างก็ระแวงกันว่าอีกฝ่ายมีแผนหลอกล่อให้เจรจาเพื่อซื้อเวลาแล้วลักลอบเคลื่อนกําลังเตรียมพร้อมทําสงครามกันหรือไม่

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดจากการที่เรือรบสหรัฐฯสามารถจับสัญญาณของเรือดําน้ำรัสเซียลําหนึ่ง แล่นฝ่าเข้ามาในแนวปิดล้อมของฝ่ายสหรัฐฯจึงได้ถูกเรือรบสหรัฐฯทิ้งระเบิดน้ำลึกเพื่อกดดันให้เรือดําน้ำรัสเซียลอยขึ้นมา เหตุการณ์นี้เคนเนดีเดือดดาลมากเพราะเกรงว่าจะเป็นการยั่วยุรัสเซียให้ตอบโต้กลับอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการตัดสินใจกระทําไปโดยพลการของฝ่ายกองทัพเรือโดยไม่มีคําสั่งจากประธานาธิบดีเสียก่อน และอาจทําให้แผนเจรจาลับที่กําลังทําอยู่ล้มเหลวลงก็เป็นได้ แต่กองทัพเรืออ้างว่ามันเป็นยุทธศาสตร์ตามปกติที่ต้องมีการกดดันผู้ล่วงละเมิดโดยโยนกลับไปที่คําสั่งของประธานาธิบดีที่เซ็นคําสั่งแผนกักกันเรือทุกลํา ซึ่งก็ส่งผลถึงการตอบโต้ด้วยยุทธวิธีตามความจําเป็นเช่นกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อยู่ภายในระหว่างประธานาธิบดีและกองทัพ โดยเฉพาะในเอ็กซ์คอมม์ หลายคนที่มาจากสายกองทัพและหน่วยข่าวกรองซึ่งไม่พอใจวิธีการทํางานของเคนเนดีที่พวกเขาเห็นว่าอ่อนแอและเล่นการเมืองมากเกินไป และสิ่งนี้อีกเช่นกันที่ทําให้เห็นได้ชัดว่าเหตุใดเคนเนดีจึงต้องเปิดเจรจาลับกับครุชชอฟ โดยไม่ให้เอ็กซ์คอมม์หรือฝ่ายกองทัพล่วงรู้แผนการนี้โดยเด็ดขาด

จากเหตุการณ์การทิ้งระเบิดน้ำลึกใส่เรือดําน้ำรัสเซียนี้อีกเช่นกันที่ทําให้คาสโตรซึ่งระแวงสหรัฐฯอยู่แล้วยิ่งเกิดความมั่นใจว่านั่นเป็นการเปิดฉากสงครามที่สหรัฐอเมริกาต้องส่งกําลังเข้าบุกคิวบาในก้าวต่อไปอย่างแน่นอน จึงมีจดหมายด่วนไปถึงครุชชอฟอีกฉบับขอให้รัสเซียเตรียมยิงขีปนาวุธใส่สหรัฐฯแบบตายไปด้วยกันเสียเลย แต่ครุชชอฟก็นิ่ง เนื่องจากในเวลานั้นทั้งครุชชอฟและเคนเนดีีกําลังบรรลุข้อตกลงที่สามารถปลดชนวนระเบิดครั้งนั้นได้แล้ว

ซึ่งเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันในวันนั้นก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจของทั้งสองฝ่ายเป็นอื่นไปได้ ทําให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าในที่สุด ครุชชอฟก็เผยท่าที่ออกมาแล้วว่าเขาไม่ได้ต้องการก่อสงครามใดๆมาตั้งแต่แรก โดยที่ฝ่ายเคนเนดีเองก็แสดงท่าทีนี้อย่างชัดเจนมาตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน มีแต่เพียงฝ่ายกองทัพและฝ่ายขวาจัดในรัฐบาลเคนเนดีเท่านั้นที่ต้องการสงคราม ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับทางฝ่ายรัสเซียที่มีเพียงแค่ครุชชอฟและคณะกรรมการ โปลิตบูโร (Politburo) หรือคณะ กรรมการการเมืองสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียบางคนซึ่งมีอํานาจอยู่เท่านั้นเป็นผู้เดินเกมนี้ แต่ไม่ใช่โปลิตบูโรทั้งหมด โดยเฉพาะสายเหยี่ยวของพรรคคอมมิวนิสต์

แต่ในที่สุดการเจรจาลับระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ประสบความสําเร็จ ฝ่ายสหรัฐฯได้ยอมถอนฐานขีปนาวุธจูปิเตอร์ออกจากตุรกีและอิตาลี เพื่อแลกกับรัสเซียที่ยอมถอนการติดตั้งขีปนาวุธทั้งหมดไปจากคิวบาเช่นกัน โดยข้อตกลงนี้บรรลุในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1962 จึงถือได้ว่าวิกฤตการณ์ ขีปนาวุธคิวบาได้ยุติลงในวันนั้นด้วย

ในวันที่ 28 ตุลาคม วิทยุมอสโคว์ออกคําประกาศของครุชชอฟยืนยันการถอนการติดตั้งขีปนาวุธในคิวบา โดยจะมีการขนย้ายอุปกรณ์ต่างๆกลับสู่รัสเซียตั้งแต่วันนั้นไปจนกระทั่งสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน โดยให้ฝ่ายสหรัฐฯและเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติคอยสังเกตการณ์ด้วย เช่นเดียวกับทางฝ่ายสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีเคนเนดีก็มีการแถลงต่อสาธารณะว่าจะมีการถอนขีปนาวุธออกจากตุรกีและอิตาลีตามข้อตกลงนี้ โดยจะไม่มีการบุกคิวบาตามที่ตกลงไว้อีกข้อหนึ่งเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน

แต่ความสําเร็จนี้ทางฝ่ายกองทัพและพวกสายเหยี่ยวของทั้งสองฝ่ายกลับมองเห็นว่าเป็นความปราชัยของทั้งคู่มากกว่า แม้ว่าสิ่งที่ผู้นําทั้งสองกระทํานี้จะเป็นผลดีต่อโลกโดยรวม และมันได้ทําให้เห็นว่าอย่างไรเสียในที่สุดแล้วทั้งสองฝ่ายก็ไม่ต้องการให้เกิดสงครามขึ้น โดยเฉพาะสงครามล้างโลกด้วยอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งคนทั้งโลกหวาดวิตกกันว่าจะเกิดขึ้นในยุคแห่งการเผชิญหน้านี้ที่คล้ายระเบิดเวลารอการระเบิดในช่วงของสงครามเย็นเวลานั้น อย่างไรเสียการหันหน้าเข้าเจรจาและยอมลดราวาศอกถอยกันคนละก้าวก็ดีกว่าการทํานั่นกันให้บาดเจ็บล้มตายกันด้วยทิฐิของทั้งสองฝ่าย

และก็ด้วยทิฐิที่ไม่มีการยอมกันของคนบางกลุ่มบางพวกที่คิดว่าตนก็มีอํานาจและสามารถจัดการอะไรให้เป็นไปตามใจชอบได้นั่นเอง ที่ต่อมาทําให้ทั้งเคนเนดี และ ครุชชอฟ ต้องประสบกับชะตากรรมที่คล้ายๆกันหรือไม่ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1963 ในอีกปีต่อมาเคนเนดีก็ถูกลอบสังหารอย่างเป็นปริศนาระหว่างเยี่ยมประชาชนที่เมืองดัลลัส เท็กซัส ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการรุมกินโต๊ะของศัตรูทางการเมืองจากทั่วทุกสารทิศซึ่งไม่พอใจการทํางานของเขาซึ่งทําให้คนพวกนั้นเสียผลประโยชน์

ส่วนทางฝ่ายครุชชอฟนั้น อีก 2 ปี ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1964 ในระหว่างที่เขาไปพักผ่อนตากอากาศกับครอบครัวที่เมืองอับคาเซีย ริมทะเลดํา ครุชชอฟก็ถูกยึดอํานาจโดยกลุ่มทหารและคณะกรรมการโปลิตบูโรกลุ่มหนึ่ง บุกเข้ายึดที่ทําการรัฐบาลแล้วประกาศปลดครุชชอฟออกจากตําแหน่ง จากนั้นจึงมีการเลือกตั้งผู้นําคนใหม่ โดยมี เลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhney) ขึ้นมาเป็นผู้นํารัสเซียต่อจากนั้น ส่วน นิกิตา ครุชชอฟ นั้นถูกกักบริเวณให้อยู่อย่างเงียบๆตั้งแต่นั้นไปจนกระทั่งเสียชีวิตลงในเดือนกันยายน ค.ศ. 1971

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet