ตีแผ่เบื้องหลังความสัมพันธ์ของบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี

ตีแผ่เบื้องหลังความสัมพันธ์ของบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี

จากรายงานของ เอฟบีไอ หรือหน่วยสืบสวนกลางสหรัฐฯนั้นระบุว่า ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ยิงกระสุนออกมา 3 นัด นัดที่ 1 เข้าที่ร่างของเคนเนดี นัดที่ 2 เข้าที่หน้าอกของคอนเนลลี ส่วนนัดที่ 3 เข้าที่ศีรษะของเคนเนดี แต่ในความเป็นจริงบนตัวของคอนเนลลีนั้นมีบาดแผลถึง 4 แห่งด้วยกัน เพียง แต่ไม่ถูกจุดสําคัญเท่านั้น ซึ่งถ้าหากนําบาดแผลที่อยู่บนร่างของเคนเนดีและคอนเนลลีรวมกันก็จะมีรอยกระสุนทั้งหมด 6 แห่ง ซึ่งยังไม่รวมรอยกระสุนที่ปรากฏอยู่บนตัวรถอีกหลายจุด เช่นที่กระจกบังลมหรือตรงกรอบกระจกอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีกระสุนที่ไปถูกผู้เคราะห์ร้ายรายอื่นได้รับบาดเจ็บอีกซึ่งมีตัวตนจริงชื่อว่า เจมส์ ทาก (James Taque) ที่ยืนอยู่ห่างออกไปจากรถคันที่เคนเนดีนั่งในวินาทีสังหารประมาณ 80 เมตร และรอยกระสุนที่อยู่บนพื้นถนนกับที่เจาะเข้าตรงผนังปูนบริเวณใต้ทางยกระดับซึ่งรถของเคนเนดีกําลัง มุ่งหน้าไปอีก รอยกระสุนเหล่านี้ไม่น่าที่จะเกิดขึ้นจากกระสุนเพียง 3 นัดที่ยิงออกมาจากปืนไรเฟิลของออสวอลด์เพียงกระบอกเดียวอย่างแน่นอน หรือหากเป็นเช่นนั้นจริง กระสุนแต่ละนัดก็คงจะต้องเป็น “กระสุนวิเศษ” อย่างที่ จิม แกร์ริสัน ตั้งชื่อไว้ มันจึงสามารถลดเลี้ยวกลับไปกลับมาตามทิศทางต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์จนสามารถทําให้เกิดรอยกระสุนได้มากมายเช่นนี้ แต่ทีมของอัยการแกร์ริสันไม่ยอมเชื่อเช่นนั้น จึงสรุปว่ามีการยิงเกิดขึ้นมากกว่า 3 นัด ซึ่งก็น่าจะมีมากกว่า 10 นัดขึ้นไปอย่างแน่นอน และต้องมาจากทิศทางที่ต่างกันอีกด้วย

หากเป็นเช่นนี้แล้ว เอฟบีไอ สรุปคดีออกมาเช่นนั้นได้อย่างไร หรือจงใจปิดคดีให้ง่ายขึ้นเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอย่างมาก และจากประเด็นของวิถีกระสุนที่เชื่อว่าน่าจะมาจากหลายทิศทางนั้น ยังมีผู้ให้การยืนยันอีกผู้หนึ่งก็คือ แรมซี คลาร์ก (Ramsey Clark) อัยการเขตวอชิงตัน ดีซี ซึ่งเป็นผู้ออกมาเปิดเผยถึงข้อสงสัยของเขาจากการสืบสวนในปี ค.ศ. 1968 ด้วยเช่นกันว่า เขาได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ 4 คนมาช่วยกันวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์บาดแผลที่เกิดจากรอยกระสุนบนร่างของเคนเนดีซึ่งถ่ายไว้อย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 ต่างก็เห็นตรงกันว่าบาดแผลที่ปรากฏนั้นมาจากวิถีกระสุนซึ่งพุ่งมาจากทิศทางต่างกันอย่างแน่นอน

ตีแผ่เบื้องหลังความสัมพันธ์ของบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี

ตีแผ่เบื้องหลังความสัมพันธ์ของบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี

ความน่าเคลือบแคลงเหล่านี้จึงชวนให้เกิดความสงสัยว่ามีอะไรที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้ จึงทําให้ทั้ง เอฟบีไอ และคณะกรรมาธิการวอร์เร็น ถึงได้สรุปคดีออกมาอย่างฉาบฉวยเช่นนี้ ทั้งที่คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์และเกิดขึ้นกับบุคคลหมายเลข 1 ของประเทศ แต่กลับละเลยหลักฐานพยานต่างๆมากมาย และพยายามจํากัดวงของการสืบสวนคดีให้แคบลงเพื่อให้คดีปิดลงได้อย่างง่ายดาย คล้ายกับมันเป็นเพียงคดีฉกชิงวิ่งราวทั่วไปโดยโยนความผิดทั้งหมดไปที่ตัว ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ที่ไม่สามารถลุกขึ้นมาให้ปากคําแต่อย่างใดได้อีก

แล้วใช้เพียงเหตุผลว่าเขามีพฤติกรรมฝักใฝ่คอมมิวนิสต์อันเป็นข้อหาครอบจักรวาลที่ใช้กันเป็นประจําในการโยนความผิดให้ใครก็ได้ที่คิดว่าเป็นศัตรูในยุคสงครามเย็นซึ่งมักทํากันโดยพยายามพุ่งเป้าไปที่หลักฐานต่างๆเพื่อให้เห็นว่าออสวอลด์ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างค่อนข้างจงใจ ทั้งภาพถ่ายที่เขาถือปืนไรเฟิลและโชว์เอกสารคอมมิวนิสต์ ภาพเขายืนแจกเอกสารคอมมิวนิสต์ให้แก่ผู้คนริมถนน รวมถึงภาพเขากับภรรยาซึ่งเป็นชาวรัสเซียกับการเดินทางไปรัสเซียของเขา นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการติดต่อกันระหว่างออสวอลด์กับพวกคอมมิวนิสต์ในคิวบาอีกด้วย

หลักฐานต่างๆเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นความจงใจที่ผิดสังเกต เหมือนกับวิธีการโฆษณาชวนเชื่อที่ทํากันในวงการโฆษณา แต่สามารถทําให้คณะกรรมาธิการวอร์เรนเชื่อและตกหลุมหลักฐาน เหล่านั้นจนสรุปผลออกมาเช่นนั้นแบบค้านสายตาผู้คนจะโดยสาเหตุใดก็ตาม แต่คดีก็ปิดลงไปพร้อมกับบทสรุปเหล่านั้นในที่สุด ซึ่งไม่อาจโทษได้ว่าจะเป็นความผิดพลาดของคณะกรรมาธิการ วอร์เรนที่สรุปคดีออกมาง่ายๆอย่างนั้นเสียทีเดียวหากมองในด้านบวก ก็อาจเป็นเพราะข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่ส่งให้กับคณะกรรมาธิการวอร์เรนนี้ได้ถูกปิดกั้นมาตั้งแต่ต้นทางแล้ว จะโดยหน่วยงานใดหรือสาเหตุใดก็ตาม เพื่อทําให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ทํางานได้ไม่สะดวกนัก หรือไม่ต้องการที่จะให้คลําไปจนสะดุดตอเข้า มันจึงมีผลสรุปออกมาดังกล่าว

การรื้อคดีขึ้นมาสืบสวนใหม่ของอัยการแกร์ริสันครั้งนั้น ยังทําให้เขาค้นพบประเด็นใหม่อีกประเด็นก็คือกลุ่มผู้ที่น่าจะมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับกรณีลอบสังหารครั้งนั้น โดยเริ่มจากการขุดคุ้ยให้ลึกลงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ กับคนกลุ่มต่างๆว่าเขามีความเกี่ยวข้องกับใครบ้าง และเมื่อยิ่งคุ้ยลึกลงไปก็ยิ่งพบกับความไม่ชอบมาพากลมากมายที่อาจเป็นสาเหตุแท้จริงในการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีในครั้งนั้นที่เชื่อมโยงไปถึงประเด็นทางการเมืองต่างๆซึ่งล้วนแล้วแต่สามารถใช้เป็นแรงจูงใจให้เกิดการลอบสังหารบันลือโลกครั้งนั้นได้ทั้งสิ้น

แต่ที่น่าตกใจก็คือมีหน่วยงานราชการสําคัญระดับประเทศหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วย และยังมีบุคคลสําคัญที่มีหน้ามีตาในสังคม รวมไปถึงพวกกลุ่มขวาจัด กลุ่มมาเฟีย และกลุ่มการเมืองต่างๆที่ร้อยรัดกันไปมา กลุ่มคนเหล่านี้ล้วนอยู่ในข่ายที่น่าสงสัยด้วยกันทั้งสิ้น แต่ที่น่าประหลาดใจคือคนเหล่านี้มีความเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเคนเนดีเอง บุคคลแรกที่เสมือนเป็นกุญแจไขไปสู่จุดเชื่อมโยงของเรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นบุคคลระดับสูงในวงสังคมชื่อ เคลย์ ชอว์ (Clay Shaw)

เคลย์ ชอว์ ผู้นี้เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในนิวออร์ลีน โดยมีตําแหน่งเป็นถึงประธานหอการค้านิวออร์ลีนที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากคนทั่วไปอีกด้วย จุดเริ่มต้นที่ทําให้สาวไปจนถึงตัว เคลย์ ชอว์ ได้ก็คือในวันที่ออสวอลด์ถูกจับกุมตัวนั้น เคลย์ ชอว์ เป็นผู้โทรไปหาอัยการเขตเท็กซัส ดีน แอนดรูว์ส (Dean Andrews) เพื่ออาสาหาทนายให้กับออสวอลด์ โดยใช้ชื่อปลอมว่า เคลย์ เบอร์ทรานด์ (Clay Bertrand) และจากการไล่เรียงรายชื่อจากสมุดโทรศัพท์ของออสวอลด์นั้น ก็มีชื่อของ เคลย์ ชอว์ รวมอยู่ด้วย จึงมีการสาวไปจนพบว่าที่แท้แล้ว เคลย์ เบอร์ทรานด์ กับ เคลย์ ชอว์ ก็คือคนคนเดียวกัน ซึ่ง เคลย์ ชอว์ ผู้นี้เป็นพวกขวาจัดที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ตัวยงด้วยเช่นกัน แล้วพวกขวาจัดมาคบหากับพวกนิยมซ้ายเช่นออสวอลด์ได้อย่างไร

จากการสืบสวนของแกร์ริสันยังทําให้ทราบว่านอกจาก เคลย์ ชอว์ จะเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงแล้ว ในทางลับนั้นเขาก็คือสายที่ทํางานหาข่าวให้กับซีไอเออีกด้วย นอกจากนี้แกร์ริสันก็ยังพบข้อน่าสงสัยมากมายเกี่ยวกับบุคคลที่ออสวอลด์เคยติดต่อด้วยซึ่งล้วนแต่เป็นพวกขวาจัดนักต่อต้านคอมมิวนิสต์ตัวยงทั้งสิ้น มีทั้งนักธุรกิจ นักสืบ สายลับ อดีตนายทหาร ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยราชการต่างๆทั้งกรมตํารวจ เอฟบีไอ และ ซีไอเอ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาวคิวบาอพยพที่ตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของ ฟิเดล คาสโตร ก็มีชื่อรวมอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน การติดต่อกับกลุ่มบุคคลต่างๆเหล่านี้ยิ่งทําให้เกิดข้อน่าสงสัยว่าออสวอลด์จะเป็นคอมมิวนิสต์จริงๆอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

ตีแผ่เบื้องหลังความสัมพันธ์ของบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี

สําหรับประวัติของ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ นั้น เขาเคยเป็นทหารสังกัดหน่วยนาวิกโยธินมาก่อนหลังจากปลดประจําการแล้วเขาก็เดินทางไปรัสเซีย สาเหตุที่เดินทางไปนั้นไม่ทราบแน่ชัดนัก แต่ก็เชื่อว่าน่าจะถูกส่งเข้าไปทํางานลับบางอย่าง เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันได้ว่าเขาทํางานให้กับ วิลเลียม กาย บานิสเตอร์ (William Guy Banister) อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ผันตัวเองมาเป็นนักสืบ โดยได้ตั้งสํานักงานอยู่ที่ถนนแคมป์ในนิวออร์ลีน แต่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเขายังคงทํางานให้เอฟบีไอ อยู่ โดยเป็นผู้คอยหาข่าวและข้อมูลจารกรรมป้อนให้กับเอฟบีไอ

ออสวอลด์แต่งงานกับหญิงสาวชาวรัสเซียชื่อ มารินา (Marina) และมีบุตรด้วยกันหนึ่งคนระหว่างอยู่ในรัสเซีย กระทั่งเมื่อกลับสหรัฐฯเขาก็พาลูกเมียกลับมาด้วยโดยทําเรื่องขอลี้ภัยให้กับเธอ และจากประวัติการเดินทางไปรัสเซียกับการแต่งงานกับสาวรัสเซียนี้เองที่ถูกเอฟบีไอนํามาใช้แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการฝึกใฝ่คอมมิวนิสต์ของออสวอลด์ แต่เรื่องนี้กลับค้านกับสิ่งที่แกร์ริสันพบว่าบุคคลแวดล้อมซึ่งเขาติดต่อด้วยล้วนแต่เป็นกลุ่มขวาจัดทั้งสิ้น และยังมีอีกบุคคลหนึ่งที่ชวนสงสัยอย่างมากว่าคนนิยมซ้ายอย่างออสวอลด์จะคบหากับบุคคลผู้นี้ได้อย่างไร คนผู้นี้ก็คือ เดวิด เฟอร์รี (David Ferrie) ผู้ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าหน่วยนักบินขับไล่ของกองทัพอากาศ

เมื่อลาออกจากราชการแล้ว เฟอร์รีก็หันมาจัดตั้งหน่วยพิเศษขึ้นเพื่อจัดหาคนมาฝึกเป็นนักบินและนักรบเพื่อตั้งกองทหารรับจ้าง ซึ่งออสวอลด์ก็เคยเข้าร่วมฝึกกับหน่วยพิเศษของเฟอร์รีมาก่อนด้วย โดยบุคคลเหล่านี้ทั้ง เคลย์ ชอว์ กาย บานิสเตอร์ และ เดวิด เฟอร์รี นั้นล้วนแต่มีภารกิจซ่อนเร้นอยู่ก็คือการให้การสนับสนุนกลุ่มคิวบาอพยพที่มีชื่อว่ากลุ่มอัลฟา 66 อย่างลับๆ เพื่อวางแผนโค่นล้มรัฐบาลคาสโตรของคิวบาในเวลานั้น

ซึ่งช่วงเวลาเดียวกันนั้น ซีไอเอ ได้ร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯเปิดแผนปฏิบัติการหนึ่งมีชื่อว่า “แผน ปฏิบัติการมองกูส (Operation Mongoose)” อันเป็นแผนปฏิบัติการเพื่อโค่นล้มรัฐบาลคาสโตร อยู่ จึงน่าเป็นไปได้ว่าคนกลุ่มนี้กําลังทํางานประสานกับแผนปฏิบัติการดังกล่าวนั่นเอง และก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกันว่าออสวอลด์ก็คือหมากตัวหนึ่งในแผนปฏิบัติการนี้ด้วยเช่นกัน

สําหรับสิ่งที่ทําให้ทีมสืบสวนของ จิม แกร์ริสัน สามารถเชื่อมโยงกลุ่มบุคคลเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ก็คือข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจากพยานปากสําคัญผู้หนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตคู่ขาไม้ป่าเดียวกันของ เดวิด เฟอร์รี ชื่อว่า เพอร์รี รุสโซ (Perry Russo) ผู้มีอาชีพเป็นนายหน้าขายประกัน รุสโซ ผู้นี้ยังเป็นผู้ยืนยันด้วยว่า เคลย์ เบอร์ทรานด์ ก็คือ เคลย์ ชอว์ และยังบอกถึงความเกี่ยวพันกันระหว่าง เฟอร์รี กับ ชอว์ ด้วยว่า เคลย์ ชอว์ ก็คือผู้ที่ให้การสนับสนุนในด้านการเงินแก่ เดวิด เฟอร์รี เพื่อตั้งค่ายฝึกนักรบชาวคิวบาอพยพอย่างลับๆ และยังยืนยันด้วยว่ามักเห็นออสวอลด์ร่วมโต๊ะพูดคุยกับคนกลุ่มนี้เป็นประจํา ซึ่งบางครั้งก็มี แจ็ค รูบี ผู้สังหารออสวอลด์นั่งพูดคุยอยู่ด้วย

โดย แจ็ค รูบี ก็คือลูกน้องคนสนิทคนหนึ่งของ เคลย์ ชอว์ นั่นเอง แต่หลักฐานสําคัญที่สามารถ ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของคนเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนมาจากพยานบางคนที่เคยเห็นออสวอลด์ปรากฏตัวพร้อมกับ เคลย์ ชอว์ และ เดวิด เฟอร์รี ขณะที่ทั้งสามนั่งอยู่ในรถคันหนึ่งคอยสอดส่องดูการประท้วงของกลุ่มคนผิวดําที่เรียกร้องสิทธิของพวกตน คนของแกร์ริสันจึงนําภาพของทั้งสามไปสอบถามพยานผิวดําที่อยู่ในเหตุการณ์ประท้วงครั้งนั้น ซึ่งมีหลายคนจดจําได้ว่าเห็นทั้ง ชอว์ ออสวอลด์ และเฟอร์รี ปรากฏตัวอยู่ด้วยกันจริง จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าบุคคลทั้งสามต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีภาพถ่ายของออสวอลด์กับเฟอร์รีอยู่ในภาพเดียวกันในสถานที่แห่งหนึ่งที่ เชื่อว่าเป็นค่ายฝึกนักบินรบซึ่งเป็นค่ายฝึกลับที่เฟอร์รีได้รับทุนมาก่อตั้งขึ้น แต่ภายหลังถูกสั่งปิดลงอีกด้วย (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet