เหตุการณ์ลอบสังหาร โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

เหตุการณ์ลอบสังหาร โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

กล่าวถึงความซับซ้อนซ่อนเงื่อนชวนฉงนคงไม่มีความซับซ้อนใดเกินระบบการเมืองของโลกยุคใหม่ที่เล่นกันอย่างไร้ขอบเขต ขอเพียงแต่ให้บรรลุเป้าหมายใหญ่จะใช้วิธีการใดก็ไม่สําคัญ แม้ไม่ถูกต้องชอบธรรมตามหลักการ แต่หากตนเป็นฝ่ายชนะก็สามารถเป็นผู้เขียนกติกาใหม่ให้สิ่งที่เคยผิดกลายเป็นถูกได้ คล้ายกับคําที่มักกล่าวกันว่า “ผู้กําชัยชนะเท่านั้นคือผู้ที่มีสิทธิ์เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ได้” กรณีการลอบสังหารประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้วก็เป็นตัวอย่างของเกมการเมืองอันซับซ้อนที่ไม่รู้ว่าจะสามารถเชื่อในสิ่งที่เห็นได้หรือไม่

เหตุการณ์ลอบสังหาร โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

เหตุการณ์ลอบสังหาร โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน นับเป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกลอบสังหารขณะดํารงประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเป็นอีกกรณีหนึ่งเช่นกันที่มีเบื้องหลังอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนชวนสงสัยมากมาย แต่เรแกนก็โชคดีกว่าหลายคนที่การลอบสังหารครั้งนั้นไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเฉียดตาย และการลอบสังหารเรแกนครั้งนั้นก็เป็นอีกครั้งที่มีบทสรุปของคดีออกมาคล้ายกันกับทุกกรณีก็คือมือปืนที่ก่อเหตุครั้งนี้กระทําโดยลําพังเพียงคนเดียวอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับทุกกรณีที่มีการลอบสังหารบุคคล สําคัญ โดยไม่มีการสืบให้ลึกลงไปถึงกรณีแวดล้อมอื่นๆอีก โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองที่ควรเป็นประเด็นสําคัญในการลอบสังหารบุคคลทางการเมืองระดับสูงเช่นนี้ แต่กลับถูกตัดออกไปเช่นทุกครั้ง

แต่หากกรณีนี้เกิดกับคนในประเทศโลกที่สามหรือประเทศในแถบลาตินอเมริกาที่เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นําประเทศและผู้นําทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนกลับกล่าวโทษไปที่ประเด็นทางการเมืองอยู่ร่ำไป แต่ถึงแม้บทสรุปจะออกมาเช่นนั้น ก็เป็นอีกครั้งเช่นกันที่ไม่สามารถปิดกั้นความน่าสงสัยหรือข้อกังขาของคนทั่วไปได้ เช่นในกรณีคล้ายๆกันก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะประเด็นของมือปืนผู้ลอบสังหารที่มักสรุปออกมาว่าหากไม่มีปัญหาทางจิตก็เป็นพวกคลั่งลัทธิฝักใฝ่การเมือง จนมีความคิดรุนแรงอะไรทํานองนั้น

และในกรณีการลอบสังหารเรแกนครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มือปืนถูกจับได้อย่างทันควัน และถูกระบุว่ากระทําการนี้แต่เพียงลําพัง โดยที่มือปืนนั้นมีอาการป่วยทางจิตจนบ่มเพาะความเกลียดชังสังคมขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นพฤติกรรมปกติจึงไม่ต้องตามสืบสาวหาคําตอบอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่านี้อีก โดยที่พยานหลักฐานต่างๆก็ล้วนชี้ไปที่ความบกพร่องทางจิตของมือปืนทั้งสิ้น จึงไม่จําเป็นจะต้องหาหลักฐานแวดล้อมอื่นมาหักล้างอีก

แต่บทสรุปเช่นนี้ก็ไม่สามารถคลายข้อสงสัยของผู้คนที่เห็นมุมต่างออกไปได้ ก็ด้วยเหตุผลที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดต่างโดยอาศัยเหตุผลอื่นมาประกอบ โดยไม่จําเป็นที่จะต้องเชื่อตามสิ่งที่ถูกบังคับให้เชื่อ ซึ่งความคิดต่างนี้ก็ไม่ได้ฟันธงลงไปว่ามันจะเป็นตามนั้นทั้งหมด คงต้องเป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ครั้งนั้นเกิดขึ้นในบ่ายวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1981 ที่ทางเท้าด้านหน้าโรงแรมฮิลตัน (Hilton Hotel) ในวอชิงตัน ดีซี ระหว่างที่เขากําลังเดินออกจากโรงแรมไปที่รถประจําตําแหน่งท่ามกลางฝูงชนและนักข่าวจํานวนมาก ทั้งที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทําการอารักขาอย่างแน่นหนา แต่ก็ยังเกิดเหตุร้ายขึ้นจนได้ เมื่อชายคนหนึ่งในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสนามของทหารกับกางเกงยีนส์ฝ่าฝูงชนตรงเข้าไปหาประธานาธิบดีเรแกนที่กําลังโบกมือทักทายประชาชนอยู่ แล้วชักปืนพกขนาด 22 ออกจากเสื้อแจ็คเก็ตกระหน่ำยิงออกไปในทิศทางที่ประธานาธิบดียืนอยู่อย่างไม่นับ

จนเมื่อสิ้นเสียงปืนลง เจ้าหน้าที่คุ้มกันต่างก็กรูกันเข้าไปรุมปล้ำจับมือปืนจนไม่อาจหลบหนีได้ และขณะเดียวกันกับที่เสียงปืนดังขึ้นนั้น ประธานาธิบดีเรแกนก็ถูกผลักเข้าไปในรถ จนเมื่ออยู่ภายในรถแล้วนั่นเองที่เรแกนจึงทราบว่าตนถูกยิงได้รับบาดเจ็บเช่นกัน จากนั้นรถประจําตําแหน่งก็ขับมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่สุดในทันที กระทั่งในเพียงไม่กี่นาทีประธานาธิบดีเรแกนก็ถูกพาไปที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย จอร์จ วอชิงตัน (George Washington University Hospital)

จนเมื่อถึงโรงพยาบาลแล้ว ประธานาธิบดีเรแกนซึ่งยังคงครองสติได้อยู่ก็พยายามที่จะเดินเข้าไปข้างในโรงพยาบาลด้วยตัวเอง ไม่ยอมให้ใช้เตียงพยาบาลหรือรถเข็นใดๆ แต่ปรากฏว่าเมื่อเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ขาก็หมดเรี่ยวแรงแล้วล้มลงทันที เจ้าหน้าที่จึงเข้ามาช่วยพยุงร่างของเขาขึ้นไปนอนบนเตียงพยาบาลแล้วตรงเข้าไปยังห้องผ่าตัดในทันที

ประธานาธิบดีเรแกนซึ่งยังคงมีสติได้พยายามปิดบังความเจ็บปวดไว้ให้ได้นานที่สุด โดยพยายามพูดหยอกล้อกับแพทย์และพยาบาลที่รายล้อมเขาด้วยคําพูดติดตลกว่า “ช่วยบอกแนนซี ภรรยาผมด้วยว่าผมยังจําเป็ดของเธอได้ดี” แล้วยังหันไปหยอกแพทย์คนหนึ่งว่า “หวังว่าหมอคงไม่ได้เป็นเดโมแครตนะ” (ประธานาธิบดีเรแกนมาจากพรรครีพับลิกัน) โดยแพทย์ผู้นั้นก็ได้ตอบกลับไปอย่างเอาใจว่า “ท่านประธานาธิบดี ตอนนี้ที่นี่เราเป็นรีพับลิกันกันหมดทุกคนแล้วครับ” ต่อจากนั้นอาการของประธานาธิบดีเรแกนก็กลับทรุดฮวบลงอย่างรวดเร็ว

John Hinckley Jr.

สําหรับมือปืนผู้ลั่นกระสุนใส่ประธานาธิบดีเรแกนและถูกจับกุมในที่เกิดเหตคือ จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ (John Hinckley Jr.) ซิงค์ลีย์ใช้เวลายิงปืนทั้งหมด 3 วินาที ระเบิดกระสุนออกไป 6 นัด นัดแรกยิงเข้าใส่ที่ศีรษะของเลขานุการฝ่ายข่าวประจําทําเนียบขาว เจมส์ แบรดี (James Brady) นัดที่ 2 ยิงเข้าที่ด้านหลังของเจ้าหน้าที่ตํารวจ โธมัส เดลาฮันตี (Thomas Delahanty) นัดที่ 3 ยิงข้ามศีรษะประธานาธิบดีเรแกนไปเข้าตรงบานหน้าต่างของอาคารฝังตรงกันข้ามกับโรงแรม นัดที่ 4 ยิงเข้าตรงหน้าท้องของเจ้าหน้าที่สืบราชการลับ ทิโมธี แมคคาร์ธี (Timothy McCarthy) และนัดที่ 5 ยิงไป ที่กระจกรถประจําตําแหน่งประธานาธิบดีซึ่งเป็นกระจกกันกระสุน ส่วนนัดที่ 6 นัดสุดท้ายยิงเข้าตรงด้านข้างของรถก่อนจะสะท้อนแฉลบไปเข้าบริเวณใต้รักแร้ของประธานาธิบดีเรแกนแล้วทะลุผ่านกระดูกซี่โครงไปหยุดอยู่ที่ปอดด้านซ้ายใกล้กับหัวใจ

บาดแผลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้รุนแรงถึงกับทําให้เรแกนเสียชีวิตลงได้ในทันที กระทั่งเมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้วนั่นเองเลือดที่คั่งอยู่ในช่องปอดจึงเริ่มแสดงอาการออกมา จนเรแกนหมดความรู้สึกลงหลังจากที่ถูกนําตัวเข้าห้องผ่าตัดแล้ว คณะแพทย์จึงต้องทําการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนเพื่อจะช่วยยื้อชีวิตของเขาเอาไว้

จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ ชายหนุ่มวัย 25 ปีในขณะก่อเหตุ ซึ่งหลังจากที่ถูกจับกุมแล้วก็ยอมรับสารภาพว่าได้กระทําการลงไปแต่เพียงผู้เดียวโดยขาดสติ คดีของ จอห์น ฮิงค์ลีย์ ถูกตัดสินในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1982 โดยศาลพิพากษาว่า จอห์น ฮิงค์ลีย์ กระทําการแต่เพียงผู้เดียวจริง และในขณะลงมือกระทํานั้นก็อยู่ในสภาวะอาการทางจิตที่ไม่เป็นปกติจริง ศาลจึงตัดสินโทษให้นำตัวฮิงค์ลีย์เข้ารับการบําบัดอาการทางจิตที่โรงพยาบาล เซนต์ เอลิซาเบธ (St. Elizabeth’s Hospital) จนกว่าจะหายจากอาการผิดปกติอย่างเด็ดขาด จึงจะมีการพิจารณาในลําดับต่อไป

เรื่องสภาพจิตผิดปกติของฮิงค์ลีย์นั้น ในช่วงระหว่างที่มีการสอบสวนของตํารวจจนถึงการให้การในชั้นศาลก็ได้มีการเชิญจิตแพทย์เข้ามาให้คําปรึกษาและช่วยวิเคราะห์ถึงอาการผิดปกติของเขาด้วยทุกครั้ง โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าฮิงค์ลีย์มักมีอาการประสาทหลอนอยู่บ่อยครั้งระหว่างที่ถูกสอบสวน และคําให้การของเขาก็ค่อนข้างจะเลอะเลือน คล้ายกับเขาไม่รู้สึกตัวว่าได้ทําอะไรลงไป จิตแพทย์จึงลงความเห็นว่าฮิงค์ลีย์มีอาการป่วยทางจิตจริงในขณะที่ก่อเหตุยิงประธานาธิบดีเรแกน

Taxi Driver

โดยอาการป่วยของเขานั้นมีลักษณะสับสนในภาพ 2 ภาพที่ซ้อนทับกันอยู่ในบุคลิกของเขา ซึ่งเป็นลักษณะอาการหลงที่ค่อนข้างรุนแรง เมื่ออาการกําเริบนั้น ฮิงค์ลีย์มักเข้าใจว่าตนเองเป็น “ทราวิส บิคเกิล (Travis Bickle)” ตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่อง “แท็กซี ไดรเวอร์ (Taxi Driver)” ที่เขาเกิดความคลั่งไคล้อย่างมาก ซึ่งภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนี้ก็ยังเป็นต้นเหตุให้เขาเกิดความลุ่มหลง ดาราสาว โจดี ฟอสเตอร์ (Jodie Foster) ที่ร่วมแสดงในเรื่องเดียวกันนี้ด้วยอย่างชนิดฝังใจ และเป็นแรงจูงใจสําคัญให้เขาก่อเหตุลอบสังหารในวันนั้น อันเนื่องมาจากเชื่อว่าเขาคือ ทราวิส บิคเกิล ที่ต้องการสร้างปรากฏการณ์เพื่อให้ โจดี ฟอสเตอร์ สนใจในตัวเขานั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่อง แท็กซี ไดรเวอร์ เป็นเรื่องราวของคนขับรถแท็กซีในนครนิวยอร์กคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ไปวันๆอย่างสิ้นหวังในสภาพสังคมที่เขาเห็น ว่ามีแต่ความแหลกเหลว จนวันหนึ่งเขาได้ไปก่อเหตุสังหารแมงดาเพื่อจะช่วย โสเภณีเด็กคนหนึ่งจากการถูกข่มขืนใจให้หาเงิน การสังหารแมงดาสกปรกผู้นั้นทําให้เขาได้เริ่มมีความรู้สึกถึงความมีคุณค่าในชีวิตขึ้นมาบ้าง จนในที่สุดจึงคิดการใหญ่เพื่อต้องการจะให้ประวัติศาสตร์จารึกชื่อของเขาไว้ ด้วยการลอบสังหารนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่เขาเห็นว่าเป็นพวกแมลงสาปสกปรก

Jodie Foster

ผู้สวมบท ทราวิส บิคเกิล นั้นก็คือ โรเบิร์ต เดอนิโร (Rebert DeNiro) ส่วน โจดี ฟอสเตอร์ นั้นรับบทเป็นโสเภณีเด็กมีชื่อว่า “ไอริส” ภาพยนตร์เรื่องนี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของ จอห์น ฮิงค์ลีย์ เป็นอย่างมาก เนื่องจากฮิงค์ลีย์เปรียบเทียบชีวิตของ ทราวิส บิคเกิล ในหนังว่าคล้ายๆกับชีวิตของเขา ฮิงค์ลีย์มีความรู้สึกสิ้นหวังในสิ่งต่างๆรอบตัวเขาเช่นเดียวกันกับบิคเกิล ถึงแม้ว่าเขาจะแตกต่างจากบิคเกิลมากก็ตาม

ในขณะที่บิคเกิลมีอาชีพเป็นคนขับแท็กซีอยู่ตัวคนเดียว และพักอาศัยอยู่ในที่พักกลางแหล่งเสื่อมโทรมของนิวยอร์ก แต่ฮิงค์ลีย์นั้นเกิดในตระกูลร่ำรวย ครอบครัวมีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคมสูงไม่เหมือนกับบิคเกิล มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทําให้ทั้งสองดูคล้ายกันก็คือการใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวังไร้อนาคตไปวันๆ การที่ฮิงค์ลีย์มีความรู้สึกเช่นนี้ก็เนื่องมาจากปมด้อยที่เขาสร้างขึ้นมาให้กับ ตัวเองซึ่งเขามักคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองไม่มีคุณค่า และไม่เคยทําอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้สําเร็จตามความคาดหวังของพ่อแม่เลยสักอย่าง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet