แผนปฏิบัติการมองกูส ต้นเหตุของข่าวลือที่ว่าซีไอเอมีส่วนรู้เห็นในกรณีลอบสังหารประธานาธิบดี

แผนปฏิบัติการมองกูส ต้นเหตุของข่าวลือที่ว่าซีไอเอมีส่วนรู้เห็นในกรณีลอบสังหารประธานาธิบดี

ภายหลังจากที่ จิม แกร์ริสัน ได้รวบรวมหลักฐานต่างๆเหล่านี้จนเข้ารูปเข้ารอยแล้ว เขาจึงขอนําคดีนี้ขึ้นฟ้องศาลอีกครั้งหนึ่งในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1967 โดยเริ่มต้นจากการส่งฟ้อง เคลย์ ชอว์ กับ เดวิด เฟอร์รี ในข้อหารู้เห็นเป็นใจกับ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ในการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี แต่ ก่อนที่คดีของ เคลย์ ชอว์ จะถูกนําขึ้นชั้นศาล เดวิด เฟอร์รี ก็ชิงฆ่าตัวตายไปอย่างเป็นปริศนาอีกคนหนึ่ง โดยทิ้งจดหมายลาตายอย่างชวนสงสัยเอาไว้ด้วย และต่อมา กาย บานิสเตอร์ เกิดถูกฆาตกรรมตายตามไปอีกคน ทิ้งเงื่อนงําอันชวนสงสัยไว้อีกเช่นกัน

การเสียชีวิตของทั้งสองจึงเท่ากับเป็นการตัดตอนคดีนี้ไปโดยปริยาย จนเมื่อคดีของ เคลย์ ชอว์ ถูกนําขึ้นสู่ศาลก็ล่วงเข้าในปี ค.ศ. 1969 แล้ว ซึ่งถึงแม้พยานหลักฐานของอัยการแกร์ริสันจะน่าเชื่อถือเพียงไรก็ตาม แต่หลังจากไต่สวนด้วยเวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้นก็มีคําพิพากษาให้ เคลย์ ชอว์ พ้นผิด กรณีนี้เป็นเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี เคนเนดีซึ่งสามารถนําขึ้นสู่ชั้นศาลเพื่อไต่สวนใหม่ได้สําเร็จ แต่ก็จบลงโดยที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และนับจากนั้นมาก็ไม่มีการนําคดีนี้ขึ้นสู่ศาลอีกแม้ว่าจะมีความพยายามจากทั้งหน่วยงานรัฐหรือองค์กรเอกชนที่พยายามจะเข้ามาสางปมคดีอันชวนสงสัยต่อสังคมนี้หลายครั้งหลายหน แต่เรื่องก็เงียบหายไปในที่สุด

แผนปฏิบัติการมองกูส ต้นเหตุของข่าวลือที่ว่าซีไอเอมีส่วนรู้เห็นในกรณีลอบสังหารประธานาธิบดี

แผนปฏิบัติการมองกูส ต้นเหตุของข่าวลือที่ว่าซีไอเอมีส่วนรู้เห็นในกรณีลอบสังหารประธานาธิบดี

จากการรื้อคดีลอบสังหารเคนเนดีครั้งนั้น นอกจาก จิม แกร์ริสัน จะพบความเชื่อมโยงของกลุ่มธุรกิจขวาจัดเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกพาดพิงถึงก็คือ ซีไอเอ ซึ่งเขาสงสัยว่า ซีไอเอ อาจมีส่วนรู้เห็นกับแผนการในครั้งนั้นด้วย สําหรับสาเหตุที่ทําให้เกิดข้อสงสัยนี้ขึ้นนั้นก็คงต้องย้อนไปถึง เหตุการณ์ในช่วงที่เคนเนดีขึ้นมารับตําแหน่งใหม่ๆ ช่วงเวลานั้น ซีไอเอ ร่วมกับกองทัพสหรัฐฯวางแผนปฏิบัติการหนึ่งขึ้นที่มีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาลคาสโตรแห่งคิวบา ซึ่งเป็นแผนการที่วางกันไว้ตั้งแต่ในสมัยของประธานาธิบดี ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight Eisenhower) ที่ดํารงตําแหน่งสมัยก่อนหน้าเคนเนดีแล้ว

แผนดังกล่าวก็คือ “แผนปฏิบัติการมองกูส” สืบเนื่องจากการปฏิวัติของคิวบาที่นําประเทศเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์เป็นต้นมา คิวบานั้นตั้งอยู่ใกล้กับรัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกามาก จึงอันตรายต่อสหรัฐฯคล้ายกับระเบิดเวลาของรัสเซียที่ถูกนําเข้ามาวางไว้ใกล้กับสหรัฐอเมริกาเพียงแค่ปลาย จมูก

อันที่จริงแล้วก่อนหน้าที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี จะขึ้นมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีนั้น ในสมัยของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ซีไอเอก็เคยเสนอแผนปฏิบัติการหนึ่งเพื่อโค่นล้มรัฐบาลคาสโตรมาแล้วครั้งหนึ่ง ชื่อว่า “แผนปฏิบัติการอ่าวหมู (Bay Of Pig Operation)” เป็นแผนสนับสนุนกลุ่มคิวบาอพยพกลุ่มหนึ่งในการฝึกฝนการรบ แล้วให้กลับไปยึดอํานาจรัฐบาลคาสโตรคืนมา โดยมีทั้งกองกําลังทางน้ำและอากาศของสหรัฐฯให้ความช่วยเหลืออยู่ด้วยเป็นกองหนุน แต่แผนการนี้ยังไม่เสร็จสิ้นดี ไอเซนฮาวร์ก็หมดสมัยลงไปเสียก่อน

จนเมื่อเคนเนดีขึ้นมาดํารงตําแหน่งแทน ซีไอเอ ก็ยังคงดําเนินแผนปฏิบัติการนี้ต่อ โดยเชื่อว่าเคนเนดีต้องให้การสนับสนุนต่อไป ซึ่งในตอนแรกเคนเนดีก็มีท่าทีว่าจะให้ดําเนินแผนการนี้ต่อ แต่แล้วก็กลับเปลี่ยนใจในภายหลัง เพราะไม่พอใจที่ อัลเลน ดัลเลส (Allen Dalles) ผู้อํานวยการซีไอเอในเวลานั้นปกปิดข้อมูลสําคัญของแผนปฏิบัติการนี้ และสั่งให้ยุติแผนทั้งหมดลงกลางคัน แม้ว่าแผนได้เริ่มไปแล้วตามที่นัดหมายกัน โดยมีการนัดแนะกลุ่มนักรบชาวคิวบาให้นํากําลังบุกขึ้นสู่คิวบาไปแล้ว

การสั่งยกเลิกแผนนี้กลางคันสร้างความเสียหายและเสียหน้าให้แก่เจ้าของแผนการนี้อย่างมาก เพราะเมื่อกลุ่มนักรบคิวบาบุกขึ้นเกาะ เรือรบและเครื่องบินที่นัดแนะกันให้เข้าโจมตีนั้น กลับถูกถอนกลับไปจนหมด ทําให้นักรบคิวบาเหล่านั้นถูกโดดเดี่ยวกระทั่งถูกทหารของคาสโตรจับกุมได้ทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น ในภายหลังเคนเนดียังออกคําสั่งล้างบางหน่วยงานซีไอเอทั้งหมด ตั้งแต่การปลดผู้บริหารระดับสูงออกหลายตําแหน่งรวมถึง อัลเลน ดัลเลส ด้วย

นอกจากนี้เคนเนดียังสั่งปิดค่ายพักและค่ายฝึกนักรบคิวบาต่างๆที่สหรัฐฯเคยให้การสนับสนุนลงทั้งหมด โดยให้ผลักดันคนเหล่านั้นออกนอกประเทศไปอีกด้วย เนื่องจากไม่ต้องการที่จะสร้างแรงกดดันให้แก่คิวบามากกว่าที่เป็นอยู่ จึงทําให้ชาวคิวบาอพยพกลุ่มนั้นจําต้องหลบหนีไปปักหลักอยู่ที่ประเทศกัวเตมาลาแทน กรณีต่างๆเหล่านี้ หรือไม่ที่ถือเป็นการเปิดรอยแผลให้กับความสัมพันธ์ระหว่างเคนเนดีกับคนกลุ่มดังกล่าวนี้กระทั่งเกิดการลอบสังหารขึ้น

เรื่องทั้งหมดนี้ จิม แกร์ริสัน ไม่ได้สืบเสาะด้วยตัวเอง แต่ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวผู้หนึ่งซึ่งเป็นอดีตนายทหารนอกราชการที่เคยทํางานด้านการข่าวให้กับกองทัพสหรัฐฯมาก่อนชื่อ แอล เฟรตเชอร์ เพราตี (L. Fretcher Prouty) เพราตีผู้นี้เคยเขียนหนังสือเปิดเผยถึงกรณีน่าสงสัยต่างๆที่ไม่ชอบมาพากลให้สาธารณชนได้ทราบมาแล้ว และนอกจากซีไอเอจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยตามข้อมูลของเพราตีแล้ว เขายังเป็นผู้เริ่มต้นทฤษฎีที่เชื่อว่าหน่วยงานทางทหารของสหรัฐฯบางหน่วยก็อาจมีส่วนรู้เห็นในแผนลอบสังหารเคนเนดีครั้งนั้นด้วย

เพราตีได้สร้างทฤษฎีส่วนตัวที่เชื่อว่าเรื่องนี้อาจมีความเชื่อมโยงไปถึงสงครามเวียดนามที่กําลังเขม็งเกลียวกันอยู่ในเวลานั้นด้วย โดยทั่วไปนั้น คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเคนเนดีเป็นผู้ที่เปิดฉากสงครามเวียดนาม และเป็นผู้สั่งโถมกําลังลงไปในสงครามครั้งนั้นอย่างเต็มที่ แต่ตามข้อมูลที่เพราตี นํามาเปิดเผยนั้นเรื่องนี้กลับตาลปัตรกัน แทนที่เคนเนดีจะเป็นผู้สั่งเสริมกําลังทหารเข้าไปในเวียดนาม เขากลับมีแผนการที่จะถอนหรือลดกําลังทหารออกจากเวียดนามมากกว่า เนื่องจากสงครามเวียดนามมีมูลค่าสูง และเขาต้องการนํางบประมาณไปโถมให้กับนโยบายด้านอื่นที่เห็นว่าสําคัญกว่า โดยเฉพาะในเรื่องของการแข่งขันทางด้านโครงการอวกาศกับรัสเซีย ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้วผู้จะต้องเป็นฝ่ายสูญเสียผลประโยชน์อันมหาศาลไปก็คือกองทัพสหรัฐฯทั้งหมดนั่นเอง

สําหรับกรณีข้อสงสัยที่ ซีไอเอ อาจมีส่วนรู้เห็นในกรณีลอบสังหารครั้งนั้นด้วยหรือไม่มักเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอยู่เรื่อยมา เรื่องนี้จึงได้ถูกนําขึ้นตรวจสอบอย่างเป็นทางการในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1975-76 ใน สมัยประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) ดํารงตําแหน่ง ภายหลังจากที่เกิดกรณีอื้อฉาว “วอเตอร์เกต (Watergate)” ขึ้น และมีการเปิดโปงว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปมีส่วนพัวพันกับการโกงเลือกตั้งในสมัยรัฐบาล ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) จนทําให้นิกสันต้องลาออกจากตําแหน่งในที่สุด

เมื่อประธานาธิบดีฟอร์ดขึ้นดํารงตําแหน่งต่อ จึงมีคําสั่งให้ทําการสังคายนาหน่วยงานต่างๆกันเป็นทิวแถวเพื่อเรียกความน่าเชื่อถือกลับคืนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานซีไอเอที่มักมีข่าวไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวต่างๆ และมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องที่เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอื่นๆอยู่เป็นประจํา รวมไปถึงการลอบสังหารผู้นําประเทศโลกที่ 3 ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในช่วงเวลานั้นด้วย ในปี ค.ศ. 1975 รัฐสภาสหรัฐฯจึงได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทําการตรวจสอบวิธีทํางานของซีไอเอ โดยมีประธานคณะคือวุฒิสมาชิก แฟรงค์ เชิร์ช (Frank Church) คณะทํางานชุดนี้จึงถูกเรียก ว่า “คณะกรรมาธิการเชิร์ช (Church Committee)”

แต่จนกระทั่งหมดอายุการทํางานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ลงก็ยังไม่มีผลสรุปแน่ชัด จึงมีการส่งต่อการทํางานให้กับคณะกรรมาธิการซึ่งถูกตั้งขึ้นใหม่เพื่อสืบหาความจริงเกี่ยวกับคดีลอบสังหารบุคคลสําคัญต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 60 โดยเฉพาะชื่อ “คณะกรรมาธิการสืบสวนกรณีลอบสังหาร (Committee on Assassinations)” โดยมีวุฒิสมาชิก โธมัส ดาวนิง (Thomas Downing) เป็นประธานกรรมาธิการ และจากการสอบสวนหน่วยงานซีไอเอในครั้งนั้น ก็ได้มีการหยิบยกข้อสงสัยที่มักเชื่อกันว่า ซีไอเอ อาจเข้าไปมีส่วนร่วมกับกรณีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีขึ้นมาพิจารณาด้วย แต่บทสรุปของคดีก็ไม่มีอะไรที่ก้าวหน้าขึ้นมากนัก

ในที่สุดคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็โทษไปที่ความหละหลวมของตํารวจเท็กซัสเองว่ามีความสะเพร่าในการอารักขา จึงไม่มีการป้องกันอย่างเต็มที่ จนทําให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น และตัดบทแบบกําปั้นทุบดินคล้ายฟอกชําระความสะอาดให้แก่ซีไอเอต่อเรื่องที่เกิดข้อสงสัยว่า ซีไอเอจะมีส่วนพัวพันกับการลอบสังหารในครั้งนั้นหรือไม่นั้น เป็นไปได้ว่าจะมีการติดต่อกันจริงระหว่างเจ้าหน้าที่บางคนกับผู้ที่อยู่ในข่ายน่าสงสัยต่างๆว่ามีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มคนดังกล่าวได้

แต่จากการสอบสวนครั้งนั้นก็ทําให้ได้ทราบข้อมูลเรื่องหนึ่งซึ่งไม่เคยทราบกันมาก่อนว่า ในวันที่ประธานาธิบดีเคนเนดีเยือนดัลลัสครั้งนั้น มีคําสั่งให้ลดกําลังเจ้าหน้าที่ราชการลับของซีไอเอที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวในภารกิจของประธานาธิบดีลงจากเดิมที่ต้องโถมกําลังลงในพื้นที่อย่างเต็มที่ทุกครั้งที่มีบุคคลสําคัญเดินทางไปยังที่ใดก็ตาม แต่บุคคลระดับประธานาธิบดีสหรัฐฯกลับมีคําสั่งให้ลดกําลังลงคล้ายจงใจปิดตาข้างหนึ่งไม่ให้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ชวนสงสัยอย่างมากต่อข้อสงสัยนี้

ซีไอเอได้อ้างว่าตัวประธานาธิบดีเคนเนดีนั่นเองที่เป็นคนสั่งให้มีการลดกําลังอารักขาและจํานวนเจ้าหน้าที่ราชการลับลง เนื่องจากเคนเนดีต้องการจะตัดค่าใช้จ่ายในด้านนี้ลงเพราะเห็นว่าฟุ่มเฟือย แต่ถึงอย่างไรผลสรุปที่ออกมาก็ยังไม่สามารถจะทําให้คนทั่วไปหมดข้อสงสัยต่อหน่วยงานที่มักมีวาระซ่อนเร้นหน่วยงานนี้ไปได้ ซึ่งก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทํางานของคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวนี้ออกมาด้วยเช่นกันว่าอยู่ภายใต้แรงกดดันที่คล้ายกับหวาดกลัวว่าความจริงที่พบจะเป็นสิ่งที่ทําให้สังคมเกิดความสับสนอลหม่านหรือไม่ จึงมีผลสรุปออกมาแบบบัวไม่ให้น้ำไม่ให้ขุ่นเช่นนั้น (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet