เปิดแฟ้มคดีวอเตอร์เกต กรณีอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐอเมริกา

เปิดแฟ้มคดีวอเตอร์เกต กรณีอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐอเมริกา

กล่าวถึงคดีดังในประวัติศาสตร์ของวงการสื่อมวลชนที่แสดงให้เห็นถึงพลังอํานาจของสื่อที่สามารถขุดคุ้ยจนพบการโกงการเลือกตั้งระดับโลกอย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และกล้าที่จะนําออกมาแฉให้คนทั้งโลกได้รู้จนถึงกับทําให้ผู้นั่งอยู่ในตําแหน่งอันทรงอํานาจระดับประธานาธิบดีสหรัฐฯจําต้องยินยอมเขียนใบลาออกอําลาจากทําเนียบขาวไปเองเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ คงไม่มีคดีใดอีกแล้วที่จะโด่งดังเท่ากับคดี “วอเตอร์เกต (Water gate)”

เปิดแฟ้มคดีวอเตอร์เกต กรณีอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐอเมริกา

เปิดแฟ้มคดีวอเตอร์เกต กรณีอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐอเมริกา

วอเตอร์เกต เป็นชื่อของกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ 6 หลัง ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี อันเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรม ศูนย์ธุรกิจ และอาคารสํานักงานต่างๆ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 พรรคเดโมเครต พรรคการเมืองใหญ่ 1 ใน 2 พรรคที่สลับกันขึ้นนั่งในตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ย้ายที่ทําการพรรคเข้าไปอยู่ที่อาคารวอเตอร์เกตบนชั้น 6 ส่วนของอาคารสํานักงาน ซึ่งที่นั่นได้กลายเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่โลกไม่เคยลืม เนื่องจากเป็นสถานที่เกิดเหตุของคดีประวัติศาสตร์ในการโจรกรรมข้อมูลทางการเมืองช่วงระหว่างที่มีการแข่งขันกันในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ เดโมแครต และ รีพับลิกัน ที่มีขึ้นในปี ค.ศ. 1972

โดยมีตัวแทนของพรรครีพับลิกัน คือ ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ซึ่งดํารงตําแหน่งเป็นประธานาธิบดีอยู่ในเวลานั้น และกําลังรณรงค์หาเสียงเพื่อที่จะได้กลับมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ส่วนตัวแทนของพรรคเดโมแครตในการชิงชัยครั้งนั้นก็คือ จอร์จ แมคโกเวิร์น (George MCGovern) ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกจากรัฐเซาต์ ดาโกตา และกรณีอื้อฉาววอเตอร์เกต นี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากทั้ง 2 พรรคนี้แข่งขันกัน ต่อสู้กันหาเสียงกันไปตามปกติ โดยอาศัย นโยบายที่คิดว่าเป็นหมัดเด็ดของแต่ละฝ่ายชกกันไปตามกติกา ไม่เล่นสกปรก หรือหากลโกงเพื่อให้ตนเป็นฝ่ายชนะ แต่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯปีนั้นกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ในที่ประชุมคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกันเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1972 ได้มีผู้เสนอแผนการที่จะทําให้ฝ่ายรีพับลิกันชนะเลือกตั้งครั้งนั้นด้วยการลอบดักฟังโทรศัพท์เพื่อฉกข้อมูลของคณะกรรมการเลือกตั้งฝ่ายเดโมแครตขึ้น ความวิบัติของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วินาทีที่ที่ประชุมต่างเห็นด้วยกับแผนนี้

โดยมีการติดต่ออดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอผู้หนึ่งชื่อ เจมส์ แม็คคอร์ด (James MCCord) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมืออิเล็คทรอนิคเพื่อจัดหาเครื่องมือและทีมงานในการลอบเข้าไปที่อาคารวอเตอร์เกตเพื่อเข้าไปติดตั้งเครื่องดักฟังโทรศัพท์ของ โรเบิร์ต สเปนเซอร์ โอลิเวอร์ (Robert Spencer Oliver) ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทํางานในคณะกรรมการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครตในเวลานั้น แต่ก็มีความผิดพลาดขึ้นจนได้เมื่อทีมย่องเบาที่ถูกว่าจ้างให้เข้าไปติดตั้งเครื่องดักฟังโทรศัพท์ทั้งหมดถูกตํารวจจับได้คาหนังคาเขาระหว่างที่กําลังติดตั้งเครื่องดักฟังแบบยกทีม

คดีอื้อฉาววอเตอร์เกต เกิดเป็นเรื่องแดงขึ้นมาในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1972 เมื่อ แฟรงค์ วิลล์ส (Frank Wils) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอาคารวอเตอร์เกตเกิดไปพบสิ่งผิดปกติเข้าในขณะที่กําลังเดินตรวจตราห้องต่างๆตามปกติ เขาสังเกตเห็นเทปกาวชิ้นหนึ่งแปะอยู่ตรงสลัก กุญแจประตูห้องห้องหนึ่ง แรกทีเดียว วิลล์ส ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร จึงแกะมันออกแล้วปิดประตูลงไปจนสนิท จากนั้นก็เดินไปตรวจตราที่จุดอื่นๆต่อไป แต่พอเขาเดินกลับมายังหน้าห้องเดิมก็พบว่ามีเทปกาวกลับมาแปะติดตรงสลักประตูอีกเช่นเดิม วิลล์ส คิดทันทีว่าต้องมีพวกย่องเบามาปิดไว้เพื่อไม่ให้ประตูปิดล็อกลง เขาจึงรีบโทรศัพท์ไปแจ้งตํารวจให้มาที่เกิดเหตุทันที

เมื่อเจ้าหน้าที่ตํารวจมาถึง วิลล์ส จึงพาเจ้าหน้าที่ขึ้นไปและพบว่าห้องดังกล่าวเป็นที่ทําการของคณะกรรมการรณรงค์การเลือกตั้งพรรคเดโมแครต หรือเรียกว่าคณะกรรมการพรรคเดโมแครตแห่งชาติ (Democratic National Committee) หรือ ดีเอ็นซี (DNC) เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้าไปก็พบกับนักย่องเบากลุ่มหนึ่งจํานวน 5 คนกําลังหลบซ่อนอยู่ ทั้ง 5 คนนอกจาก เจมส์ แมคคอร์ด ที่เป็นหัวหน้าทีมแล้ว อีก 4 คนมี เวอร์จิลิโอ กอนซาเลซ (Virgilio Gonzalez) ยูจีนิโอ มาร์ติเนซ (Eugenio Martinez) เบอร์นาร์ด บาร์เกอร์ (Bernard Barker) และ แฟรงค์ สเตอร์จิส (Frank Sturgis) เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมทั้งหมดไว้โทษฐานงัดแงะย่องเบาในทันที

นอกจากนี้ยังได้พบอุปกรณ์การลักลอบดักฟังโทรศัพท์อีกด้วย จึงเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ต้องมีแผนในการโจรกรรมข้อมูลที่ไม่ใช่กลุ่มย่องเบาธรรมดาๆอย่างแน่นอน และเชื่อว่าก่อนหน้าที่จะถูกจับในวันนั้น คนกลุ่มนี้น่าจะเข้าไปติดตั้งเครื่องดักฟังจนสําเร็จเรียบร้อยแล้ว การเข้าไปในวันนั้นเป็นครั้งที่สอง ซึ่งพวกเขาต้องการจะเข้าไปตรวจเช็คอุปกรณ์ให้ทํางานได้ตามปกติเท่านั้น เมื่อเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของนักย่องเบาธรรมดา คดีนี้จึงถูกโอนให้เอฟบีไอเข้ามาควบคุมในทันที

จากการสวบสวนทั้ง 5 ในคราวแรกนั้น ทั้ง 5 ไม่ยอมเปิดปากใดๆทั้งสิ้น กระทั่งเอฟบีไอไปพบชื่อของ อี. โอเวิร์ด ฮันต์ (E. Howard Hunt) ในสมุดโทรศัพท์ของทั้ง เบอร์นาร์ด บาร์เกอร์ กับ ยูจีนิโอ มาร์ติเนซ อี. โฮเวิร์ด ฮันต์ ผู้นี้ทางเอฟบีไอมีข้อมูลว่าเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอ แต่ต่อมาภายหลังได้เข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองให้กับประธานาธิบดีนิกสันในทําเนียบขาวที่เรียกกันว่า “ช่างประปาของทําเนียบขาว (White House Plumber)” เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว และเมื่อ เอฟบีไอพยายามตามไปอายัดเซฟของ โฮเวิร์ด ฮันต์ ที่ห้องทํางานของเขาในทําเนียบขาว ปรากฏว่าเอกสารต่างๆถูกนําออกไปทําลายจนหมดสิ้นแล้ว

นอกจากนี้ยังมีการสาวไปถึงตัวเอ้หลายคนในทีมงานทําเนียบขาวของนิกสันคนอื่นๆอีกด้วย แต่ก่อนที่เรื่องนี้กําลังจะถูกขยายออกไปมากกว่านี้ ได้มีสายด่วนจากทําเนียบขาวอ้างว่าเป็นคําสั่งของ ประธานาธิบดีนิกสันให้หยุดการสืบสวนเรื่องนี้ไว้ก่อน จนกว่าประธานาธิบดีจะได้รับรายงานอย่างละเอียดว่ามีต้นสายปลายเหตุเป็นมาอย่างไร แหล่งข่าวของเอฟบีไอบอกว่าผู้ที่โทรมาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทําเนียบขาว แต่ไม่ทราบว่าจะเป็นคําสั่งของประธานาธิบดีนิกสันจริงหรือไม่ อย่างไรก็ดี นิกสันก็ไม่สามารถจะหลีกหนีความรับผิดชอบเรื่องนี้ไปได้พ้นว่าเป็นผู้ออกคําสั่งนั้นจริงหรือไม่ และด้วยคําสั่งให้มีการปกปิดข้อมูลต่อสาธารณะรวมไปจนถึงการพยายามขัดขวางกระบวนการสืบสวนนี้เอง จึงกลายเป็นบ่วงรัดคอเจ้าหน้าที่ทําเนียบขาวจนต้องได้รับโทษกันระนาว

แม้ว่าจะมีคําสั่งให้ปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่เอฟบีไอก็ยังคงทําหน้าที่ตามกฎหมาย สืบสวนเรื่องนี้ในทางลับไปเรื่อยๆจนสามารถสืบสาวพบเส้นทางทางการเงินที่ใช้ว่าจ้างทีมย่องเบาทั้ง 5 และโยงไปถึงผู้ว่าจ้างได้ และยังสามารถสาวไปจนถึงตัวใหญ่ๆในทีมงานรณรงค์หาเสียงของนิกสัน จํานวนหลายคนอีกด้วย จนกระทั่งในที่สุดเรื่องนี้ก็ไปเข้าหูของผู้สื่อข่าวเข้าจนได้ ทั้ง วอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) ไทม์ (Time) และ นิวยอร์ค ไทม์ส (New York Times) ต่างก็ได้กลิ่นเรื่องนี้ และเริ่มมีการตีพิมพ์ข่าวนี้กันอย่างต่อเนื่องทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนนัก แต่ก็ยังคงเป็นเพียงแค่ข่าวกรอบเล็กๆ แต่ก็เป็นการจุดประเด็นข้อสงสัยว่ามีการปกปิดข่าวกันเกิดขึ้น

จนกระทั่งจากข่าวเล็กๆก็กลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กจึงมีผู้สนใจกันมาก จนในที่สุดในวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1972 หนังสือพิมพ์จึงได้ลงข่าวอย่างชัดเจนว่าทีมย่องเบาซึ่งบุกเข้าไปในอาคารวอเตอร์เกตที่ทําการพรรคเดโมแครตนั้นเกี่ยวข้องกับพรรคคู่แข่ง คือ รีพับลิกัน ทําให้เจ้าหน้าที่ของพรรครีพรรคลิกันต่างดาหน้าออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวกันเป็นทิวแถว

การเผยแพร่ข้อมูลสำคัญของสองนักหนังสือพิมพ์ บ็อบ วูดเวิร์ด และ คาร์ล เบิร์นสไตน์

การเผยแพร่ข้อมูลสำคัญของสองนักหนังสือพิมพ์ บ็อบ วูดเวิร์ด และ คาร์ล เบิร์นสไตน์

จนในที่สุดก็มีบทความของนักหนังสือพิมพ์ 2 คน คือ บ็อบ วูดเวิร์ด (Bob Woodward) และ คาร์ล เบิร์นสไตน์ (Carl Bernstein) แห่งหนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ ซึ่งเกาะติดข่าวนี้มาโดยตลอดหลายเดือนแล้ว ได้เผยข้อมูลที่ไม่เคยมีใครได้มาก่อน เป็นข้อมูลที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีในทีมงานหาเสียงของนิกสันว่าได้มีการทําลายบัญชีลับของกองทุนหาเสียงและหลักฐานบางอย่างเกิดขึ้นจริง โดย วูดเวิร์ด กับ เบิร์นสไตน์ ก็ยังได้ชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินที่ว่าจ้างทีมย่องเบาที่ถูกจับได้ทั้ง 5 คนมาอีกด้วย

บุคคลผู้นี้มีตําแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวของทําเนียบขาวชื่อว่า จี. กอร์ดอน ลิดดี (G. Gordon Liddy) เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกต่อไป และด้วยข้อมูลที่สาวไปถึงคนใกล้ชิดของนิกสันที่สุดผู้นี้นี่เองที่เป็นหลักฐานมัดตัวประธานาธิบดีนิกสันให้ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างดิ้นไม่หลุด กระทั่งต้องยินยอมลาออกจากตําแหน่งประธานาธิบดีไปในที่สุด แต่กว่าที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ทั้ง วูดเวิร์ด และ เบิร์นสไตน์ ต่างก็ต้องทํางานอย่างหนักเพื่อสืบสาวหารายละเอียดเชิงลึกต่างๆมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งบ่อยครั้งที่พวกเขาต้องรู้สึกท้อแท้ เนื่องจากการหาข้อมูลต่างๆนั้นยากมาก มีน้อยคนมากที่กล้าออกมาให้ข้อมูลเพราะเกรงกลัวอิทธิพลระดับสูงเล่นงาน

แต่ในที่สุดพวกเขาก็สามารถบุกฝ่าประตูซึ่งปิดอย่างแน่นหนานี้เข้าไปได้ และนําความกระจ่างเหล่านั้นออกมาสู่สาธารณชนให้ได้ ทราบถึงการกระทําอันผิดต่อกฎหมายรัฐครั้งใหญ่โดยบุคคลที่อยู่ในระดับสูงของประเทศอย่างไม่น่าที่จะเกิดขึ้นได้ และยังมีการกระทําผิดซ้ำที่รุนแรงกว่านั่นก็คือความพยายามปกปิดความผิดเมื่อถูกจับได้ ซึ่งผู้ที่ร่วมสมคบคิดกันในการปกปิดการกระทําผิดครั้งนั้นก็ล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่ควรจะมีหน้าที่ผดุงความยุติธรรมแก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม เอฟบีไอ ซีไอเอ หรือ ทําเนียบขาว ซึ่งประเด็นนี้สําคัญกว่าประเด็นใดๆ และที่สําคัญคือการปกปิด ความผิดนี้มีผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีนั้นด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปย่อมต้องส่งผลให้คะแนนเสียงของพรรครีพับลิกันต้องตกฮวบ และนิกสันคงต้องพลาดตําแหน่งประธานาธิบดีไปด้วย แต่เมื่อนิกสันมีชัยในการเลือกตั้งและกลับมาเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัยจากการปกปิดข่าวเช่นนี้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นการโกงเลือกตั้งซ้ำสองเมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมา เพราะพรรครีพับลิกันน่าจะได้ข้อมูลของพรรคเดโมแครตไปส่วนหนึ่งแล้ว ก่อนที่นักย่องเบาของตนจะถูกจับและการปกปิดข่าวทั้งหมดทําให้พรรคเดโมแครตไม่อาจทราบได้เลยว่าตนถูกฉกข้อมูลไป และยิ่งมีการปกปิดจากการร่วมมือกันของหน่วยงานยุติธรรมต่างๆของรัฐเช่นนี้ ความผิดนี้จึงใหญ่หลวงมาก

การปกปิดความผิดของกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีวอเตอร์เกตครั้งนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ จะเกิดอะไรขึ้นหากผู้ที่ควบคุมกลไกและระบบต่างๆของประเทศเป็นผู้ที่ปกปิดความผิดของตนเสียเอง คงเป็นความลําบากยากเย็นของการนําข่าวสารและข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับคดีนี้ออกมาเปิดเผยแก่สาธารณะของผู้สื่อข่าวต่างๆในเวลานั้น เนื่องจากเมื่อผู้สื่อข่าวต่างๆเริ่มจะระแคะระคายในเรื่องนี้ และพยายามคุ้ยแคะข้อมูลข่าวสารต่างๆออกมาเสนอแก่สังคม พวกเขาก็จะถูกปิดกั้นในทุกหนทางไม่ให้เดินต่อไปได้ ประตูทุกบา ปิดใส่หน้าพวกเขาจนหมด ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้เลย จนผู้สื่อข่าวหลายแห่งก็เริ่มท้อและเลิกติดตามข่าวไปเอง

ไม่เพียงเท่านั้น สํานักข่าวหลายแห่งยังถูกวิชามารเล่นงานจากเจ้าหน้าที่รัฐที่โทรไปข่มขู่สํานักข่าวเหล่านั้นว่าจะใช้ “ข้อมูลลับ” ที่พวกเขามีอยู่ในมือย้อนกลับมาเล่นงาน ถ้าหากไม่ยอมหยุดเล่นข่าวเกี่ยวกับวอเตอร์เกต (ข้อมูลลับดังกล่าวก็คือข้อมูลจากการลอบดักฟังและสอดแนมกลุ่มผู้สื่อข่าวและบุคคลระดับบริหารของสํานักข่าวต่างๆในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 จนถึงต้นทศวรรษที่ 70 ซึ่ง เอฟบีไอได้แอบสอดแนมบุคคลเหล่านั้นเพื่อหาตัวผู้กระทําผิดในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ หรือพวกนิยมซ้าย พวกหัวรุนแรง และพวกที่มีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบาล) หรือบางสํานักข่าวก็ถูกข่มขู่เรื่องการตรวจสอบภาษี เป็นต้น (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet