จิม แกร์ริสัน กับความพยายามในการไขปริศนาคดีลอบสังหารประธานาธิบดี

จิม แกร์ริสัน กับความพยายามในการไขปริศนาคดีลอบสังหารประธานาธิบดี

สิ่งที่ จิม แกร์ริสัน พบและนําไปสู่การไขปริศนาครั้งนั้นซึ่งสามารถต่อยอดไปถึงผู้ที่น่าจะเกี่ยวข้องกลุ่มคนเหล่านี้ได้ เริ่มต้นมาจากข้อสงสัยของเขาที่ไม่เชื่อว่าวิถีกระสุนจะมาจากปืนไรเฟิลตรงอาคารที่เก็บหนังสือเรียนเท็กซัสของออสวอลด์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น จากการตรวจสอบรอบๆบริเวณ ดีลลีย์ พลาซา สถานที่เกิดเหตุ และยังได้สอบถามพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นอีกหลายปาก ยิ่งทําให้เขามั่นใจว่าต้องมีมือปืนมากกว่าหนึ่งคนอย่างแน่นอน

จิม แกร์ริสัน กับความพยายามในการไขปริศนาคดีลอบสังหารประธานาธิบดี

จิม แกร์ริสัน กับความพยายามในการไขปริศนาคดีลอบสังหารประธานาธิบดี

แต่สิ่งที่ทําให้มั่นใจยิ่งขึ้นก็คือภาพยนตร์ที่บันทึกวินาทีสังหารในวันนั้นเอาไว้ซึ่งถ่ายโดยผู้สื่อข่าวและช่างภาพสมัครเล่นหลายต่อหลายมุม โดยหนึ่งในจํานวนนั้นมีภาพยนตร์ที่บันทึกโดยช่างภาพสมัครเล่นผู้หนึ่งชื่อ อับราฮัม ซาปรูเดอร์ (Abraham Zapruder) ได้บันทึกวินาทีที่กระสุนพุ่งเข้าสู่ร่างและศีรษะของเคนเนดีไว้อย่างชัดเจนที่สุด ฟิล์มภาพยนตร์ม้วนดังกล่าวนี้ในเวลานั้นตกเป็น สมบัติของนิตยสาร “ไทม์ (Time)” แล้ว และไทม์ก็เคยนําออกเผยแพร่แล้วครั้งหนึ่งจนเป็นที่ฮือฮาแต่ก็เงียบหายไปในที่สุด

อัยการแกร์ริสันจึงขอฟิล์มม้วนนั้นจากไทม์นํามาวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ภาพที่ปรากฏอยู่ในฟิล์มหลายๆรอบ แกร์ริสันได้พบสิ่งผิดปกติที่ไม่มีใครเคยสังเกตหรืออาจจงใจละเลยในรายละเอียดที่ปรากฏอยู่บนฟิล์มม้วนนั้นหลายจุดด้วยกัน โดยมีจุดสําคัญก็คือจังหวะเวลาในช่วงที่กระสุนแต่ละนัดพุ่งเข้าใส่ร่างของประธานาธิบดีเคนเนดีจนเกิดอาการตอบสนองต่อแรงกระแทกของกระสุนนัดต่างๆซึ่งทําให้เห็นร่างของเคนเนดีโอนเอนไปมาตั้งแต่กระสุนนัดแรกพุ่งเข้าใส่ร่าง จนร่างนั้นเบี่ยงเบนไปมาตามวิถีกระสุนที่แตกต่างกันคนละทิศละทาง จึงทําให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าวิถีกระสุนน่าจะมาจากหลายทิศทาง ไม่ใช่ทิศทางเดียวกันจากอาคารห้องเก็บสมุดเท็กซัสอย่างที่มีผลสรุปออกมา

จากคณะกรรมาธิการวอร์เรน อีกทั้งจากการตรวจสอบฟิล์มของช่างภาพคนอื่นๆที่ถ่ายในช่วงเวลาเดียวกันแต่อยู่คนละมุมกันก็ยังสามารถยืนยันถึงความผิดปกติในเรื่องวิถีกระสุนที่น่าจะมาจากหลายทิศทางได้อย่างชัดเจนอีกด้วย นอกจากนี้แกร์ริสันยังวิเคราะห์อากัปกิริยาของประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มมีการยิงเกิดขึ้นจนกระทั่งหลังจากที่เคนเนดีถูกยิงแล้ว เขาสังเกตเห็นว่าผู้คนต่างหันไปมองตรงบริเวณเนินดินแห่งหนึ่งใกล้กับที่เกิดเหตุซึ่งเรียกว่า กราสซี นอลล์ (Grassy Knoll) คล้ายกับได้ยินเสียงปืนดังมาจากตรงนั้น และมีคนจํานวนหนึ่งต่างวิ่งตรงไปที่บริเวณนั้นอย่างชวนสงสัยอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น จากความพยายามสังเกตภาพบริเวณ กราสซี นอลล์ บางภาพ เขายังเห็นสิ่งที่คล้ายกับกลุ่มควันสีขาวๆลอยคลุ้งออกมาจากบริเวณนั้นเช่นกัน ซึ่งเป็นไปได้ว่านั่นอาจเป็นควันจากปากกระบอกปืนนั่นเอง จากข้อสงสัยเหล่านี้ แกร์ริสันจึงนําไปสอบถามพยานหลายรายที่อยู่บริเวณนั้นใน วันเกิดเหตุ ซึ่งต่างก็บอกตรงกันว่าพวกเขาได้ยินเสียงดังคล้ายเสียงปืนมาจากทิศทางนั้นจริง สิ่งนี้จึงยิ่งทําให้แกร์ริสันปักใจเชื่อได้ว่าบริเวณ กราสซี นอลล์ ที่มีพุ่มไม้รกทึบนั้นน่าจะมีมือปืนอีกคนหรือหลายคนซุ่มอยู่เบื้องหลังกําแพงอย่างแน่นอน

นอกจากข้อสังเกตเหล่านี้แล้ว จิม แกร์ริสัน ยังเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งระบุว่าออสวอลด์ ใช้เป็นจุดยิงประธานาธิบดีเคนเนดีตรงชั้น 6 ของอาคารเก็บหนังสือเท็กซัสด้วยตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อทดสอบวิถีกระสุนว่าถ้าหากยิงจากจุดนั้นโดยคนคนเดียว จะสามารถยิงกระสุนนัดต่างๆ เข้าใส่ร่างของเคนเนดีตามทิศทางที่เขาเห็นในฟิล์มของซาปรูเดอร์ได้หรือไม่ซึ่งก็พบว่าไม่น่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากทิศทางของกระสุนแล้ว เรื่องของระดับแนวกระสุน โดยเฉพาะนัดหนึ่งที่พุ่งเข้าตรงแผ่นหลังของเคนเนดีแล้วทะลุออกตรงลําคอนั้นน่าจะมาระดับต่ำกว่าชั้น 6 ของอาคารห้องเก็บหนังสือเท็กซัสอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีกระสุนนัดที่พุ่งเข้าตรงบริเวณศีรษะของเคนเนดีก็ไม่น่าจะมาจากทางด้านหลังตรงจุดที่ออสวอลด์อยู่ แต่ควรพุ่งมาจากด้านข้างขณะที่รถของเคนเนดีแล่นผ่านหรือเนิน กราสซี นอลล์ มากกว่า เพราะหลังจากที่กระสุนนัดนั้นเจาะเข้าศีรษะของเคนเนดีแล้ว ร่างของเขาก็เอนเข้าหาแจ็กเกอลีนที่นั่งอยู่ด้านข้างในทันที่ตามแรงกระสุนตามธรรมชาติของแรงตอบสนองที่จะเอนไปในทิศทางตรงกันข้ามของวิถีกระสุน กระสุนนัดนั้นจึงน่าจะยิงมาจากเนิน กราสซี นอลล์ ที่มีผู้ได้ยินเสียงปืนและควันลอยขึ้นมาจากตรงนั้นมากกว่า

นอกจากนี้ยังมีพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นซึ่งเป็นนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจําที่ตั้งอยู่ในอาคารศาลยุติธรรมประจําเมือง ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่เยื้องกับอาคารเก็บหนังสือเท็กซัส นักโทษเหล่านั้นต่างก็ออกมาที่หน้าต่างเพื่อมุงดูขบวนรถของประธานาธิบดีเคนเนดีแล่นผ่านอาคารในช่วงเวลานั้นเช่นกัน พวกเขาหลายคนให้การตรงกันว่า ในช่วงเวลาเดียวกับที่เคนเนดีถูกยิงนั้น พวกเขาเห็นกลุ่มควันกลุ่มหนึ่งลอยคลุ้งขึ้นตรงบริเวณชั้น 3 ของอาคารตรงกันข้ามอีกอาคารที่ไม่ใช่อาคารห้องเก็บหนังสือ โดยเห็นคน 1 หรือ 2 คนซุ่มอยู่ตรงนั้น

คําให้การนี้แสดงให้เห็นด้วยว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีมือปืนซุ่มอยู่หลายจุดด้วยกัน ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่แกร์ริสันสงสัยในเรื่องระดับของแนวกระสุนนัดที่ยิงเข้าด้านหลังของเคนเนดี ซึ่งเขาไม่เชื่อว่าจะยิงมาจากชั้น 6 แต่สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือไม่ค่อยมีใครพูดถึงกระสุนที่พุ่งใส่ร่างของผู้ว่า คอนเนลลี หรือรอยกระสุนที่ปรากฏอยู่บนรถที่เคนเนดีนั่งมากนัก ซึ่งมีรอยกระสุนปรากฏอยู่หลายจุดด้วยกัน และยังมีกระสุนนัดอื่นๆที่ยิงพลาดเข้าใส่ผู้เคราะห์ร้ายคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน หรือแม้แต่รอยกระสุนที่อยู่บนพื้นถนนและตรงสะพานต่างระดับบริเวณนั้นอีก ที่แม้แต่คณะกรรมาธิการวอร์เรนก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

จิม แกร์ริสัน จึงตั้งคําถามว่ากระสุนเหล่านี้มาจากปืนของออสวอลด์เพียงกระบอกเดียวได้อย่างไร เขาถึงกับเรียกกระสุนของออสวอลด์ว่า “กระสุนวิเศษ (Magic Bullet)” ที่กระสุนเพียง 3 นัดสามารถทะลุทะลวงไปสร้างบาดแผลทั้งที่ร่างของเคนเนดี และของผู้ว่าคอนเนลลีรวมไปถึงที่รถและบริเวณอื่นๆได้อย่างมากมายหลายรอยจนน่าอัศจรรย์

นอกจากเรื่องทิศทางของกระสุนที่ทําให้ไม่น่าเชื่อว่ามีเพียง ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นผู้ลั่นกระสุนสังหารเคนเนดี อัยการแกร์ริสันยังพบสิ่งผิดปกติในเรื่องของเงื่อนเวลาในการยิงกระสุนแต่ละนัดเข้าใส่ร่างของเคนเนดีอีกด้วย จากการทดลองยิงไรเฟิลชนิดเดียวกันกับที่ระบุว่าเป็นไรเฟิลสังหารของออสวอลด์ตรงหน้าต่างชั้น 6 ในอาคารที่เก็บหนังสือดัลลัสนั้น เขาได้ทดลองจับเวลาการยิงกระสุนออกไปแต่ละนัดเทียบกับวินาทีต่างๆขณะที่รถของเคนเนดีกําลังวิ่งไปบนถนนที่ ดีลลีย์ พลาซา โดยใช้เวลาเท่ากับที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ

แกร์ริสันพบว่าเพียงแค่จุดยิงก็ทําได้ยากแล้ว เพราะทัศนวิสัยที่มองจากจุดยิงลงไปยังเป้าหมายเบื้องล่างนั้นมีต้นไม้บังอยู่ หากมีการวางแผนมาอย่างดีแล้วคงไม่มีมือปืนคนไหนใช้จุดนั้นยังเป้าหมายของตนได้อย่างแน่นอน เพราะเสี่ยงต่อความไม่แม่นยํา ส่วนเรื่องของเวลานั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยว่าในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่ขบวนรถของประธานาธิบดีแล่นมาถึงตรงจุดนั้น ออสวอลด์จะสามารถสับไกของไรเฟิลแล้วยิงออกไปได้อย่างรวดเร็วถึง 3 นัดซ้อน และกระสุนก็เข้าเป้าอย่างแม่นยําราวกับจับวาง

สิ่งต่างๆเหล่านี้ทําให้อัยการแกร์ริสันเกิดความมั่นใจอย่างมากว่าออสวอลด์ไม่น่าจะเป็นมือปืน หรือหากใช่ก็ไม่น่าจะมีมือปืนเพียงคนอย่างแน่นอน โดยที่มือปืนก็น่าจะมีมากกว่า 2 คนขึ้นไป และถูกวางไว้ตามตําแหน่งต่างๆมากกว่า 2 จุดอีกด้วย ส่วนจุดที่เขาสงสัยนั้นก็ไม่ใช่เพียงบริเวณเนินดิน กราสซี นอลล์ แต่เพียงแห่งเดียวแต่น่าจะมีจุดอื่นๆอีก เนื่องจากวิถีกระสุนจากรอยกระสุนที่ปรากฏตามจุดต่างๆนั้นมาจากหลายๆทิศทางด้วยกัน จึงเป็นไปได้ว่ามือปืนทั้งหมดถูกนัดหมายกันมาก่อนเพื่อร่วมลงมือลั่นกระสุนตรงจุดสังหารพร้อมๆกันที่ ดิลลีย์ พลาซา

หากเป็นเช่นนั้น กรณีนี้จึงต้องเป็นแผนการใหญ่ที่มีการสมคบคิดกันระหว่างกลุ่มต่างๆที่มีเหตุผลมากกว่าฆาตกรที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ลงมือกระทําการเพียงลําพังด้วยเช่นกัน ยังมีประเด็นน่าสงสัยที่ จิม แกร์ริสัน เปิดขึ้นมาอีกจุดหนึ่งก็คือการเชื่อมโยงเหตุการณ์นี้กับตัว ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ และการเสียชีวิตของเขา 2 วันหลังถูกจับกุม คล้ายเป็นการฆ่าปิดปากมากกว่า และยิ่งการที่ แจ็ค รูบี ผู้ลั่นกระสุนสังหารออสวอลด์ถูกพบว่าฆ่าตัวตายตามไปอีกคนภายหลังจากก่อเหตุอย่างอุกอาจแล้ว

เรื่องนี้ยิ่งทิ้งปมปริศนาให้ชวนสงสัยมากขึ้นไปอีกว่ารูบีอาจไม่ได้ฆ่าตัวตายแต่ถูกฆ่าปิดปากไปอีกคน หากเป็นเช่นนั้นขบวนการนี้ต้องเป็นขบวนการใหญ่อย่างแน่นอน จึงสามารถใช้คนทํางานและฆ่าคนปิดปากได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ จึงเป็นไปได้มากว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถูกวางแผนมาอย่างดีโดยมีการจัดฉากหาคนมาทํางานอยู่หน้าฉากเป็นตัวหลอก แล้วตัวจริงก็ปฏิบัติการอยู่เบื้องหลังเพื่อให้แผนนี้สําเร็จตามเป้าไม่ให้ผิดพลาด

สําหรับจุดที่น่าสงสัยต่อมาก็คือการที่มีการระบุว่าออสวอลด์ถูกจับกุมได้ที่โรงภาพยนตร์ภายหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงชั่วโมงเศษ แม้จะมีหลักฐานและพยานเป็นพนักงานขายรองเท้าคนหนึ่งโทรแจ้งตํารวจว่าเห็นออสวอลด์เดินอยู่แถวนั้นก็ตาม ดูจะง่ายเกินไปที่ออสวอลด์จงใจไปปรากฏตัวแถวนั้นหลังก่อเหตุลอบสังหารแล้ว อีกทั้งการที่มีตํารวจนายหนึ่งถูกยิงระหว่างที่เขากําลังหลบหนีนั้น จากการสอบถามพยานเห็นเหตุการณ์ในวันนั้นกลับพบว่าตํารวจคนนั้นไม่ได้ถูกออสวอลด์ยิง แต่ถูกยิงโดยชายลึกลับอีกคนที่วิ่งตามไปขณะที่ออสวอลด์กําลังหลบหนีต่างหาก

จากนั้นชายคนนั้นก็หายตัวไปโดยปล่อยให้ออสวอลด์ยืนงงอยู่ ก่อนที่จะวิ่งหนีต่อไปจนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่คนอื่นจับกุมตัวได้ และยังมีอีกจุดหนึ่งที่สําคัญก็คือพยานซึ่งเป็นพนักงานการรถไฟชื่อ ลี โบเวอร์ส (Lee Bowers) ซึ่งอยู่ที่หอสังเกตการณ์รถไฟซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับรั้วบริเวณ กราสซี นอลล์ โบเวอร์สนั่งเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มหนึ่งที่ซุ่มอยู่ตรงบริเวณรั้วกําแพงที่มีพุ่มไม้บังอยู่อย่างผิดปกติมาตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุหลายชั่วโมง เขาสังเกตเห็นชายแปลกหน้าหลายคนเดินเตร็ดเตร่อยู่บริเวณนั้นมีพฤติกรรมแปลกๆคล้ายเฝ้ารออะไรอยู่ โดยถือวัตถุบางอย่างที่ชวนให้สงสัยอีกด้วย และในช่วงระหว่างที่ขบวนรถของเคนเนดีแล่นผ่านมาบริเวณนั้น โบเวอร์สก็ยังเห็นประกายไฟแลบขึ้นมาตรงบริเวณที่คนเหล่านั้นแอบซุ่มอยู่ด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่าน่าจะเป็นแสงจากปากกระบอกปืนนั่นเอง

เรื่องที่ ลี โบเวอร์ส เล่านี้สอดคล้องกับสิ่งที่แกร์ริสันพบอีกเรื่องหนึ่งคือภายหลังจากเกิดเหตุลอบสังหารขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่ตํารวจมีการจับกุมคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีผู้แจ้งว่าเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยเดินอยู่ตรงบริเวณอาคารเก็บหนังสือดัลลัส คนกลุ่มนี้ในกระบวนการสืบค้นเรียกว่า “3 จรจัด (3 Tramps)” เนื่องจากแต่งตัวมอซอคล้ายคนจรจัด แต่หลังจากตํารวจจับกุมคนเหล่านี้ไปไว้ที่สถานีแล้ว ต่อมาก็ได้ปล่อยไปทั้งหมดโดยไม่มีการสอบสวนหรือลงบันทึกการจับกุมแต่อย่างใด คนกลุ่มนี้ถูกตัดออกจากหลักฐานไปจนหมดพร้อมกับปากคําของ ลี โบเวอร์ส อย่างน่าสงสัย ทั้งที่โบเวอร์สได้โทรไปแจ้งให้ตํารวจมาจับกุมกลุ่มคนน่าสงสัยกลุ่มนั้นเช่นกันแต่ก็ไม่มีตํารวจคนใดสนใจ

ซึ่งเรื่องนี้ก็มีพยานหลายคนที่ให้การตรงกันในวันนั้นว่าเห็นสิ่งผิดสังเกตบริเวณ กราสซี นอลล์ แต่ปากคําเหล่านี้ถูกตัดออกไปจนหมด รวมถึงตัว ลี โบเวอร์ส เองก็ไม่เคยได้รับการเรียกตัวไปสอบปากคําเลยแต่อย่างใดภายหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วทั้งที่น่าจะเป็นเบาะแสสําคัญอย่างหนึ่งจนกระทั่งเขาได้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี ค.ศ. 1966 ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดไปสอบถามเขาถึงเรื่องนี้อีก ส่วนกรณี 3 จรจัดนั้นจากการสืบสวนของแกร์ริสัน พบว่าคนเหล่านั้นบางคนทํางานให้กับหน่วยสืบราชการลับ บางคนก็เป็นคนของแก๊งมาเฟีย แต่ทางตํารวจกลับอ้างว่าเป็นบุคคลที่มีใบหน้าท่าทางคล้ายกันเท่านั้น

นอกจากกรณีบุคคลน่าสงสัยเหล่านี้แล้ว จิม แกร์ริสัน ยังพบความน่าสงสัยในหลักฐานการชันสูตรบาดแผลจากศพของประธานาธิบดีเคนเนดี ซึ่งกระทํากันอย่างลวกๆคล้ายต้องการจะตัดหลักฐานสําคัญออกไปอีกด้วย โดยหลังจากเคนเนดีถูกยิงแล้ว เขาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลดัลลัส เมื่อแพทย์ประกาศการเสียชีวิตแล้วจึงได้ทําการชันสูตรเบื้องต้น แต่ผลการชันสูตรของแพทย์ที่โรงพยาบาลดัลลัสกลับไม่ถูกนํามาใช้พิจารณาเลยแต่อย่างใด กลับใช้ผลชันสูตรจากคณะแพทย์ที่โรงพยาบาลทหารเรือในวอชิงตัน ดีซี ซึ่งศพของเคนเนดีถูกส่งต่อไปที่นั่นแทน และได้มีคําสั่งให้แพทย์ที่โรงพยาบาลดัลลัสไม่ต้องให้ข่าวใดๆอีกด้วย

จนเมื่อทีมสืบสวนของแกร์ริสันพยายามรื้อหลักฐานผลชันสูตรของโรงพยาบาลดัลลัสมาตรวจสอบอีกครั้งก็พบว่าผลการชันสูตรของแพทย์ทั้งสองโรงพยาบาลนั้นแตกต่างกันในรายละเอียดหลายอย่าง โดยเฉพาะลักษณะบาดแผลและการระบุตําแหน่งที่ชัดเจนของบาดแผล ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะลักษณะและตําแหน่งของบาดแผลที่ถูกต้องนั้นสามารถใช้เป็นสิ่งบ่งชี้ของวิถีของกระสุนและทิศทางการยิงที่ถูกต้องแม่นยําได้ และจากผลชันสูตรของแพทย์ที่โรงพยาบาลดัลลัสนี้เองที่ทีมของอัยการแกร์ริสันนํามาใช้ในการสืบหาวิถีกระสุนจนทราบตําแหน่งของมือปืนว่าน่าจะยิงมาจากหลายทิศทางอย่างที่ไม่เคยมีการตรวจสอบเรื่องนี้มาก่อน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet