วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตอนที่ 1

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

กล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ใครๆก็มักจินตนาการไปถึงภาพสงครามทําลายล้างกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ที่ต่างฝ่ายต่างกดปุ่มยิงกันไปมาจนโลกทั้งโลกพินาศลงไปในพริบตา จากฝันร้ายเมื่อครั้งปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐอเมริกานําระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูกไปถล่มที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นจนทําให้เมืองทั้งเมืองต้องพินาศลงในทันที และมีผู้คนล้มตายทันทีหลายแสนคน ส่วนคนที่รอดชีวิตก็ทุพพลภาพและมีชีวิตอยู่อย่างทุกทรมานคล้ายตายทั้งเป็นอีกมากมายซึ่งหลายๆภาพยังคงจําติดตาถึงความสยดสยองในครั้งนั้น

แต่นั่นเป็นนิวเคลียร์ในยุคแรกๆที่มีการประดิษฐ์กันในสมัยนั้น นิวเคลียร์ในยุคใหม่นี้มีอานุภาพมากกว่าที่เคยไปทิ้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากินับร้อยเท่าพันทวี และยังมีการสะสมกันมากมายกระจายอยู่ตามฐานยิงต่างๆทั่วโลก ไม่ได้มีเพียง 2 ลูกอย่างในอดีต แล้วถ้าหากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งชาติมหาอํานาจเกิดหน้ามืดตัดสินใจกดปุ่มยิงนิวเคลียร์ชนิดข้าอยู่ไม่ได้เอ็งก็อย่าอยู่ แหลกกันไปให้หมดทั้งโลกเช่นนั้น คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

ยากจะคาดเดาการตัดสินใจยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่อะไรก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น หากแต่ละฝ่ายยังยืนอยู่บนความรู้สึกที่ยอมกันไม่ได้ ถอยกันไม่เป็น โดยเฉพาะพวกที่ทะนงว่าตนทรงอํานาจไม่เป็นรองใคร การตัดสินใจของคนพวกนี้อันตรายมาก เพราะสามารถทําให้ทุกสิ่งทุกอย่างพินาศได้ในชั่วพริบตาจากการตัดสินใจของตน แต่จะเชื่อหรือไม่ว่าเหตุการณ์ที่หวาดกลัวกันอย่างมากเช่นนี้เกือบที่จะเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1962 ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงเพียงแค่ 17 ปี สงครามโลกครั้งที่ 3 ก็เกือบจะระเบิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่ปีนั้น

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 13 วันอันตรายที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

เหตุการณ์ที่กล่าวถึงนี้ก็คือ “วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา” หรือบ้างก็ เรียกว่า “วิกฤตการณ์เดือนตุลาคม” เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 16-28 ตุลาคม ค.ศ. 1962 นับเป็นระยะเวลา 13 วันซึ่งโลกต้องลุ้นระทึกว่าเหตุการณ์จะบานปลายไปถึงสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ เพราะสองมหาอํานาจคือ สหรัฐฯ และ รัสเซีย ต่างก็ตั้งคุมเชิงกัน และพร้อมที่จะกดปุ่มปล่อยระเบิดด้วยกันทั้งสองฝ่าย หากตนเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำก็ขอให้พินาศกันไปทั้งสองฝ่ายเสียเลย

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีสาเหตุเริ่มต้นจากการที่เครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯที่บินผ่านเหนือน่านฟ้าคิวบา แล้วสามารถถ่ายภาพของฐานลับแห่งหนึ่งในบริเวณเมืองซาน คริสโตบาล จังหวัดพินาร์ เดล ริโอ ทางทิศตะวันตกของคิวบา ฐานแห่งนี้ตั้งอยู่กลางป่าลึกซึ่งถูกถางโล่งเตียนและอยู่ในลักษณะเตรียมการก่อสร้าง โดยมีวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างและค่ายคนงานตั้งอยู่อย่างระเกะระกะ แต่สิ่งที่ทําให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีก็คือภาพของกองวัสดุอุปกรณ์บางอย่างนั้นมีรูปร่างเป็นท่อขนาดใหญ่คล้ายกับวัสดุที่สามารถประกอบเป็นขีปนาวุธได้

เมื่อภาพถ่ายดังกล่าวถูกนําเอามาวิเคราะห์อย่างละเอียดโดยฝ่ายยุทธการของกองทัพสหรัฐฯก็ลงความเห็นว่าสิ่งที่เห็นเป็นการเตรียมการก่อสร้างฐานขีปนาวุธของรัสเซียในคิวบานั่นเอง หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับรัสเซียสามารถเข้ามาตั้งฐานยิงขีปนาวุธอยู่ปลายจมูกของสหรัฐฯเท่านั้น เนื่องจากเกาะคิวบาตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งรัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกาเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ถ้าหากมองจากมุมของฝ่ายตรงข้ามแล้ว รัสเซียก็จําเป็นที่จะต้องติดตั้งฐานขีปนาวุธที่คิวบา เนื่องจากถือเป็นการคานอํานาจของสหรัฐอเมริกา และเพื่อเป็นหลักประกันว่าสหรัฐฯจะไม่ฉวยโอกาสคุกคามคิวบา เนื่องจากคิวบาถือเป็นยุทธศาสตร์สําคัญของค่ายคอมมิวนิสต์ที่ตั้งอยู่ห่างจากแหลมฟลอริดาของสหรัฐเพียง 150 กิโลเมตรเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น สหรัฐอเมริกายังมีค่ายทหารของตนตั้งอยู่ที่กวนตานาโม ซึ่งเป็นจังหวัดตรงสุดปลายเกาะทิศตะวันออกของคิวบาที่สหรัฐฯยึดครองไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1898 แล้ว และมีการไปตั้งฐานทัพเรือขึ้นที่นั่น จ่อคอคิวบาชนิดหายใจรดต้นคอด้วยเช่นกัน สําหรับสาเหตุสําคัญอีกสาเหตุหนึ่งที่ทําให้รัสเซียต้องติดตั้งฐานยิงขีปนาวุธที่คิวบาก็เป็นเพราะว่าในเวลานั้นการแข่งขันสะสม อาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯและรัสเซียนั้น รัสเซียยังนับเป็นรองสหรัฐฯอยู่มากในราว 3 ต่อ 1 อย่างที่ทราบกันว่าสหรัฐอเมริกานั้นประสบความสําเร็จในการทดลองอาวุธนิวเคลียร์มาก่อนรัสเซียเป็นเวลานานหลายปี จึงไปได้ไกลกว่าหลายก้าวและสะสมอาวุธนิวเคลียร์ได้มากกว่า สิ่งนี้สร้างความหวั่นเกรงให้แก่รัสเซียมาก เพราะสหรัฐอเมริกาอาจใช้ความเป็นต่อนี้ข่มขู่รัสเซียได้ โดย เฉพาะปัญหาระหว่างเยอรมนีตะวันตกกับเยอรมนีตะวันออก

กำแพงเบอร์ลิน

ภายหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ลงแล้วนั้น เยอรมนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ โดยเยอรมนีตะวันตกอยู่ในความดูแลของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ส่วนเยอรมนีตะวันออกก็ตกอยู่ในความดูแลของรัสเซีย ซึ่งหมายถึงทั้งสองประเทศนี้ถูกแบ่งแยกโดยลัทธิการเมืองตามไปด้วย ขณะที่เยอรมนีตะวันตกนั้นอยู่ฝ่ายของโลกทุนนิยม เยอรมนีตะวันออกก็อยู่ฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์ แต่สิ่งสําคัญคือเมืองหลวงของเยอรมนีทั้งสองก็คือกรุงเบอร์ลินนั้นก็ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยเช่นกัน เป็นเบอร์ลินตะวันตก และเบอร์ลินตะวันออก

โดยเบอร์ลินตะวันตกนั้นอยู่ในความดูแลของชาติทุนนิยมทั้งสาม ส่วนเบอร์ลินตะวันออกก็อยู่ในความดูแลของรัสเซียเช่นกัน แต่สิ่งสําคัญก็คือเบอร์ลินทั้งสองตั้งอยู่ในเขตของเยอรมนีตะวันออก จึงถือว่าอยู่ในวงล้อมของคอมมิวนิสต์ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการล้อมรั้วและแยกเบอร์ลินทั้งสองออกจากกันอย่างเด็ดขาด ด้วยการสร้างแนวกําแพงเบอร์ลินขึ้นเพื่อไม่ให้คนทั้งสองฝ่ายเล็ดลอดเข้าไปในเขตของกันและกันอย่างถาวร

แต่ถึงอย่างไรฝ่ายรัสเซียก็ถือว่าเบอร์ลินตะวันตกเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของเยอรมันตะวันออก เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตของเยอรมันตะวันออก จึงเป็นการเสี่ยงต่อการที่สายลับหรือฝ่ายการเมืองของโลกทุนนิยมจะอาศัยเบอร์ลินตะวันตกเป็น “ม้าไม้เมืองทรอย” เข้าไปบ่อนทําลายเยอรมันตะวันออกทีละน้อยจนล่มสลายอย่างเช่นเมืองทรอยได้ (เมืองทรอยคือเมืองสําคัญในอดีตเมื่อหลายพันปีมาแล้วเป็นศัตรูกับชาวกรีกโบราณ ชาวกรีกอาศัยกลยุทธ์สร้างม้าไม้ขนาดใหญ่ขึ้นแล้วให้ทหารกรีกซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ จากนั้นก็ล่อให้ชาวทรอยชักลากม้าไม้เข้าไปในเมือง พอตกเวลากลางคืนที่ทุกคนหลับสนิท ทหารกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ก็ออกมาจากม้าไม้ตรงเข้าฆ่าฟันทหารทรอยแล้วเปิดประตูให้กองทัพชาวกรีกเข้าเมืองมาเผาทําลายทุกหนทุกแห่ง จนกระทั่งเมืองทรอยที่ยิ่งใหญ่ต้องถูกเผาทําลายลงเพียงชั่วข้ามคืน จนหายไปจากแผนที่นับแต่นั้น)

เมื่อฝ่ายสหรัฐอเมริกาสามารถจับสัญญาณการติดตั้งฐานยิงขีปนาวุธในคิวบาได้ จึงได้มีการประท้วงและยื่นคําขาดขอให้รัสเซียถอดอุปกรณ์ติดตั้งต่างๆรวมไปถึงส่วนประกอบของขีปนาวุธใดๆก็ตามออกจากคิวบาเสีย แต่ในเมื่อรัสเซียลงทุนถึงขนาดนี้ก็ไม่มีการยอมกันง่ายๆอย่างแน่นอน แรกทีเดียวรัสเซียอ้างว่าเป็นเพียงการติดตั้งอุปกรณ์ในการป้องกันตนเองแก่คิวบาเท่านั้น ไม่ใช่อาวุธทําลายล้างรุนแรงหรืออาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด แต่สหรัฐฯไม่เชื่อ ยังคงยื่นคําขาดกับรัสเซียต่อไปซึ่งรัสเซียก็ไม่ใส่ใจ ยังคงขนถ่ายอุปกรณ์ต่างๆเข้าสู่คิวบาต่อไปเรื่อยๆ

เมื่อผลเป็นเช่นนี้สหรัฐอเมริกาจึงดึงสหประชาชาติมาร่วมกดดันอีกแรงหนึ่งโดยอ้างว่าสิ่งที่รัสเซียทํานี้ถือเป็นการจงใจยั่วยุ อันอาจเป็นชนวนนําไปสู่สงครามครั้งใหม่ได้ แต่รัสเซียก็ยังคงทําเป็นหูทวนลมอยู่ จนสหรัฐอเมริกาต้องใช้มาตรการตอบโต้ต่างๆทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง จนในที่สุด รัสเซียก็เผยไฟในจุดประสงค์เคลือบแฝงที่แท้จริงออกมา นั่นคือการเสนอข้อต่อรองให้สหรัฐอเมริกายอมถอนฐานขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่ติดตั้งอยู่ในตุรกีกับอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกใน องค์สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization) หรือ นาโต (NATO) ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนํา

การมีขีปนาวุธนิวเคลียร์ติดตั้งอยู่ในทั้งสองประเทศซึ่งมีเขตแดนติดต่อกับกลุ่มประเทศตะวันออก (Eastern Bloc) หรือประเทศในยุโรปตะวันออกและเอเซียกลางอันเป็นกลุ่มประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในเครือสหภาพโซเวียตที่มีรัสเซียเป็นแกนนําในเวลานั้น ก็เท่ากับว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของกลุ่มประเทศตะวันออกเหล่านี้อย่างมากด้วยเช่นกัน ทางฝ่ายรัสเซียจึงขอให้มีการถอนฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ออกจากทั้งสองแห่งนี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการถอนการติดตั้งฐานยิงขีปนาวุธในคิวบา

ข้อต่อรองนี้มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศซึ่งเขม็งเกลียวกันตลอด 13 วันที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น และเกือบจะนําไปสู่การประกาศสงครามกันอย่างเต็มรูปแบบในระหว่างที่มีการต่อรองกันบนพื้นฐานของความระแวงกันของแต่ละฝ่ายซึ่งไม่มีความไว้วางใจกัน โดยระแวงว่าอีกฝ่ายจะชิงเปิดฉากโจมตีตนก่อนท่ามกลางความอกสั่นขวัญแขวนของคนทั้งโลกที่คอยจับจ้องเหตุการณ์นั้นอยู่ เพราะต่างฝ่าย ต่างก็มีระเบิดนิวเคลียร์อยู่ในมือที่พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อ แต่ความโชคดีก็เป็นของชาวโลก เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างสามารถแสวงหาข้อยุติในความขัดแย้งลงได้ และยอมถอยกันคนละก้าวเพื่อหยุดยั้งสงครามล้างโลกครั้งใหม่ลง

แรกทีเดียวนั้นทางฝ่ายคิวบาไม่ได้ต้องการให้รัสเซียเข้ามาติดตั้งฐานยิงขีปนาวุธในคิวบาแต่อย่างใดเลยเพราะเกรงจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ซึ่งสหรัฐอเมริกาอาจหาเหตุเข้าโจมตีคิวบาได้ทุกเมื่อ กระทั่งเมื่อมีการพบปะกันระหว่าง นิกาตา ครุชชอฟ (Nikita Khrushchev) ผู้นํารัสเซีย กับ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ผู้นําคิวบาที่มอสโคว์ ครุชชอฟก็ได้หว่านล้อมให้คาสโตรเห็นถึงความจําเป็นที่คิวบาจะต้องมีฐานยิงขีปนาวุธตั้งอยู่ในประเทศของตน โดยยกเรื่องแผนปฏิบัติการหลายแผนที่สหรัฐอเมริกาดําเนินการเพื่อต้องการขจัดอํานาจของคอมมิวนิสต์ออกจากคิวบาให้ได้ ตั้งแต่ แผนปฏิบัติการอ่าวหมู (Operation Bay of Pig) แผนปฏิบัติการนอธวูดส์ (Operation Northwoods) จนถึงแผนปฏิบัติการมองกูส (Operation Mongoose)

แม้แผนปฏิบัติการส่วนใหญ่จะล้มเหลว หรือบ้างก็ถูกยกเลิกไปก่อน แต่แผนต่างๆเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความพยายามคุกคามคิวบาทั้งสิ้น โดยเฉพาะตัวคาสโตรเอง หากคิวบาไม่มีอํานาจต่อรองที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯได้ก็อาจตกอยู่ในอันตราย ซึ่งในเวลานั้นรัสเซียยังสามารถจับสัญญาณแผนปฏิบัติการหนึ่งของสหรัฐฯได้ก็คือ แผนปฏิบัติการออร์ตแสค (Operation Ortsac) แผนการนี้เป็นแผนโยกกําลังพลส่วนหนึ่งไปเคลื่อนไหวอยู่ในทะเลคาริบเบียน ซึ่งอาจมีเป้าหมายในการเตรียมการจู่โจมคิวบา

แต่ก็เชื่อกันว่าแผนนี้เป็นแผนลอบสังหารคาสโตรมากกว่า เนื่องจากคําว่าออร์ตแสค (Ortsac) นี้ก็คือคําว่า คาสโตร (Castro) สะกดถอยหลังนั่นเอง จึงมีความมั่นใจว่าคิวบาต้องตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของสหรัฐฯอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว จึงจําเป็นจะต้องมีอํานาจต่อรองให้ตัวเองอย่างสมน้ำสมเนื้อกับสหรัฐอเมริกาและอํานาจที่ว่าก็คือฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ ประเทศเล็กๆอย่างคิวบาจึงจะสามารถทําให้ตนเป็นที่ครั่นคร้ามของประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาจนไม่กล้าคิดจะเข้ามาบดขยี้คิวบาได้ตามใจชอบอีกต่อไป ซึ่งในที่สุดคาสโตรก็เห็นชอบเปิดทางให้รัสเซียเข้ามาเสริมศักยภาพนี้ให้แก่คิวบา นับจากนั้นรัสเซียจึงลอบลําเลียงวัสดุอุปกรณ์เข้ามายังคิวบาเป็นระลอกๆตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1962 เป็นต้นมา (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet