เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ปริศนาที่ยังค้นหาคำตอบไม่ได้

เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ปริศนาที่ยังค้นหาคำตอบไม่ได้

กล่าวถึงการลอบสังหารบุคคลสําคัญที่เป็นถึงระดับผู้นําประเทศนั้น กรณีที่ลือลั่นและซับซ้อนที่สุดก็คือกรณีการลอบสังหาร จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) จอห์น เอฟ. เคนเนดี คือประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกาซึ่งถูกลอบสังหารเสียชีวิตลงในขณะที่ยังดํารงตําแหน่งอยู่ โดยถูกลอบสังหารในวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 ระหว่างเยี่ยมเมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส พร้อมกับภริยาคือ แจ็กเกอลีน บูวิเยร์ เคนเนดี (Jacqueline Bouvier Kenendy)

เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ปริศนาที่ยังค้นหาคำตอบไม่ได้

เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ปริศนาที่ยังค้นหาคำตอบไม่ได้

ในขณะที่ขบวนรถของประธานาธิบดีแล่นไปตามถนนจนถึงบริเวณจัตุรัสดีลลีย์ พลาซา (Dealey Plaza) ซึ่งเบื้องหน้าของเขาและภริยานั้นมี จอห์น คอนเนลลี (John Connedy) ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสและภริยาคือ เนลลี คอนเนลลี (Nelie Connelly) นั่งอยู่ในรถคันเดียวกันนั้นด้วย กระสุนสังหารก็ได้แล่นเจาะเข้าที่ด้านหลังทะลุออกลําคอและที่บริเวณศีรษะจนทําให้ประธานาธิบดีเคนเนดีเสียชีวิตลงในทันที โดยที่ยังมีกระสุนนัดหนึ่งพุ่งเข้าใส่ร่างของผู้ว่าการรัฐคอนเนลลีอีกด้วย และภายหลังจากเกิดเหตุลอบสังหารเพียงชั่วโมงเศษเท่านั้น เจ้าหน้าที่ก็สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ที่ลั่นกระสุนสังหารได้ชื่อว่า ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald) แต่ออสวอลด์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

Lee Harvey Oswald

กระทั่งอีก 2 วันต่อมาระหว่างที่ตํารวจนําตัวออสวอลด์ออกจากสถานีตํารวจเพื่อไปขอคําสั่งศาลฝากขังต่อนั้น เขาก็ถูกเจ้าของไนต์คลับแห่งหนึ่งชื่อ แจ็ค รูบี (Jack Ruby) ซึ่งบุกฝ่าฝูงชนและนักข่าวที่รายล้อมเข้าไปจ่อยิงออสวอลด์ในระยะประชิดอย่างอุกอาจจนเสียชีวิตลงต่อหน้าผู้คนที่ต่างก็ตกตะลึงกับเหตุการณ์ แต่ต่อมา แจ็ค รูบี ผู้สังหารออสวอลด์ก็ปลิดชีพตัวเองหนีคดีไปอีกราย ทิ้งปริศนาที่ทําให้เรื่องราวต่างๆกลายเป็นเรื่องที่ดํามืดตราบจนถึงทุกวันนี้

ถึงแม้ว่าจะมีผลสรุปคดีออกมาจาก “คณะกรรมาธิการวอร์เรน (The Warren Commission)” ซึ่งมีประธานกรรมาธิการคือ เอิร์ล วอร์เรน (Earl Warren) ที่ตั้งขึ้นเพื่อสืบสวนสอบสวนคดีประวัติศาสตร์คดีนี้โดยเฉพาะว่า เหตุลอบสังหารครั้งนั้นเกิดจากความไม่พอใจประธานาธิบดีเคนเนดีเป็นส่วนตัวของ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ผู้มีความฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์และลงมือกระทําการเพียงลําพังเท่านั้น แต่ผลสรุปนั้นขัดแย้งกับกรณีแวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นอย่างมาก จึงทําให้เกิดข้อสงสัยต่างๆมากมายที่คนทั่วไปยากที่จะเชื่อ จนถึงทุกวันนี้ปริศนาการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีก็ยังคงเป็นเรื่องลําดับต้นๆที่ท้าทายการวิเคราะห์และสืบค้นของผู้คนมาทุกยุคสมัย

เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีในครั้งนั้นถือว่าเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทิ้งปริศนาอันชวนฉงนเอาไว้มากมายถึงสาเหตุและผลสรุปที่ออกมาซึ่งมีความคลุมเครืออย่างน่าสงสัย เพราะหากมองจากสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับตัวประธานาธิบดีเคนเนดีในช่วงเวลานั้นแล้วจะมีสิ่งต่างๆมากมายที่สามารถนํามาเชื่อมโยงกับการลอบสังหารครั้งนั้น และน่าจะเป็นกุญแจสําคัญในการไขไปสู่ความกระจ่างของสาเหตุอันแท้จริงได้ แต่กลับถูกละเลยโดยคณะกรรมการชุดนั้นอย่างจงใจ และมีผลสรุปออกมาอย่างรวบรัดชนิดที่ค้านกับความรู้สึกของผู้คนทั่วไปเป็นอย่างมาก

ที่ทําให้ชวนสงสัยว่าการลอบสังหารบุคคลสําคัญระดับประธานาธิบดีสหรัฐฯเช่นนี้ เหตุใดจึงได้รวบรัดตัดความเอาผิดกับคนที่ตายไปแล้วแต่เพียงคนเดียว โดยมีเหตุผลง่ายๆเพียงคนผู้นั้นนิยมคอมมิวนิสต์เท่านั้น และเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ยังถือเป็นเหตุการณ์อุกอาจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกอีกด้วย ซึ่งไม่เพียงได้รับความสนใจจากชาวอเมริกันทั่วทั้งประเทศเท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนี้ยังอยู่ในความสนใจของคนทั้งโลกด้วย เนื่องจากเกิดขึ้นกับบุคคลระดับที่เป็นผู้นําสูงสุดของประเทศมหาอํานาจอย่างสหรัฐอเมริกา 1 ใน 2 ประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกซึ่งสามารถกําหนดทิศทางการเมืองระหว่างประเทศของคนทั้งโลกได้ และยังเกิดขึ้นในช่วงของสงครามเย็นซึ่งสองขั้วมหาอํานาจ คือ สหรัฐอเมริกาและรัสเซียกําลังเผชิญหน้ากันอย่างเข้มข้นด้วยเช่นกัน

คณะกรรมาธิการวอร์เรน (The Warren Commission)

การลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯเช่นนี้จึงย่อมต้องส่งผลกระทบโดยรวมต่อโลกทั้งใบได้อย่างแน่นอน ทั่วโลกจึงให้ความสนใจในกรณีนี้กันเป็นอย่างมาก กระทั่งถึงปัจจุบันเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ยังคงอยู่ในความสนใจอย่างไม่มีใครลืม และยิ่งนานวันเข้าข้อมูลต่างๆที่เคยถูกปกปิดไว้ได้ถูกนําออกมาเปิดเผยมากขึ้นก็ทําให้ภาพเหตุการณ์ต่างๆเริ่มชัดเจนมากขึ้นด้วย จนผู้คนจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆที่ปักใจเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่น่าจะมีผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่น่าจะมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารครั้งนั้นมากมายหลายฝ่ายเลยทีเดียว

ถึงแม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านเลยมากว่าครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม แต่จนทุกวันนี้ก็ยังมีการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงและวิเคราะห์กันถึงสาเหตุในการลอบสังหารครั้งนั้นกันอย่างแพร่หลายอยู่ดี และยิ่งเมื่อมีการขุดข้อมูลเบื้องลึกต่างๆออกมามากเท่าใดก็ยิ่งทําให้เห็นถึงความน่าสงสัยต่างๆที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้จนทําให้เห็นถึงความฟอนเฟะของเกมการเมืองที่เล่นกันอย่างหนักหน่วงรุนแรงในช่วงเวลานั้นว่าเพียงเพื่อจะให้ได้เป็นผู้ชนะในเกมนี้เท่านั้นเขาเล่นกันแรงเพียงใด ผู้ที่พลาดพลั้งเสียที่ไม่เพียงแต่จะสูญเสียอํานาจเท่านั้น แม้แต่ชีวิตก็อาจต้องเซ่นสังเวยให้กับเกมอํานาจเกมนี้ แม้ว่าจะเป็นผู้กุมอํานาจสูงสุดอยู่ก็ตาม

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากว่าสาเหตุที่เคนเนดีถูกลอบสังหารนั้นไม่น่าจะมาจากความคิดของคนคลั่งลัทธิคอมมิวนิสต์เช่น ออสวอลด์ เพียงลําพังเท่านั้น แต่น่าจะมาจากการเมืองภายในประเทศนั่นเอง เนื่องจากตั้งแต่เคนเนดีขึ้นมารับตําแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ต่างๆขึ้นมากมาย และความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างนั้นเกิดส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมทางการเมืองแบบอเมริกันที่สืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว

อีกทั้งนโยบายหลายอย่างของเคนเนดีก็เกิดไปกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองหรือองค์กรต่างๆที่ทรงอิทธิพลอยู่ในสังคมอเมริกันเข้า จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเคนเนดีอาจทะนงตนว่ามีอํานาจมากจนไปนั่งทับอะไรซึ่งใหญ่โตที่ตนคาดไม่ถึงหรือไม่จึงได้พบกับจุดจบเช่นนี้ เป็นที่ทราบกันว่าในช่วงเวลาที่เคนเนดีดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯนั้น มีความขัดแย้งด้านต่างๆสะสมอยู่มากมายทั้งในสังคมชาวอเมริกันเองและสังคมโลก นอกจากปัญหาสงครามเย็นที่เผชิญหน้ากันระหว่างโลกสองค่ายจนส่งผลให้เกิดสงครามและการก่อกบฏในประเทศต่างๆขึ้นทั่วโลกแล้ว ก็ยังมีปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเรื่องของการเหยียดผิวที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเช่นกัน

อีกทั้งปัญหาการต่อต้านสงครามและปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ รวมไปถึงปัญหาในระบบ ราชการที่เคนเนดีต้องการจะล้างบางระบบบริหารประเทศซึ่งตกอยู่ในมือของคนเพียงแค่ไม่กี่กลุ่มโยนอํานาจกันไปมาหรือหน่วยงานบางหน่วยที่ชอบทําตัวเหนือประธานาธิบดีจนคล้ายเป็นหน่วยงานอิสระไม่ขึ้นกับใครจนมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากลในการทํางานว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังของความวุ่นวายทั้งภายในและภายนอกประเทศมากมายหลายเหตุการณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกเคนเนดีหยิบขึ้นมาแก้ไขเพื่อจะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้หลุดออกจากวังวนเดิมๆทั้งสิ้น

ซึ่งแน่นอนว่าการทําเช่นนี้ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจให้แก่พวกที่ไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ประเด็นต่างๆเหล่านี้จึงน่าที่จะทําให้เคนเนดีตกเป็นเป้าของกลุ่มผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์และเกิดความไม่พอใจเขา จนต้องการเห็นเขาหลุดออกจากเก้าอี้ประธานาธิบดีได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกําลังร้อนระอุด้วยปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศเวลานั้น และเกิดเหตุการณ์เข่นฆ่าลอบสังหารผู้นําประเทศ ผู้นําการเมือง และผู้นําสังคมกันจนคนเหล่านั้นล้มตายลงเป็นใบไม้ร่วง

การเด็ดชีวิตของผู้นําที่ขัดขวางประโยชน์ของกลุ่มคนที่คิดว่าตนมีอํานาจควบคุมโลกได้จึงไม่เป็นการยากนัก แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีตําแหน่งเป็นถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯก็ตามที และการเสียชีวิตของ คนเนดีก็ยังเป็นบทพิสูจน์อีกข้อหนึ่งด้วยว่า แม้ผู้ที่ใครๆคิดว่านั่งอยู่ในตําแหน่งที่ทรงอํานาจที่สุดแล้วก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่สักเท่าใดนัก มันก็เป็นเพียงหัวโขนหัวหนึ่งที่ถูกเชิดขึ้นมาเท่านั้น

สําหรับหลักฐานสําคัญที่คณะกรรมาธิการวอร์เรนนํามาใช้ในการมัดตัว ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ว่าเป็นผู้ที่ลงมือลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีเพียงลําพังนั้นมีเพียงชิ้นเดียวก็คือปืนไรเฟิลพร้อมลูกกระสุนซึ่งตํารวจไปพบบนชั้น 6 ของอาคารห้องเก็บหนังสือเรียนเท็กซัส (Texas School Book Depository) ภายหลังจากมีคนชี้เบาะแสว่าเห็นคนยิงปืนออกมาจากอาคารหลังนั้นในช่วงเวลาที่เกิดเหตุลอบสังหารขึ้น และต่อมาเจ้าหน้าที่ตํารวจก็ตามสืบจนทราบตัวเจ้าของปืนไรเฟิลกระบอกนั้นว่าเป็นของ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ และติดตามจับกุมตัวเขาได้ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นเพียง 1 ชั่วโมงเศษ

ส่วนหลักฐานชิ้นต่อมาที่ถูกนํามาใช้ก็คือหลักฐานต่างๆที่บ่งชี้ไปถึงพฤติกรรมของออสวอลด์ว่ามีความนิยมคอมมิวนิสต์ สิ่งเหล่านี้ถูกนํามาเชื่อมโยงกันเพื่อใช้เป็นบทสรุปในสาเหตุของการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีอย่างเหมาะเจาะ จึงตัดประเด็นอื่นๆออกไปจนหมดสิ้น อีกทั้งการที่ออสวอลด์ถูกสังหารเสียชีวิตหลังจากที่ก่อเหตุเพียง 2 วันเท่านั้น จึงทําให้ไม่มีการสาวไปถึงประเด็นอื่นได้อีก กรณีแวดล้อมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้จึงถูกตัดให้แคบลงไปโดยไม่มีความพยายามจะสืบสาวลงให้ลึกไปกว่านี้อีก

การสรุปปิดคดีลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้จึงชวนให้สงสัยอย่างมาก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถจะปิดบังหรือซ่อนเร้นจากความสนใจของกระแสสังคมทั่วไปได้ กระทั่งรัฐบาลและรัฐสภาสหรัฐฯหลายสมัยต้องแต่งตั้งคณะทํางานขึ้นสืบสวนคดีนี้กันใหม่หลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่ทําการสืบสวนใหม่ก็มักจะพบหลักฐานใหม่ๆหรือหลักฐานที่เคยถูกปกปิดมาก่อนจนทําให้เกิดความกระจ่างมากยิ่งขึ้น แต่ถึงแม้ว่าจะมีความกระจ่างมากขึ้นเพียงใดก็ไม่สามารถที่จะไปไกลกว่าเดิมมากนัก และมักจบลงโดยไม่อาจจับมือใครดมได้เช่นเดิม

จิม แกร์ริสัน (Jim Garrison)

ในจํานวนผู้ที่พยายามจะสืบค้นหาความจริงในเรื่องนี้ให้ปรากฏโดยมุ่งคุ้ยประเด็นที่อยู่ตรงกันข้ามกับบทสรุปที่คณะกรรมาธิการวอร์เรนแถลงจนสามารถเจาะไชเข้าไปใกล้ถึงตัวผู้ที่น่าเชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นในการสมคบคิดกันลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีได้มากที่สุด แม้ในที่สุดจะต้องพบกับทาง ตันไปตามคาดก็ตาม แต่ก็สามารถจะทําให้สังคมเกิดความกระจ่างแจ้งได้มากที่สุดก็คือการรื้อฟื้นคดีของ จิม แกร์ริสัน (Jim Garrison)

จิม แกร์ริสัน เป็นอัยการเขตนิวออร์ลีนผู้ซึ่งไม่เชื่อในผลสรุปของคณะกรรมาธิการวอร์เรนมาตั้งแต่ต้น จึงพยายามนําคดีนี้ขึ้นมาสืบสวนใหม่จนสามารถรื้อคดีขึ้นมาให้ศาลยุติธรรมนํากลับเข้าพิจารณาอีกครั้งได้สําเร็จ อัยการแกร์ริสันติดตามเกาะติดคดีนี้จากประเด็นน่าเคลือบแคลงสงสัยที่ว่าผู้ลงมือปฏิบัติการลอบสังหารในครั้งนั้นไม่น่าจะมีเพียงแค่ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ คนเดียวเท่านั้น และเมื่อยิ่ง สืบจนลึกลงไปในกรณีแวดล้อมต่างๆ เขาก็ยิ่งพบกับการโยงใยที่เกี่ยวเนื่องกันของกลุ่มองค์กรระดับชาติต่างๆที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเข้ามายุ่งเกี่ยวในกรณีนี้อย่างชนิดแทบคาดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะบานปลายไปได้ถึงเพียงนั้น

แต่แล้วในที่สุด จิม แกร์ริสัน ก็ต้องสะดุดตอจนได้ เมื่อการสืบสวนของเขาเข้าไปใกล้ถึงคนในระดับบนเข้าทุกที เขาก็ต้องเผชิญกับการข่มขู่คุกคามและกลั่นแกล้งต่างๆนานาจากองค์กรที่เชื่อมโยงกันเหล่านั้น และเมื่อเขาเข้าไปใกล้จนเกือบจะถึงประตูบานในสุดคราใด ประตูบานนั้นก็ปิดใส่หน้าเขาทุกทีไป จนกระทั่งที่สุดเขาก็สามารถส่งฟ้องเพิ่มได้เพียงผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บางคนเท่านั้น แต่ ก็ไม่อาจจะเชื่อมโยงความเกี่ยวพันของบุคคลเหล่านั้นเข้ากับกรณีลอบสังหารเคนเนดีได้ หรือแม้แต่การเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้สมคบคิดกลุ่มอื่นที่เขาสืบพบถึงความเกี่ยวข้องก็ตามก็ไม่สามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนได้

กระทั่งในที่สุดคดีนี้ก็ถูกปิดลงอย่างเป็นปริศนาอีกครั้ง แต่ถึงอย่างไรความพยายามของอัยการแกร์ริสันในครั้งนั้นก็ไม่ได้ล้มเหลวลงไปเสียทีเดียว การขุดคุ้ยของเขาได้ส่งผลให้โลกได้ทราบถึงข้อมูลใหม่ๆที่เชื่อมโยงไปถึงกรณีลอบสังหารครั้งนั้นอย่างกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้นอีก

จากข้อมูลที่ จิม แกร์ริสัน กับทีมของเขาสามารถสืบเสาะไปถึง กระทั่งค้นพบความเชื่อมโยงของกลุ่มองค์กรต่างๆที่มีอิทธิพลอยู่ในระดับชาติซึ่งมีความน่าสงสัยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีครั้งนั้น มีการระบุถึงกลุ่มต่างๆดังต่อไปนี้

ซีไอเอ หรือหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างหน่วยงานนี้กับทําเนียบขาวในสมัยของประธานาธิบดีเคนเนดี จนมีการไล่ผู้อํานวยการซีไอเอออก

กลุ่มมาเฟีย คนกลุ่มนี้มีผลประโยชน์ทางธุรกิจระดับชาติมากมาย แต่ด้วยนโยบายหลายๆอย่างของประธานาธิบดีเคนเนดี ทําให้คนกลุ่มนี้สูญเสียผลประโยชน์ไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง

กลุ่มสายเหยี่ยวในกองทัพสหรัฐฯ คนกลุ่มนี้ล้วนแต่เป็นนายทหารที่อยู่ในระดับบริหาร แต่จากนโยบายด้านการต่างประเทศโดยเฉพาะในการลดงบประมาณด้านการทหารของประธานาธิบดีเคนเนดี ทําให้นายทหารเหล่านั้นสูญเสียผลประโยชน์ทางทหารไปมากมาย

กลุ่มกู้ชาติชาวคิวบา คนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า อัลฟา 66 (Alpha 66) เป็นชาวคิวบาอพยพซึ่งเข้ามาลี้ภัยอยู่ที่รัฐฟลอริดาภายหลังจากการปฏิวัติในคิวบาโดย ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) องค์กรนี้ได้พยายามเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มอํานาจของคาสโตรลงให้ได้มาโดยตลอด โดยมี ซีไอเอ และฝ่ายสายเหยี่ยวในกองทัพสหรัฐฯบางกลุ่มให้การสนับสนุน แต่ก็ต้องสิ้นหวังลงเมื่อประธานาธิบดี เคนเนดีขึ้นมาบริหารประเทศ และตัดการสนับสนุนคนกลุ่มนี้ลงในทุกๆด้าน

กลุ่มนักธุรกิจและนายทุนทรงอิทธิพลระดับชาติ คนกลุ่มนี้ไม่พอใจในนโยบายหลายๆด้านของประธานาธิบดีเคนเนดีที่พวกเขาเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการเอาใจคนผิวดําของเคนเนดี จึงทําให้เกิดอคติกับนโยบายอื่นๆของเคนเนดีด้วยว่าเป็นสิ่งที่อันตราย กลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัดที่ควบคุมระบบเศรษฐกิจใหญ่ๆของประเทศอยู่ และเป็นผู้ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆอีกด้วย จึงทรงอิทธิพลอย่างมาก (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet