ข้อมูลเบื้องลึกจาก Deep Throat แหล่งข่าวลึกลับผู้เปิดโปงประธานาธิบดีนิกสัน

ข้อมูลเบื้องลึกจาก Deep Throat แหล่งข่าวลึกลับผู้เปิดโปงประธานาธิบดีนิกสัน

แต่แล้วก็คล้ายสวรรค์มีตา เมื่อ บ็อบ วูดเวิร์ด และ คาร์ล เบิร์นสไตน์ ได้รับการติดต่อจากแหล่งข่าว ปริศนาผู้หนึ่ง ลอบให้ข้อมูลชนิด “ลับสุดยอด” ให้แก่ทั้งสอง บุคคลดังกล่าวใช้นามแฝงว่า “ดีพ โธรท (Deep Throat)” ข้อมูลที่ดีพโธรทให้วูดเวิร์ด กับ เบิร์นสไตน์ นี้เป็นข้อมูลในชั้นความลับที่ลึกมาก มาจากการสืบสวนของเอฟบีไอที่ต้องเป็นคนวงในจริงๆเท่านั้นจึงจะทราบเรื่องนี้ และต้องเป็นคนในระดับสูงของเอฟบีไอเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้

แต่วูดเวิร์ด และ เบิร์นสไตน์ ก็ไม่อาจทราบชื่อเสียงเรียงนามหรือสถานะที่แท้จริงของบุคคลที่แอบให้ข้อมูลลับนี้แก่เขาได้ เพราะบุคคลผู้นี้ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน จึงเรียกเขาด้วยนามแฝงว่า ดีพ โธรท เท่านั้น เพื่อใช้ระบุตัวตนและใช้ในการติดต่อเพื่อให้ข้อมูล (ชื่อ ดีพ โธรท นี้นํามาจากภาพยนตร์สําหรับผู้ใหญ่เรื่องหนึ่งที่ฮือฮาอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว)

ข้อมูลเบื้องลึกจาก Deep Throat แหล่งข่าวลึกลับผู้เปิดโปงประธานาธิบดีนิกสัน

ข้อมูลเบื้องลึกจาก Deep Throat แหล่งข่าวลึกลับผู้เปิดโปงประธานาธิบดีนิกสัน

วูดเวิร์ด และ เบิร์นสไตน์ ได้รับข้อมูลลึกสุดขั้วจาก ดีพ โธรท หลายครั้งหลายหน จนทําให้พวกเขาสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวและนํามาเสนอแก่สาธารณะได้อย่างชนิดที่ทําเนียบขาวต้องเริ่มร้อนตัว เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นไม่ใช่ข้อมูลเท็จ และเป็นข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งสิ้น เมื่อทั้งสองเริ่มควานหาไปจนใกล้ถึงตัวนิกสันเข้าไปทุกที ในที่สุดพวกเขาจึงเริ่มถูกคุกคามและถูกบีบให้เผยตัวของแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลแก่เขาออกมาโดยใช้ทั้งวิธีข่มขู่และขอร้อง แต่ วูดเวิร์ด กับ เบิร์นสไตน์ ก็ไม่เคยย่อท้อ พวกเขาอ้างการปกป้องแหล่งข่าวตามวิชาชีพจนสามารถปกปิดตัวตนของดีพโธรทมาได้เป็นเวลายาวนานอีกหลายสิบปีก็ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าดีพโธรทคือใคร

จนกระทั่งในที่สุดก็มีการเปิดเผยตัวตนของแหล่งข่าวลับสุดยอดผู้นี้ออกมาโดยตัวของ ดีพ โธรท เองในปี ค.ศ. 2005 ล่วงเลยจากเวลานั้นเป็นเวลานาน 32 ปีว่าเขาก็คือ มาร์ค เฟลต์ (Mark Felt) ผู้ดํารงตําแหน่งเป็นถึงผู้ช่วยผู้อํานวยการเอฟบีไอหรือเบอร์สองของเอฟบีไอในเวลานั้นนั่นเอง ทําให้โลกตื่นตะลึงอย่างมากที่คาดไม่ถึงว่าแหล่งข่าวของ วูดเวิร์ด และ เบิร์นสไตน์ จะมีตําแหน่งสูงถึงเพียงนั้น และกล้าที่จะนําข้อมูลของหน่วยงานตนออกมาให้แก่ภายนอกเช่นนี้

แต่ก็นั่นเอง หาก มาร์ค เฟลต์ ไม่เห็นแก่ความถูกต้องมากกว่าความสําคัญของพวกพ้องหรือหน่วยงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีวอเตอร์เกตก็ยังคงถูกปกปิดและลอยนวลไปได้ ไม่สามารถนําผู้กระทําผิดเหล่านั้นออกมารับโทษได้อย่างแน่นอน ประชาชนก็จะถูกหลอกลวงต่อไปคล้ายคนโง่ที่ถูกปิดบัง ความจริงอยู่เช่นนั้นตลอดไป

(ภายหลังจากที่ มาร์ค เฟลต์ เผยตัวว่าเขาคือ ดีพ โธรท แล้ว เขายังเปิดเผยอีกว่านอกจาก วอชิงตัน โพสต์ แล้ว เขายังส่งข้อมูลบางอย่างให้แก่ ไทม์ และ วอชิงตัน เดลี นิวส์ อีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า “นิรนาม” แต่สิ่งที่เขาส่งไปให้กับหนังสือพิมพ์อื่นก็ยังไม่ลึกและมากเท่ากับที่เขาส่งให้กับ วูดเวิร์ด และ เบิร์นสไตน์ ที่เขาตั้งใจให้ทั้งสองเป็นผู้เปิดโปงเรื่องนี้โดยเฉพาะ)

การนัดพบและส่งข้อมูลลับให้กันระหว่าง ดีพโธรท กับ วูดเวิร์ด และ เบิร์นสไตน์ นั้นเกิดขึ้นหลายครั้งนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1972 ไปจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1973 ซึ่ง ดีพโธรท ระวังตัวมาก เพราะเขาเป็นคนในของเอฟบีไอ จึงรู้สายสนกลในดีว่าเอฟบีไอมีหูตาอยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนใหญ่จึงนัดพบกันบริเวณลานจอดรถใต้ดินหรือบริเวณที่ลับซึ่ง ดีพโธรท จะเป็นผู้กําหนดให้เอง

และด้วยข้อมูลที่ ดีพโธรท ให้กับ วูดเวิร์ด และ เบิร์นสไตน์ นี้ก็ทําให้ทั้งสองสามารถเดินไปได้อย่างถูกทิศทางจนคลําไปพบกับเรื่องต่างๆมากมายที่ทําให้เรื่องการดักฟังโทรศัพท์ที่อาคารวอเตอร์เกตกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย เนื่องจากการลอบดักฟังครั้งนั้นเป็นเพียงแผนหนึ่งในจํานวนหลายๆแผนของ ขบวนการทําลายคู่แข่งคือพรรคเดโมแครตของพรรครีพับลิกันอีกด้วย

ซึ่งก็สามารถทําให้เขาเชื่อมต่อตัวต่อปริศนาตัวหนึ่งที่ทําให้ทราบได้ว่าซีไอเอก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือการเปิดเผยฐานะของ อี. โฮเวิร์ด ฮันต์ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองหรือ “ช่างประปา” คนสําคัญของนิกสัน ซึ่งเป็นผู้ติดต่อประสานงานและวางแผนการในกรณีวอเตอร์เกต และมีกรณีอื่นๆอีกด้วย และยังสามารถคลําไปจนพบ “กองทุนลับ” ที่ถูกนํามาใช้สําหรับแผนการทําลายคู่แข่งครั้งนี้ว่ามีมโหฬารอย่างไร โดยพบด้วยว่ามีผู้ที่คอยดูแลกองทุนนี้ล้วนแต่เป็นคนในตําแหน่งใหญ่และมีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีนิกสันทั้งสิ้น

และเมื่อ วอชิงตัน โพสต์ นําธงเสนอข่าวเชิงลึกที่นําไปสู่เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดต่างๆอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จึงเป็นการปลุกกระแสให้สํานักข่าวอื่นๆพยายามหาข่าวในเชิงลึกของตัวเองจากแง่มุมอื่นๆออกมาเสนอแข่งกับ วอชิงตัน โพสต์ บ้าง จากจุดนี้จึงทําให้ข่าววอเตอร์เกตที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ เท่าใดนักกลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนคดีนี้ยากที่จะปกปิดได้มิดชิดอีกต่อไปแล้ว และเมื่อข่าวเริ่มแพร่ขยายไปมากขึ้นเรื่อยๆก็ได้มีการเร่งรัดคดี 5 นักย่องเบากรณีวอเตอร์เกต รวมทั้ง อี. โฮเวิร์ด ฮันต์ และ จี. กอร์ดอน ริดดี ที่ถูกเช่นในคดีนี้ให้เร็วขึ้นเพื่อกลบข่าว

จนกระทั่งในเดือนมกราคม ค.ศ. 1973 ทั้งหมดจึงถูกตัดสินจําคุกเป็นเวลาหลายปีตามฐานความผิดของแต่ละคน แต่ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่สําคัญเสียแล้ว เพราะประเด็นที่ถูกนํามาขยายก็คือมีการ ปกปิดการกระทําผิดโดยหน่วยงานรัฐที่ร่วมมือกันหลายฝ่ายเรื่องนี้ต่างหากที่สังคมกําลังให้ความสนใจ จนเมื่อประธานาธิบดีนิกสันเริ่มเห็นว่าเรื่องกําลังจะบานปลายออกไป จึงเริ่มเคลื่อนไหวหาทางออกด้วยการขอให้อัยการสูงสุด เอลเลียต ริชาร์ดสัน (Eliot Richardson) ที่เขาเป็นผู้ตั้งหมาดๆเป็นผู้หาทีมคณะทํางานสําหรับการสืบสวนเรื่องคดีวอเตอร์เกต โดยหวังให้ริชาร์ดสันช่วยปกปิดความจริงอีกแรงหนึ่ง

แต่เรื่องนี้เป็นเผือกร้อนที่ไม่มีใครต้องการจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย จึงหาคนมาร่วมกับคณะทํางานนี้ยากมาก หรือถึงแม้จะหาคนมาทํางานได้ก็ใช่ว่าจะสามารถทําตามความต้องการของนิกสันได้ กระทั่งเมื่อความต้องการของนิกสันมากจนเกินกว่าที่ริชาร์ดสันจะรับไหว ในที่สุดริชาร์ดสันก็ลาออก นิกสันจึงพยายามหาคนใหม่เข้ามารับตําแหน่งแทน แต่ต่างก็ขอลาออกกันไปเป็นทิวแถวเมื่อทราบความต้องการอันแท้จริงของท่านประธานาธิบดีซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทําตาม จนต่อมาภายหลังจึงมีผู้ออกมาพูดถึงเหตุการณ์ตอนนั้นให้ทราบจนเป็นที่กระจ่างว่า “พวกผมขอลาออกไปก่อนที่จะถูกไล่ออกหรือไม่ก็ต้องติดคุก” 

เมื่อไม่ประสบความสําเร็จกับทางด้านอัยการสูงสุด ในที่สุดนิกสันก็หันมาใช้วิธีการปัดสวะออกไปให้ไกลตัวด้วยการปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อเซ่นคดีนี้ออกไปหลายคน เช่น เอช. อาร์ ฮาลเดอแมน (H.R. Haldeman) หัวหน้าคณะทํางานทําเนียบขาว จอห์น เออร์ลิคแมน (John Ehrlichman) ผู้ช่วยประธานาธิบดี จอห์น ดีน (John Dean) ที่ปรึกษาประธานาธิบดี และ จอห์น มิตเชลล์ (John Mitchel) ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมรณรงค์หาเสียงของนิกสัน โดยให้ทั้งหมดออกมายืนยันว่าไม่มีผู้ที่รู้เห็นกรณีดังกล่าวมากไปกว่าที่ถูกลงโทษไปแล้ว

หลักฐานมัดตัวประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน

หลักฐานมัดตัวประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน

แต่หนึ่งในนั้นคือ จอห์น ดีน ไม่คิดจะพลีชีพให้ เมื่อเขารู้ตัวว่ากําลังจะเป็นแพะถูกโยนบาปทั้งหมดให้ เขาจึงได้ติดต่อไปยังอัยการรัฐเพื่อจะขอเป็นพยานยืนยันในเรื่องที่มีคําสั่งให้ปกปิดข่าวจากทําเนียบขาวจริง โดยขอให้อัยการนําเขาเข้าให้การต่อหน้าคณะกรรมาธิการรัฐสภาซึ่งตรวจสอบกรณีนี้อยู่ และดีนก็ได้รับการบรรจุเข้าให้การในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1973 ภายใต้การคุ้มครองพยาน นับจากนั้นชื่อของตัวการที่ให้ปกปิดข่าวเรื่องนี้ก็ถูกแพร่งพรายออกจากปากของดีน โดยเฉพาะตัวการใหญ่คือตัวประธานาธิบดีนิกสันเอง

จากคําให้การของดีนอีกนั่นเองที่ตรึงนิกสันติดกับกําแพงในทันที เมื่อดีนเผยว่ามีเทปที่นิกสันลอบอัดไว้ในห้องทํางานรูปไข่ของเขาที่ทําเนียบขาวซึ่งสามารถจะนํามาใช้ยืนยันคําสั่งของนิกสันได้ เป็นเทปบันทึกการสนทนากับ เอช. อาร์. ฮาลเดอแมน ในเรื่องเกี่ยวกับเงินว่าจ้างทีมย่องเบา เมื่อทราบว่ามีหลักฐานชิ้นนี้อยู่ คณะกรรมาธิการรัฐสภาจึงขอให้นิกสันนําเทปที่อัดไว้ม้วนนั้นออกมาเปิดเผย ซึ่งนิกสันจําต้องยินยอมนําเทปดังกล่าวออกมาแถลงต่อสาธารณะ

แต่ปรากฏว่าในเทปนั้นกลับมีท่อนที่ขาดหายไปในช่วงที่มีการสนทนาเรื่องดังกล่าวเสียเฉยๆเป็นเวลานานถึง 18 นาทีครึ่ง โดยที่นิกสันได้โทษไปที่ โรส แมรี วูดส์ (Rose Mary Woods) หน้าห้องของเขาว่าอาจเผลอไปลบทิ้งก็เป็นได้ จนสื่อมวลชนต่างต้องไปรุมสอบถาม โรส แมรี วูดส์ แต่เธอก็บ่ายเบี่ยงที่จะถึงพูดเรื่องนี้ ต่อมาจึงมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูว่านิกสันจงใจลบเทปช่วงสําคัญออกไปคล้ายกับที่พยายามปกปิดข่าวเรื่องโจรย่องเบาในอาคารวอเตอร์เกตนั่นเอง จนเรื่องนี้กลายเป็นไฟลามทุ่งที่กําลังจะโหมกระหน่ำเข้าใส่ทําเนียบขาวอีกระลอกหนึ่ง

ในที่สุดคดีวอเตอร์เกตก็มาถึงจุดซึ่งต้อนนิกสันมาจนถึงสุดขอบเหว นอกจากนักย่องเบาทั้ง 5 และ อี. โฮเวิร์ด ฮันต์ กับ จี. กอร์ดอน ริดดี จะถูกตัดสินว่ามีความผิดไปแล้ว คณะลูกขุนใหญ่แห่งวอชิงตัน ดีซีได้มีคําตัดสินให้ที่ปรึกษาและคนใกล้ชิดกับประธานาธิบดีนิกสัน 7 คน มีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกันปกปิดหลักฐานของคดีวอเตอร์เกต

โดยมี เอช. อาร์, ฮาลเดอแมน จอห์น เออร์ลิคแมน จอห์น มิตเชลล์ ชาร์ลส โคลสัน (Charles Colson) ที่ปรึกษาพิเศษประจําทําเนียบขาว กอร์ดอน สตราแชน (Gordon Strachan) หัวหน้าคณะทํางานของประธานาธิบดี โรเบิร์ต มาร์เดียน (Robert Mardian) หัวหน้ากองอํานวยการประธานาธิบดี และ เคนเน็ธ พาร์คินสัน (Kenneth Parkinson) ที่ปรึกษาคณะกรรมการหาเสียงเลือกตั้ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าควรที่จะต้องมีผู้ถูกกล่าวโทษคนที่ 8 ร่วมด้วย นั่นก็คือตัวประธานาธิบดีนิกสันนั่นเอง

ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าคณะลูกขุนแห่งวอชิงตัน ดีซี ซึ่งเป็นผู้ตัดสินความผิดของทั้ง 7 ก็ทราบดี และน่าจะมีชื่อของนิกสันรวมอยู่ในกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดนี้ด้วย แต่เนื่องจากว่าเป็นบุคคลที่มีตําแหน่งสูงถึงระดับ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาติดตามเป็นลูกโซ่ จึงละโทษไว้ในฐานที่เป็นผู้สมคบคิดซึ่งไม่สามารถเอาผิดได้ แต่การชี้แจงเช่นนี้สังคมไม่ยินยอมจึงเกิดกระแสความไม่พอใจของสังคมลุกลามโหมกระหน่ำแรงขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งองค์กรต่างๆ สื่อมวลชนต่างๆ เริ่มเรียกร้องให้นิกสัน ลาออกจากตําแหน่งเพื่อรับผิดชอบเรื่องนี้

กระทั่งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1974 ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกาก็มีคําสั่งให้ประธานาธิบดีนิกสันนําเทปต้นฉบับทั้งหมดที่ไม่มีการตัดต่อหรือลบเทปใดๆออกมาเปิดเผย เพราะเชื่อว่ามีความพยายามปกปิดหลักฐานชิ้นสําคัญชิ้นนี้จริง ไม่เพียงเท่านั้น คณะกรรมาธิการยุติธรรมแห่งรัฐสภาสหรัฐฯก็ได้มีการลงคะแนนเสียง 27 ต่อ 11 เสียง ให้มีการนํากรณีปกปิดข้อมูลและหลักฐานคดีวอเตอร์เกตของประธานาธิบดีนิกสันเข้ามาทําการสืบสวนเพื่อนําไปสู่การถอดถอนออกจากตําแหน่งประธานาธิบดี นี่คือไม้ 1 และ ไม้ 2 ที่กระหน่ำเข้าใส่นิกสันให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งว่าจะยอม จํานนหรือกระโดดลงเหวไปเสียเลย

หลักฐานชิ้นสําคัญที่สุดที่ทําให้นิกสันดิ้นไม่หลุดหรือที่มักเรียกกันว่าหลักฐานแบบ “สโมคกิง กัน (Smoking Gun)” ที่หมายถึงหลักฐานแบบเขม่าดินปืนยังติดคามืออยู่ก็คือเทปการสนทนาที่มีการอัดจากห้องรูปไข่ หรือห้องทํางานของประธานาธิบดีในทําเนียบขาวนั่นเองที่ทําให้ทราบถึงสายสนกลในของเรื่องนี้ทั้งหมด ทั้งคําสั่งการและผู้ที่เกี่ยวข้องในการปกปิดข่าวทั้งหมดนี้

กระทั่งในวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1974 ได้มีวุฒิสมาชิกของพรรครีพับลิกัน 3 คนไปพบกับประธานาธิบดีนิกสันที่ทําเนียบขาว ทั้ง 3 ก็คือผู้ที่ทําการหยั่งเสียงของวุฒิสมาชิกทั้งหมดเพื่อลงคะแนนเสียงว่าจะถอดถอนประธานาธิบดีหรือไม่ ซึ่งมีจํานวนมากเกินกว่าครึ่งหรือเกินกว่า 2 ใน 3 อย่างแน่นอนที่พวกเขามั่นใจว่าจะออกเสียงถอดถอนเขา ซึ่งในจํานวนเสียงที่ถอดถอนนั้นยังรวมถึงเสียงของสมาชิกฝ่ายรีพับลิกันเองด้วย พวกเขายังบอกด้วยว่าหลายคนในพรรคมีความไม่สบายกับเรื่องนี้ที่อาจทําให้พรรคต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย จึงไม่อาจจะลากถูเรื่องนี้ต่อไปได้อีก

สิ่งที่วุฒิสมาชิกรีพับลิกันทั้ง 3 คนคาบมาบอกกับนิกสันในวันนั้นเองที่เป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายทําให้เรื่องนี้ยุติลง เพราะในค่ำวันต่อมาคือวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1974 ประธานาธิบดีนิกสันก็ออกแถลงการณ์ขอลาออกจากตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ห้องรูปไข่ในทําเนียบขาว โดยมีการถ่ายทอดสดคําแถลงครั้งนั้นไปทั่วประเทศท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านิกสันประกาศลาออกไม่ใช่เพราะยอมจํานน แต่เพื่อหลีกหนีการถอดถอนออกจากตําแหน่ง

กรณีวอเตอร์เกต ทําให้ผู้เกี่ยวข้องจํานวนมากถูกพิพากษาโทษ บางคนต้องโทษนาน 40 ปี โดยเฉพาะกลุ่มนักย่องเบา 5 คนที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาในที่เกิดเหตุ บางคนถูกจําคุก 10 ปีบ้าง 5 ปี 2 ปีบ้างหรือเพียงไม่กี่เดือนตามฐานความผิดของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่สําหรับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน นั้น เมื่อประกาศลาออกจากตําแหน่งแล้ว รัฐสภาสหรัฐฯก็แขวนการพิจารณาวาระถอดถอนเขาออกจากตําแหน่งไปในที่สุด โดยที่โทษทางอาญาในฐานะที่เป็นนักการเมืองกระทําการทุจริตก็ยังต้องมีการสืบสาวราวเรื่องกันต่อไป

แต่แล้วในที่สุด ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1974 ประธานาธิบดี เจอรัล ฟอร์ด (Gerald Ford) รองประธานาธิบดีสมัยนิกสัน ผู้ขึ้นมาดํารงตําแหน่งเป็นประธานาธิบดีสืบต่อภายหลังจากที่นิกสันลาออกแล้วได้มีคําสั่งอภัยโทษแก่อดีตประธานาธิบดีนิกสัน เพื่อให้กระบวนการทางอาญาต่างๆหยุดลงเพียงแค่นั้น โดยประธานาธิบดีฟอร์ดมีเหตุผลในการให้อภัยโทษเพียงง่ายๆแต่ยังคงเป็นที่กังขาของสังคมอเมริกันมาจนถึงบัดนี้ว่า “มันเป็นโศกนาฏกรรมของชาวอเมริกันทุกคนที่สมควรจะต้องลืม และเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้”

สิ่งนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ใช่แต่เพียงการเมืองในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่เขานิยมล้างไพ่กันแบบนี้ แต่ถือเป็นบรรทัดฐานของโลกนับจากวินาทีนั้นที่ทําให้นักการเมืองไม่ว่าแห่งหนตําบลใดเกิดความเชื่ออย่างผิดๆว่าตนทําอะไรก็ได้ ไม่ผิด จะทําให้ประเทศวิบัติอย่างไรก็ได้ ไม่มีความผิด เพราะที่สุดแล้วก็จะมีการอภัยโทษไม่ให้ต้องรับผิดชอบกับความผิดนั้นแต่อย่างใด ด้วยข้ออ้างเพียงสั้นๆว่า “มันเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศที่สมควรจะต้องลืม เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้”

แต่ถึงแม้ประธานาธิบดีฟอร์ดจะให้อภัยโทษแก่อดีตประธานาธิบดีนิกสันไปเช่นนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไร้ซึ่งความผิด เพราะการอภัยโทษหมายถึงการให้อภัยแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิดและได้รับการกล่าวโทษแล้วจึงได้รับการอภัย แต่สําหรับด้านของอดีตประธานาธิบดีนิกสันเองกลับไม่เคยยอมรับความผิดในเรื่องนี้ และยืนยันว่าตนบริสุทธิ์จวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตในปี ค.ศ. 1994

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet