ความขัดแย้งทางด้านการเมืองของฝ่ายหัวก้าวหน้ากับฝ่ายหัวอนุรักษ์ในสหรัฐอเมริกา

ความขัดแย้งทางด้านการเมืองของฝ่ายหัวก้าวหน้ากับฝ่ายหัวอนุรักษ์ในสหรัฐอเมริกา

ถึงแม้ว่ากรณีการลอบสังหารเคนเนดีจะไปถึงทางตันทุกครั้งที่มีการสืบสวน แต่ก็ยังมีผู้พยายามสืบเสาะหาข้อมูลใหม่ๆในเบื้องลึกออกมาเผยแพร่กันอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา จนมีข้อมูลด้านต่างๆออกมาเปิดเผยอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน มีเรื่องราวอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจและถูกนํามาพูดกันอย่างแพร่ หลายในภายหลังซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ทีมอัยการแกร์ริสันสืบพบอย่างมากก็คือเรื่องที่มีผู้อ้างตัวว่าเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอผู้หนึ่งชื่อ วินสตัน สก็อตต์ (Winston Scott) ซึ่งอ้างตนว่าเป็นอดีตสายลับของซีไอเอ และเคยประจําการอยู่ที่เม็กซิโก ซิตี เมืองหลวงประเทศเม็กซิโก

สัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

สัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารครั้งนั้น สก็อตต์เปิดเผยว่าเวลานั้นเขาได้รับคําสั่งจากผู้บังคับบัญชาในซีไอเอให้เป็นผู้คอยประสานงานการพบปะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีไอเอกับกลุ่มต่อต้านคิวบาพลัดถิ่นที่เรียกว่ากลุ่มอัลฟา 66 ซึ่งกบดานอยู่ที่นิคารากัว โดยสก็อตต์ได้เปิดเผยชื่อของเจ้าหน้าที่ซีไอเอที่มาพบกับกลุ่มชาวคิวบาผู้นั้นด้วยว่าชื่อ มอริซ บิชอป (Maurice Bishop) แต่ก็ทราบกันดีในวงในว่าชื่อ มอริซ บิชอป นี้เป็นชื่อปลอม

เจ้าหน้าที่ผู้นี้เป็นอดีตทหารรับจ้างและเป็น “มือสังหาร” คนหนึ่งที่เคยสร้างผลงานไว้มากมายในภารกิจอเมริกาใต้ จนทําให้เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีไอเอ โดยมีตําแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองในภารกิจข้ามทวีประหว่างอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้

ในช่วงเวลานั้น มอริซ บิชอป ได้พบกับผู้นํากลุ่มอัลฟา 66 ในเวลานั้น คือ แอนโตนิโอ เวเซียนา (Antonio Veciana) เวเซียนามีญาติคนหนึ่งทํางานอยู่ที่สํานักเลขานุการของ ฟิเดล คาสโตร ผู้นําคิวบา จึงได้มีการวางแผนที่จะจัดฉากให้ญาติคนนี้ไปสร้างหลักฐานเท็จว่ามีการติดต่อกันระหว่าง ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ กับ ฟิเดล คาสโตร ที่กรุงฮาวานา เมืองหลวงของคิวบา เพื่อให้หลักฐานที่ชี้ว่าออสวอลด์ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีก และหลักฐานชิ้นนั้นก็ถูกส่งไปให้กับเอฟบีไอแล้วส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการวอร์เรน

ต่อมาภายหลังจากที่ วินสตัน สก็อตต์ เกษียณออกจากหน้าที่ไปในปี ค.ศ. 1971 แล้ว สก็อตต์ก็เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาไปอีกคนหนึ่ง โดยภรรยาของเขาเป็นผู้ไปพบเขานอนฟุบอยู่ที่โต๊ะอาหารในเช้าวันหนึ่ง และภายในวันเดียวกันนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ซีไอเอเข้าไปรื้อค้นบ้านของสก็อตต์แล้วยึดเอาเอกสารบางอย่างไป โดยอ้างกับภรรยาของเขาว่าเป็นการปกป้องความลับของทางราชการ

นอกจากเรื่องของ วินสตัน สก็อตต์ แล้วยังมีเรื่องเกี่ยวกับผู้ที่อ้างตัวว่าเคยเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเออีกผู้หนึ่ง ชื่อ ริชาร์ด เคส นาเกลล์ (Richard Case Nagell) นาเกลล์ผู้นี้เป็นอีกแหล่งข่าวหนึ่งที่เป็นผู้ให้ข้อมูลสําคัญแก่อัยการแกร์ริสันในช่วงที่ทําการขุดคุ้ยเรื่องนี้อยู่ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับการนัดพบกันของกลุ่มสมคบคิดที่เม็กซิโก ซิตี ที่มี ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ เข้าไปร่วมด้วย

ในข้อมูลของ ริชาร์ด นาเกลล์ นี้มีการระบุไว้ตรงกับ วินสตัน สก็อตต์ ว่าผู้ที่เป็นตัวเชื่อมในเรื่องนี้ทั้งหมดก็คือ มอริซ บิชอป และยังเปิดเผยด้วยว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีขึ้นที่ดัลลัสนั้น ได้เคยมีความพยายามวางแผนลอบสังหารเคนเนดีมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็กระทําไม่ สําเร็จ ครั้งแรกกลุ่มสมคบคิดหมายที่จะวางระเบิดสังหารเคนเนดีในระหว่างกล่าวคําปราศรัยที่ ออร์เรนจ์ โบวล์ (Orange Bowl) ในไมอามี รัฐฟลอริดา ส่วนครั้งที่ 2 กําหนดเอาไว้ที่ ลอส แองเจลิส โดยกลุ่มสมคบคิดกะเกณฑ์ไว้ว่าจะใช้งานพวกนิยมซ้ายคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นนักแม่นปืนของกองทัพที่ภายหลังหันมาทํางานให้กับองค์กรสังคมนิยมท้องถิ่นในลอส แองเจลิส แต่ในที่สุดแผนก็ถูกยกเลิกไป

จนกระทั่งมาถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 นั่นเองที่แผนการลอบสังหารครั้งที่ 3 จึงสําเร็จลงที่ดัลลัส ริชาร์ด นาเกลล์ยังเปิดเผยอีกว่า หลังจากที่เขาทราบแผนการของกลุ่มสมคบคิดนี้แล้วก็ได้พยายามเขียนจดหมายจ่าหน้าไปถึง เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover) ผู้อํานวยการเอฟบีไอ ในเวลานั้น เพื่อเตือนให้ทราบว่ามีการวางแผนลอบสังหารเคนเนดีเกิดขึ้น โดยระบุเอาไว้อย่างชัดเจนด้วยว่าแผนนี้จะเกิดขึ้นที่เมืองดัลลัส ในวันที่ 22 พฤศจิกายน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากฮูเวอร์แต่อย่างใด

ต่อมาหลังจากที่นาเกลล์ส่งจดหมายเตือนไปถึงฮูเวอร์แล้ว เขาก็เกิดความหวาดกลัวและไม่ต้องการอยู่เห็นเหตุการณ์ที่ดัลลัสกับตา นาเกลล์จึงลงทุนทําให้ตัวเขาเองถูกจับโดยไปที่ธนาคารแห่งหนึ่งในเอล ปาโซ ในเดือนกันยายน ก่อนที่จะเกิดการลอบสังหารขึ้น 2 เดือน แล้วชักปืนออกมายิงใส่ข้าวของทําทีจะปล้นธนาคารจนถูกจับกุมเข้าคุกสมดังตั้งใจ

ความขัดแย้งทางด้านการเมืองของฝ่ายหัวก้าวหน้ากับฝ่ายหัวอนุรักษ์ในสหรัฐอเมริกา

ความขัดแย้งทางด้านการเมืองของฝ่ายหัวก้าวหน้ากับฝ่ายหัวอนุรักษ์ในสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีเคนเนดีถือได้ว่าเป็นผู้นําคนหนุ่มหัวก้าวหน้าที่มีแนวคิดใหม่ๆในการปฏิรูปการปกครองประเทศ ตั้งแต่ที่ได้รับเลือกตั้งขึ้นมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี ค.ศ. 1961 นั้นได้เกิดความปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆขึ้นมากมาย แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เกือบจะทําให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่ขึ้น

ในกรณีวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missile Crisis) ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1962 ที่เครื่องบินสอดแนมของสหรัฐอเมริกาตรวจพบว่ามีการติดตั้งฐานยิงขีปนาวุธในคิวบาที่เป็นไปได้ว่าจะเป็นขีปนาวุธนิวเคลียร์ สิ่งนี้ทําให้เกิดความตึงเครียดขึ้นระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซียขึ้นในทันที สหรัฐฯจึงยื่นคําขาดให้รัสเซียถอนการติดตั้งขีปนาวุธเสียและห้ามส่งอาวุธใดๆให้แก่คิวบาโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังสั่งให้ปิดน่านน้ำบริเวณนั้นละกักกันเรือทุกลําห้ามแล่นผ่านเข้าคิวบาก่อนได้รับการตรวจตราเสียก่อน ท่าที่อันแข็งกร้าวของเคนเนดีในเวลานั้นทําให้ฝ่ายรัสเซียต้องยอมถอย

จากนั้นจึงมีการตั้งโต๊ะเจรจากันระหว่าง เคนเนดี กับ นิกิตา ครุชชอฟ (Nikita Khrushchev) ผู้นํารัสเซียในเวลานั้น อันนํามาซึ่งการลงนามในสนธิสัญญาจํากัดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯและรัสเซียในปีเดียวกันนั้นเอง การเผชิญหน้าจึงได้ยุติลง แต่ผลการปลดชนวนสงครามด้วยการลงนามในสนธิสัญญาจํากัดอาวุธกันเช่นนี้กลับทําให้ฝ่ายการเมืองของสหรัฐอเมริกาเอง โดยเฉพาะพวกสายเหยี่ยวในวงการทหารบางกลุ่มนั้นไม่พอใจ มองว่าเคนเนดีเป็นเด็กน้อยในเกมของผู้ใหญ่ เพราะท่าทีที่อ่อนข้อให้ศัตรูเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกา

ยิ่งเมื่อเคนเนดีมีนโยบายต่างประเทศที่ค่อนข้างประนีประนอมกับโลกค่ายคอมมิวนิสต์ในหลายเรื่องหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนั้นผ่านพ้นไปแล้ว ยิ่งสร้างความผิดหวังแก่ฝ่ายการเมืองหัวอนุรักษ์หรือพวกขวาจัดที่มีอิทธิพลอยู่ในระบบการเมืองสหรัฐฯมาอย่างยาวนานเป็นอย่างมาก ทั้งที่ก่อนหน้าที่ เคนเนดีจะก้าวขึ้นมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีนั้น สมัยที่เขายังเป็นวุฒิสมาชิกอยู่ก็ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่มีความกร้าวมากคนหนึ่ง

โดยเฉพาะในนโยบายต่างประเทศเกี่ยวกับปัญหาคอมมิวนิสต์นั้น เคนเนดีก็ค่อนข้างแสดงออกถึงความเป็นฝ่ายนิยมขวาของเขาอย่างชัดเจนจนเป็นที่คาดหวังอย่างมากเมื่อเขาได้ก้าวขึ้นมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีว่าจะมีการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯและรัสเซียอย่างเฉียบขาด ถูกใจฝ่ายขวาซึ่งค้ําจุนระบบการเมืองของประเทศอยู่ แต่ก็กลับตรงกันข้าม อีกทั้งการที่เคนเนดีเดินทางไปหลายๆประเทศเพื่อเจรจาแผนสันติภาพตามนโยบายประนีประนอมของเขา แน่นอนที่ต้องทําให้นักการเมืองและนักการทหารในกลุ่มสายเหยี่ยวไม่พึงพอใจเป็นอย่างมาก

สําหรับนโยบายเกี่ยวกับเวียดนามนั้น คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่าเคนเนดีเป็นผู้ที่ทําให้สงครามเวียดนามปะทุอย่างรุนแรงขึ้นด้วยการเพิ่มกําลังทหารเข้าไปประจําการในเวียดนามใต้อีกกว่าเท่าตัวจากที่เคยส่งไป และเชื่อว่าเขาอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารและยึดอํานาจของ โง ดินห์ เดียม (Ngo Dinh Diem) ประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ซึ่งสหรัฐฯให้การสนับสนุนอยู่ในเวลานั้น

แต่ภายหลังเกิดความขัดแย้งกันจึงมีจุดจบอย่างเป็นปริศนาไปอีกคนหนึ่ง แต่เรื่องนี้ยังเป็นข้อสงสัยว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่ เพราะหลังจากที่ โง ดินห์ เดียม ถูกรัฐประหารและสังหารเสียชีวิตในวันที่ 2 พฤศจิกายน พอถึง วันที่ 22 เดือนเดียวกันนั้น เคนเนดีก็ถูกลอบสังหารตามติดกันไป

ในนโยบายเกี่ยวกับสงครามเวียดนามนี้ มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าเคนเนดีได้เคยพูดถึงความต้องการที่จะลดหรือถอนกําลังทหารออกจากเวียดนามกับทีมงานของเขามาก่อนแล้ว เนื่องจากเคนเนดีมีแผนการที่จะลดงบประมาณทางด้านกองทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์ลง เพื่อนํางบประมาณส่วนนั้นไปเพิ่มให้กับงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมอื่นๆ เช่น ในด้านการศึกษาและสาธารณสุข รวมไปถึงการ พัฒนาวิทยาการต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีในด้านอวกาศ

เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจนอยู่ในถ้อยแถลงของเคนเนดีว่าเขาจะสนับสนุนโครงการอวกาศอย่างเต็มที่ ในโอกาสที่มีการปล่อยจรวดขึ้นไปโคจรในอวกาศ ซึ่งเคนเนดีเห็นว่าการศึกษาด้านอวกาศที่เคยรั้งท้ายรัสเซียมาโดยตลอดนั้นจะต้องก้าวกระโดดล้ำหน้ารัสเซียให้สําเร็จให้ได้ในสมัยของเขา จึงต้องการเพิ่มงบประมาณให้กับการศึกษาและวิจัยในด้านนี้อย่างเต็มที่ นโยบายของเคนเนดีเช่นนี้ถึงแม้จะเป็นเรื่องดีและถูกใจประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่อย่างมาก

แต่การไปเพิ่มงบประมาณให้กับด้านหนึ่งโดยลดงบประมาณอีกด้านหนึ่งเช่นนี้ แล้วยังเป็นกิจการด้านการทหารที่มีผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลย่อมต้องเป็นก้างตําคอพวกนักการทหารและนักการเมืองที่หากินกับสายทหารอย่างแน่นอน รวมถึงกลุ่มธุรกิจทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในสหรัฐอเมริกา ความคิดที่ต้องการจะลดกําลังทหารอเมริกันในเวียดนามลง เชื่อได้ว่าต้องถูกขัดขวางอย่างแน่นอน ซึ่งทราบกันในวงในว่าเคนเนดีได้ทําหนังสือที่จะเสนอเรื่องนี้แก่รัฐสภาแล้วก่อนหน้าที่เขาจะถูกลอบสังหารไม่นาน

แต่เมื่อเคนเนดีเสียชีวิตลงเรื่องนี้ก็เงียบหายลงไปในที่สุด และสวนทางกับความต้องการของเขาในทันที แทนที่จะมีคําสั่งลดกําลังกลับมีการเสริมกําลังทหารเพิ่มเข้าไปใน วียดนามอย่างเต็มที่ แล้วยังโถมงบประมาณเพิ่มลงไปอีกในสมัยที่ ลินดอน จอห์นสัน (Lyndon Johnson) ขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสืบต่อจากเคนเนดีอีกด้วย และดูท่าว่าในสมัยของจอห์นสัน นโยบายต่างๆที่เคยเป็นมาตั้งแต่ก่อนที่เคนเนดีจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีก็กลับเข้าสู่รอยเดิมอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องนี้จึงทําให้เกิดข้อสงสัยกันอย่างมากเช่นกันว่า การกําจัดเคนเนดีก็เพื่อเป็นการล้างไฟใหม่แบบนักพนันที่เข้าตาจนแล้วต้องการล้มโต๊ะหรือไม่ จากนั้นจึงนําคนที่สามารถควบคุมได้และมีความประนีประนอมมากกว่าขึ้นมาดํารงตําแหน่งเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่คนทุกกลุ่มอย่างลงตัวอีกครั้ง

ในเรื่องของกลุ่มคนที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการลอบสังหารครั้งนั้น ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งน่าจะเสียผลประโยชน์จากการขึ้นมามีอํานาจของเคนเนดีนั่นก็คือกลุ่มมาเฟียในสหรัฐฯ เรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นโดยคณะกรรมาธิการเชิร์ช เมื่อครั้งที่ทําการสอบสวนการทํางานของซีไอเอเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวต่างๆของหน่วยงานนี้ในปี ค.ศ. 1976 นั่นเอง โดยนอกจากคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสืบหาความเกี่ยวเนื่องในเรื่องที่ซีไอเอถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ารู้เห็นกับกรณีลอบสังหารผู้นําในประเทศต่างๆแล้ว คณะกรรมการชุดนี้ยังสืบสวนลงไปถึงเรื่องที่เคนเนดีมีความสนิทสนมกับกลุ่มมาเฟียอีกด้วย

ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการขุดคุ้ยของสื่อมวลชนว่า เคนเนดีมีแผนสมคบกับพวกมาเฟียเพื่อจะกําจัด ฟิเดล คาสโตร ประธานาธิบดีคิวบา แต่พอสืบสาวไปเรื่อยๆกลับพบว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเคนเนดีกับกลุ่ม มาเฟียนั้นก็มีความเขม็งเกลียวไม่แพ้กลุ่มอื่นๆ เนื่องจากพวกมาเฟียมีความระแวงในนโยบายของ เคนเนดีที่เชื่อว่าเขาต้องการกวาดล้างอิทธิพลของมาเฟียเพื่อเอาใจสังคมด้วยเช่นกัน

จากการสืบสวนครั้งนั้นมีการเปิดเผยว่า เคนเนดี ติดต่อกับหัวหน้ามาเฟียชื่อ แซม เจียนคานา (Sam Giancana) แซม เจียนคานา นี้ในวงในทราบดีว่ามีสายสัมพันธ์สนิทสนมกับตระกูลเคนเนดีมาตั้งแต่รุ่นของเคนเนดีผู้พ่อก็คือ โจเซฟ เคนเนดี (Joseph Kennedy) แล้ว กลุ่มมาเฟียกลุ่มนี้เคยให้ความช่วยเหลือตระกูลเคนเนดีหาเสียงมาโดยตลอดทั้งในที่ลับและที่แจ้ง และยังมีส่วนสําคัญอย่างมากในการทําให้เคนเนดีประสบชัยชนะตั้งแต่ดํารงตําแหน่งวุฒิสมาชิก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่กลุ่มมาเฟียมักจะหาหนทางต่อสายถึงกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่ออาศัยอิทธิพลทางการเมืองหนุนหลังธุรกิจของพวกเขา จึงเข้าไปให้การสนับสนุนทั้งทางด้านการเงินและอิทธิพล โดยให้องค์กรที่ถูกกฎหมายของพวกเขาออกหน้าเพื่อช่วยเหลือในการหาเสียงให้นักการเมืองที่ตนสนับสนุนชนะการเลือกตั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองกลุ่มนี้จึงเกิดขึ้นโดยที่คนในสังคมก็ทราบกันดีแต่ไม่มีใครพูด และด้วยอิทธิพลทางการเมืองนี้เช่นกันที่ทําให้กลุ่มมาเฟียสามารถนําเงินผิดกฎหมายมาประกอบธุรกิจที่ถูก กฎหมายต่างๆได้อย่างอิสระ เป็นวิธีฟอกเงินที่ง่ายที่สุดที่นิยมทํากัน และหนึ่งในธุรกิจใหญ่โตในช่วงเวลานั้นที่พวกมาเฟียต้องการอาศัยอํานาจของบรรดานักการเมืองในสหรัฐฯเป็นใบเบิกทางก็คือ การเข้าไปทําธุรกิจที่ประเทศคิวบา ในช่วงก่อนเกิดการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลทุนนิยมในคิวบาซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาล ฟุลเจนซิโอ บาติสตา (Fulgencio Batist) ที่ต้องการเม็ดเงินจํานวนมากเข้าไปพัฒนาประเทศ จึงเปิดประเทศให้นักธุรกิจอเมริกันเข้าไปลงทุนได้อย่างเสรี โดยเฉพาะธุรกิจคาสิโนหรือบ่อนการพนัน ธุรกิจที่เหล่ามาเฟียในสหรัฐฯควบคุมอยู่

คิวบาจึงเป็นสวรรค์ในการลงทุนของกลุ่มมาเฟียในสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายของคิวบาซึ่งไม่สนใจแหล่งที่มาของเงินทุน เมื่อเข้าไปลงทุนในคิวบาแล้วเงินเหล่านั้นก็จะถือเป็นเงินที่ถูกกฎหมายไปในทันที แต่สวรรค์ของนักธุรกิจชาวอเมริกันโดยเฉพาะพวกมาเฟียซึ่งแห่แหนเข้าไปทําธุรกิจอย่าง มากมายก็ต้องล่มลงไปในทันที เมื่อคาสโตรโค่นล้มรัฐบาลทุนนิยมแล้วนําประเทศเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ธุรกิจของกลุ่มมาเฟียในคิวบาจึงถูกยึดเข้ารัฐไปจนหมด เรื่องนี้สร้างความเจ็บแค้นให้แก่กลุ่มมาเฟียเป็นอย่างมาก การร่วมมือกันของกลุ่มมาเฟียเพื่อต้องการจะโค่นล้มอํานาจคาสโตร จึงเกิดขึ้นด้วยประการนี้ แต่ต่อมาพวกมาเฟียก็เริ่มสงสัยว่าอาจถูกเคนเนดีหลอกใช้หรือไม่ เพราะเกิดระแคะระคายมาว่าเคนเนดีมีนโยบายที่จะลิดรอนอิทธิพลของกลุ่มมาเฟียลงอีกด้วย

เรื่องนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อมีการออกกฎหมายขึ้นภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมือของกลุ่มมาเฟีย จนทําให้คนกลุ่มนี้เจ็บปวดซ้ำสองเข้าไปอีก สิ่งนี้จึงอาจเชื่อมโยงถึงความน่าจะเป็นไปได้ว่ากลุ่ม มาเฟียก็อาจมีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่ดัลลัสด้วยเช่นกัน และจากประเด็นของกลุ่มมาเฟีย นี้มีการเชื่อมโยงไปถึงการมีสัมพันธ์กันอย่างลับๆระหว่างประธานาธิบดีเคนเนดีกับดาราสาวดาวค้างฟ้านามว่า มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe) ที่มักถูกนํามากล่าวถึงเสมอว่าเธอถูกกลุ่มมาเฟีย ใช้เป็นเหยื่อล่อเคนเนดีให้คอยล้วงความลับ โดยลอบดักฟังสิ่งที่เคนเนดีเผลอพูดคุยกับเธอในเรื่องสําคัญๆ (เป็นที่ทราบกันด้วยเช่นกันว่า ธุรกิจหนึ่งที่กลุ่มมาเฟียมักนิยมใช้เป็นฐานในการลงทุนอย่างถูกกฎหมายคือ ธุรกิจบันเทิงในฮอลลีวูด และพวกมาเฟียก็มักใช้อิทธิพลเข้าไปบีบให้ดาราที่ทั้งมีชื่อและไม่มีชื่อไปบริการนักการเมือง)

ซึ่งต่อมาดาราสาวผู้นี้ก็เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาในปี ค.ศ. 1962 ก่อนที่เคนเนดีจะถูกลอบสังหาร 1 ปี การตายของ มาริลีน มอนโร ครั้งนั้นแม้จะมีผลชันสูตรออกมาอย่างเป็นทางการว่าเธอฆ่าตัวตายจากการรับประทานยานอนหลับและยาระงับประสาทลงไปเกินขนาดก็ตาม แต่ก็มักเกิดข้อสงสัยกันถึงเบื้องหลังการตายของเธอกันอย่างไม่หยุดหย่อนว่าอาจเป็นการฆาตกรรมโดยมีสาเหตุจากเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากชีวิตหลังม่านของเธอซึ่งแม้จะไม่เป็นที่เปิดเผยว่าเธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับบุคคลอันดับ 1 ของประเทศ แต่อันที่จริงแล้วกลับเป็นข่าวซุบซิบกันในวงกว้าง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องอื้อฉาวที่ถือเป็นจุดบอดของเคนเนดีเรื่องหนึ่งในช่วงเวลานั้นด้วย การตายของดาราสาวดาวค้างฟ้าผู้นี้จึงหลีกหนีข้อสงสัยที่เธอไปอยู่ตรงกลางระหว่างกลุ่มมาเฟียกับเคนเนดีไม่ได้

นอกจากกลุ่มที่ต้องสงสัยว่าอาจมีส่วนรู้เห็นหรือสมคบคิดกันในการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีต่างๆดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกมากมายหลายกลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์จากการตายของเคนเนดีทั้งสิ้น แต่ถึงแม้จะคุ้ยแคะสืบสายโยงใยไปถึงอย่างไร ในที่สุดก็มักจะถึงทางตันหรือถูกปิดประตูใส่หน้าเสมอ คล้ายกับว่าหลักฐานต่างๆจะไปสิ้นสุดลงตรงประตูบานสุดท้ายที่ถูกปิดตายเสมอๆ จึงไม่สามารถที่จะล้วงลึกลงไปถึงตัวละครที่แท้จริงได้ ซึ่งก็คล้ายกับความพยายามของ จิม แกร์ริสัน นั่นเอง ที่ถึงแม้จะสามารถสืบสาวไปได้ไกลและมีหลักฐานน่าเชื่อถือมากเพียงใดก็ตาม ในที่สุดก็จําต้องหยุดลงเนื่องจากไม่สามารถเดินต่อไปให้ไกลเกินกว่านั้นได้อีก เพราะติดตรงตัวต่อตัวสุดท้ายที่หายไป

แต่สิ่งที่น่ากังขาอย่างมากก็คือ ภายหลังจากเคนเนดีผู้ที่ถูกลอบสังหารได้ 5 ปี เคนเนดีคนน้อง คือ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี (Robert F. Kennedy) ที่เป็นคู่บุญคู่บารมี คู่คิดคู่ปรึกษาคนสําคัญของเคนเนดีคนพี่จนมักมีคนเรียกทั้งสองว่า “สองพี่น้องแห่งทําเนียบขาว” ก็ถูกลอบสังหารอย่างเป็นปริศนาตามพี่ชายไปอีกคนในปี ค.ศ. 1968 ระหว่างที่เขากําลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ต่อจากประธานาธิบดีจอห์นสัน และมีเค้าว่าเขาจะได้ขึ้นดํารงตําแหน่งอย่างแน่นอน

การกลับมาของเคนเนดีอีกคนที่มีนโยบายไม่ผิดเพี้ยนไปจากพี่ชายนี้ อาจทําให้อุปสรรคเดิมๆกลับมาอีกครั้งก็เป็นได้ จึงต้องมีการตัดไฟแต่ต้นลมเสียด้วยวิธีการเดิมๆ และบทเดิมๆที่ผู้ลอบสังหาร โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี ถูกจับกุมได้ในทันที และปิดคดีลงอย่างง่ายดายอีกครั้งด้วยผลสรุปว่ามือปืนกระทําการเพียงลําพัง

สําหรับศพของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี นั้นได้ถูกนําไปฝังอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1967 ที่ สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน (Arlington National Cametery) เมืองอาร์ลิงตัน เคาน์ตี มลรัฐเวอร์จิเนีย สถานที่ฝังศพทหารผ่านศึกโดยเฉพาะการที่ศพของเคนเนดีถูกนําไปฝังไว้ที่สุสานแห่งนี้ก็เพราะเขาเคยเป็นทหาร และยังเคยได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติในฐานะวีรบุรุษระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet