จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกน

จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกน

จอห์น ฮิงค์ลีย์ เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัวนักธุรกิจซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในโอคลาโฮมา บิดาของเขา จอห์น ฮิงค์ลีย์ ซีเนียร์ (John Hinckley Sr.) นั้นเป็นนักธุรกิจด้านพลังงานและเป็นที่รู้จักในวงสังคมที่ถือได้ว่าทรงอิทธิพลในวงการนี้เลยทีเดียว ฮิงค์ลีย์เป็นคนเรียบร้อย ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และยังเป็นนักกีฬาของโรงเรียนที่เล่นได้ดีทั้งเบสบอลและอเมริกันฟุตบอลอีกด้วย และเนื่องจากเขาเป็นบุตรชายคนโตในครอบครัวที่มธุรกิจใหญ่โต ฮิงค์ลีย์จึงได้รับการคาดหวังจากทั้งบิดาและมารดาให้เป็นผู้สืบทอดกิจการในรุ่นต่อไป เขาจึงเติบโตขึ้นมาอย่างค่อนข้างกดดันจากพันธกิจนี้

จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกน

จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกน

สิ่งนี้จึงอาจเป็นสิ่งแรกซึ่งค่อยๆบ่มเพาะให้เขาเกิดความสับสนจนเปลี่ยนเป็นปมด้อยในเวลาต่อมา เมื่อเขาเริ่มรู้สึกถูกบีบคั้นมากๆเข้าจนเริ่มรู้สึกว่าไม่สามารถจะทําอะไรให้เป็นไปตามความคาดหวังของพ่อแม่ได้เลยสักอย่าง สําหรับจุดเปลี่ยนในอุปนิสัยของฮิงค์ลีย์นั้นเริ่มปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่เขาเข้าสู่วัยรุ่น เขาเริ่มที่จะเก็บตัวมากขึ้น และไม่ยอมออกไปเล่นกีฬาเช่นแต่ก่อน โดยที่คนในครอบครัวก็ไม่มีใครสังเกตเห็นสัญญาณเช่นนี้ จนฮิงค์ลีย์สะสมความรู้สึกเก็บกดเหล่านี้เอาไว้มากขึ้นๆ และกลายเป็นคนที่มีสภาพจิตแปรปรวน กระทั่งเริ่มคิดจะหนีออกไปจากสภาพชีวิตที่เป็นอยู่นี้

ในปี ค.ศ. 1973 เมื่อฮิงค์ลีย์ จบชั้นไฮสคูล เขาก็เริ่มคิดวางแผนหนีไปจากครอบครัวเพื่อเรียนรู้โลกด้วยตัวเองโดยไม่คิดที่จะหันมาพึ่งครอบครัวอีก เขาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองลับบอค เท็กซัส และหางานรับจ้างเล็กๆน้อยๆทําเพื่อให้มีรายได้พอเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันก็สมัครเข้าเรียนต่อในวิทยาลัย แต่ก็เรียนไม่จบ จนในอีก 3 ปีต่อมา เมื่อไม่มีอะไรดีขึ้นอีกเขาจึงลาจากเท็กซัส แล้วย้ายเข้าไปอยู่ที่ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย และช่วงที่อยู่ในลอสแองเจลิสนี้เองที่ฮิงค์ลีย์ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง “แท็กซี ไดรเวอร์” เป็นครั้งแรก และเริ่มถูกครอบงําโดยพฤติกรรมของ ทราวิส บิคเกิล มานับแต่นั้น

จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกน

สิ่งหนึ่งที่เขาคิดว่าบิคเกิลเหมือนกับเขาก็คือการมีชีวิตที่อ้างว้างว้าเหว่เหมือนๆกัน แต่ในหนังนั้นบิคเกิลยังมีโอกาสได้พบกับเพื่อนที่เป็นเด็กสาวขายบริการวัย 12 ปี ชื่อ ไอริส แต่ฮิงค์ลีย์นั้นไม่สามารถหาใครมาอยู่เคียงข้างได้สักคน และการซึมลึกในความรู้สึกที่มีต่อบทของ ทราวิส บิคเกิล นี้เอง จึงได้ทําให้เขาเริ่มเกิดความหลงใหลในตัวของ โจดี ฟอสเตอร์ ผู้เล่นเป็นไอริสในหนังมาตั้งแต่นั้น เนื่องจากในโลกที่เขาสร้างขึ้น เขาคือ ทราวิส บิคเกิล ส่วน โจดี ฟอสเตอร์ ก็คือ ไอริส คนรักในโลกส่วนตัวของเขา

ฮิงค์ลีย์สารภาพว่าเขาติดภาพยนตร์เรื่องนี้มากจนต้องดูแล้วดูอีกมากกว่า 15 ครั้งในรอบ 1 ปี และในช่วงเวลาที่อยู่ในลอสแองเจลิสนี้เช่นกันที่ฮิงค์ลีย์เริ่มต้นฝันอยากจะเป็นนักแต่งเพลง แต่เขาก็ไม่ประสบความสําเร็จในสิ่งที่ฝัน และค่อนข้างได้รับการตอบสนองที่เจ็บช้ำจากความฝันนี้ เมื่อเขานําเทปอัดเสียงไปเสนอกับเอเยนต์ต่างๆ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธกลับมาทุกแห่ง และเมื่อต้องประสบกับความล้มเหลวที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฮิงค์ลีย์ก็เริ่มเครียดและไม่สามารถหันไประบายกับใครได้ เนื่องจาก อยู่ตัวคนเดียว เขาจึงต้องเก็บกักสิ่งเหล่านั้นเอาไว้กับตัวเองมาโดยตลอด หรือแม้แต่กับทางบ้านเขาก็ไม่ยอมติดต่อกลับไปเนื่องจากความอับอาย เกรงว่าจะได้รับการดูถูกที่ไม่เคยทําอะไรสําเร็จเป็นชิ้นเป็นอันนั่นเอง

แต่เมื่อเขามีโอกาสโทรกลับไปคุยกับมารดาครั้งหนึ่ง ฮิงค์ลีย์ก็โกหกมารดาว่าเขากําลังไปได้สวย กับชีวิต และคิดที่จะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เขามีแผนที่จะไปตามหา โจดี ฟอสเตอร์ ขวัญใจของเขา ซึ่งในช่วงเวลานั้นเธอศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยลมากกว่า

หลังจากที่ฮิงค์ลีย์หลงรัก โจดี ฟอสเตอร์ จากภาพยนตร์อย่างหัวปักหัวปำแล้ว เขาก็พยายามที่จะเข้าไปทําความรู้จักกับเธอหลายครั้ง ทั้งค้นเบอร์โทรศัพท์และสืบหาที่อยู่จนพบ ฮิงค์ลีย์พยายามโทรศัพท์ไปที่บ้านของ โจดี ฟอสเตอร์ หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้คุยกัน แม้จะฝากข้อความไว้ก็ไม่มีวี่แววว่าเธอจะโทรกลับ หรือแม้แต่เขียนบทกวีไปเสียบไว้ที่กล่องรับจดหมายหน้าบ้านของเธอก็ไม่มีผลใดๆเลย แล้วดาราดังอย่าง โจดี ฟอสเตอร์ ที่มีแฟนคลับ มีคนคลั่งไคล้เธอมากมายคอยตามติดจะไม่มีความระวังตัวได้อย่างไรที่มีคนซึ่งเธอไม่รู้จักคอยสะกดรอย

พฤติกรรมเช่นนี้ของฮิงค์ลีย์น่าจะเป็นเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเธอมากกว่าหากมองจากมุมของเธอ จนกระทั่งวันหนึ่งฮิงค์ลีย์โทรศัพท์ไปหา โจดี ฟอสเตอร์ อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เธอรับสายด้วยตัวเอง แต่ฟอสเตอร์ก็ปฏิเสธที่จะคุยด้วย และตอบกลับว่าเธอไม่รู้จักเขา เป็นปกติที่ในวันหนึ่งๆนั้นเธอต้องรับสายโทรศัพท์มากมายทั้งจากคนที่รู้จักและไม่รู้จัก ด้วยอาชีพนักแสดงของเธอซึ่งบ่อยครั้งที่มีพวกโรคจิตโทรมาคุกคามเธอ หรือพวกที่ไม่ประสงค์ดีโทรมากลั่นแกล้ง แล้วฮิงค์ลีย์เป็นใครที่ไหนเธอก็ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยได้ยินเสียง การปฏิเสธจึงถือเป็นเรื่องปกติ

แต่สําหรับฮิงค์ลีย์แล้วไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะเขารู้จักเธอดี รู้จักหน้าตาของเธอ รู้จักเสียงของเธอ และกําลังคลั่งไคล้เธอ การถูกปฏิเสธจึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสําหรับเขา และการที่ถูก โจดี ฟอสเตอร์ ปฏิเสธครั้งนี้ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกว่าตนเป็นคนต่ำต้อยมากขึ้นไปอีก ภาพความล้มเหลวต่างๆของฮิงค์ลีย์ประดังเข้ามาเกาะกินเขา จนทําให้ฮิงค์ลีย์เริ่มเกิดความคิดที่ต้องการทําอะไรสักอย่างที่ใหญ่โตเพื่อให้เขาเป็นที่รู้จักให้ได้ เมื่อเขาโด่งดัง โจดี ฟอสเตอร์ ก็คงต้องยอมคุยกับเขาเอง

แล้วความต้องการเป็น ทราวิส บิคเกิล ในหนังก็เข้ามาสิงสู่เขา จอห์น ฮิงค์ลีย์ ต้องการเป็นวีรบุรุษอย่าง ทราวิส บิคเกิล บ้าง นับแต่วันนั้นมา ฮิงค์ลีย์จึงเริ่มวางแผนสร้างตัวละคร ทราวิส บิคเกิล ซ้อนเข้ามาในตัวเขา แล้วความคิดลอบสังหารนักการเมืองที่มีชื่อเสียงสักคนหนึ่งเพื่อให้เป็นข่าวใหญ่ก็ได้ผุดขึ้นมา กระทั่งถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 ฮิงค์ลีย์ก็ได้อ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ และทราบว่าประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ในเวลานั้นจะไปปฏิบัติภารกิจที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เขาจึงติดตามคาร์เตอร์ไป แต่ก็ถูกจับกุมที่สนามบินเสียก่อน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบปืน 3 กระบอกอยู่ในกระเป๋าเดินทางของเขา

แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นเขาก็เพียงแค่ถูกปรับแล้วปล่อยกลับบ้านไป เนื่องจากการพกปืนที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกา หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นฮิงค์ลีย์ก็เดินทางกลับไปที่บ้านของพ่อแม่ เนื่องจากจนตรอก ไม่รู้จะไปไหนต่อเพราะเงินหมดและไม่มีงานทํา ซึ่งการกลับบ้านครั้งนั้นเองที่พ่อกับแม่เริ่มเห็นพฤติกรรมผิดปกติจึงรบเร้าให้เขาไปปรึกษาจิตแพทย์

จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกน

พอถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1980 ก็เกิดเหตุลอบสังหารผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการบันเทิงคนหนึ่ง คือ จอห์น เลนนอน (John Lennon) จอห์น เลนนอน นับเป็นนักร้องคนโปรดที่มีอิทธิพลต่อเขามากคนหนึ่ง เลนนอนยังเป็นแรงบันดาลใจที่ทําให้เขาคิดยึดอาชีพนักแต่งเพลงอีกด้วย แม้มันจะล้มเหลวไปแล้วก็ตาม ข่าวการตายของเลนนอนจึงสร้างความหดหูใจให้แก่เขามาก ฮิงค์ลีย์เคยเล่าให้จิตแพทย์ที่บําบัดอาการฟังว่าเขาผูกพันกับเหตุการณ์นั้น และรู้สึกโศกเศร้าจนคิดอยากฆ่าตัวตายตามเลนนอนไปด้วย

เวลานั้นเขาต้องการใครสักคนมารับทราบความทุกข์ใจที่เกิดขึ้น ซึ่งคนคนนั้นต้องเป็น โจดี ฟอสเตอร์ จะเป็นใครอื่นไม่ได้ แม้ว่าฟอสเตอร์จะไม่เคยรู้จักเขาเลยก็ตาม แต่ในโลกของฮิงค์ลีย์แล้วเธอก็คือคนรักในความเพ้อฝันของเขา ฮิงค์ลีย์จึงคิดที่จะเดินทางไปนิว เฮฟเวน ซึ่ง โจดี ฟอสเตอร์ พักอาศัยอยู่ที่นั่น เพื่อที่จะไประบายความทุกข์ใจของเขาให้เธอฟัง โดยตั้งใจไว้ว่าหากเธอไม่ยอมคุยกับเขาอีก เขาก็จะฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตาเธอตรงนั้น แต่แล้วก็เกิดเปลี่ยนใจในเวลาต่อมา โดยคิดที่จะทํางานที่เขาตั้งใจไว้ตามแผนให้สําเร็จเสียก่อน เพื่อให้โจดี ฟอสเตอร์ รู้จักเขาและมองเขาเป็นวีรบุรุษขึ้นมาบ้าง

กระทั่งในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1981 ฮิงค์ลีย์ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้คนทั้งโลกได้รู้จักและจดจําเขาด้วยการลอบสังหารประธานาธิบดีคนที่ 40 ของสหรัฐอเมริกา โรนัลด์ เรแกน ก่อนหน้าที่ฮิงค์ลีย์ จะบุกเข้าไปยิงเรแกนในวันนั้น เขาได้เขียนจดหมายไปถึง โจดี ฟอสเตอร์ หลายฉบับ ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงออกถึงความคลั่งไคล้ในตัวเธอเป็นอย่างมาก ภายหลังจดหมายเหล่านั้นถูกนํามาใช้เป็นหลักฐานชี้ให้เห็นถึงสภาพจิตอันไม่ปกติของฮิงค์ลีย์ เมื่อคดีถูกนําขึ้นสู่ศาลแล้ว จดหมายฉบับหนึ่งเขียนว่า “หลังจากคืนนี้แล้วผมอาจไปอยู่ด้วยกันกับ จอห์น เลนนอน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทํานั้น ขอให้ทราบด้วยว่าผมทําเพื่อคุณ”

และยังมีอีกฉบับหนึ่งเขียนว่า “โจดี ฟอสเตอร์ สักวันหนึ่งคุณกับผมจะได้เข้าไปอยู่ในทําเนียบขาวให้คนอิจฉากันไปทั้งประเทศ” จดหมายแทบทุกฉบับมักจะลงท้ายไว้ว่า “โจดี ฟอสเตอร์…รัก รอสักพัก ผมจะไปช่วยปลดปล่อยคุณออกมาเอง” จากจดหมายเหล่านี้จึงทําให้โจดี ฟอสเตอร์ ต้องถูกเชิญตัวไปเป็นพยานในศาลซึ่งเธอก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเธอให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความในจดหมายเหล่านั้นว่า ฮิงค์ลีย์คงจะจํามันมาจากภาพยนตร์เรื่อง แท็กซี ไดรเวอร์ ที่ ทราวิส บิคเกิล เคยส่งจดหมายแบบนี้ไปถึงไอริสด้วยเช่นกัน

และต่อมาเมื่อทนายของฮิงค์ลีย์ถามฟอสเตอร์ว่าได้มีความสัมพันธ์อย่างอื่นกับฮิงค์ลีย์ด้วยหรือไม่ ฟอสเตอร์ก็ตอบปฏิเสธ พอฮิงค์ลีย์ได้ยินคําปฏิเสธของฟอสเตอร์ในศาลเท่านั้นเขาก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที แล้วตะโกนขึ้นมากลางศาลว่า “คุณเป็นของผมแล้วนะ โจดี ฟอสเตอร์” ทําให้เธอตกใจอย่างมากจนเจ้าหน้าที่ต้องนําตัวฮิงค์ลีย์ออกไปสงบสติอารมณ์นอกห้องพิจารณาคดี (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet