กรณีความขัดแย้งภายในพรรครีพับลิกันระหว่าง จอร์จ บุช กับ อเล็กซานเดอร์ เฮก

กรณีความขัดแย้งภายในพรรครีพับลิกันระหว่าง จอร์จ บุช กับ อเล็กซานเดอร์ เฮก

ตระกูลบุชเริ่มทําธุรกิจน้ำมันในเท็กซัสอย่างแท้จริงตั้งแต่ จอร์จ บุช ก่อตั้งบริษัทซาปาตา ออยล์ ขึ้นในปี ค.ศ. 1953 จอร์จ บุช สืบทอดความเป็นนักการเมืองควบคู่กับการเป็นนักธุรกิจมาจากบิดาและพ่อตาของเขา ถือเป็นแบบอย่างของนักการเมืองที่ทําธุรกิจควบคู่กันจนประสบความสําเร็จทั้งสอง อาชีพไปพร้อมๆกัน ตระกูลบุชนั้นประสบความสําเร็จทั้งทางด้านธุรกิจและการเมืองในสหรัฐอเมริกามาหลายรุ่น นับแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แล้ว จึงมีพวกพ้องทั้งในแวดวงการเมืองและวงการธุรกิจระดับสูงมากมาย คนตระกูลบุชคนแรกที่ประสบความสําเร็จในวงการเมืองระดับสูงก็คือ จอร์จ บุช

จอร์จ บุช เริ่มต้นเข้าสู่แวดวงการเมืองตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทํางานอยู่ในหน่วยข่าวกรองของกองทัพเรือสหรัฐฯ กระทั่งสงครามสิ้นสุดลง ครอบครัวบุชก็ย้ายไปอยู่ที่เท็กซัส และเริ่มก่อตั้งบริษัทน้ำมันขึ้นในช่วงเวลานั้น และในเวลาเดียวกันนั้น จอร์จ บุช ก็ยังคงทํางานด้านข่าวกรองให้กับซีไอเออีกด้วย และเป็นผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งในช่วงที่เกิดกรณี “อ่าวหมู (Bay Of Pig)” และช่วงที่เกิด “วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในคิวบา”

ข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยโดย เฟรตเชอร์ เพราตี (Fretcher Prouty) อดีตนายทหารซึ่งเคยทํางานด้านข่าวกรองให้กองทัพสหรัฐฯ และเป็นผู้ให้ข้อมูลสําคัญแก่อัยการ จิม แกร์ริสัน (lim Garrison) ในการรื้อฟื้นคดีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีครั้งนั้น จากการที่ จอร์จ บุช มีความสามารถในการทํางานสูง อีกทั้งยังรู้จักกับผู้คนในแวดวงต่างๆอย่างมากมายด้วยนั้น ต่อมาจึงถูกผลักดันให้เข้าสู่สนามการเมือง แทนที่จะนั่งทํางานด้านข่าวกรองอยู่เบื้องหลังไปเรื่อยๆเช่นนี้

โดยมีกลุ่มธุรกิจและนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลจํานวนมากให้การสนับสนุนเขา เนื่องจากเห็นว่าเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตและมากด้วยความสามารถจึงเหมาะที่จะผลักดันให้ขึ้นมามีบทบาททางการเมืองในพรรครีพับลิกัน โดยมุ่งหมายที่จะให้ไปถึงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯเพื่อเป็นตัวแทนพรรคในการสานผลประโยชน์ให้แก่ฝ่ายต่างๆในอนาคตเลยทีเดียว

จอร์จ บุช เข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวในสมัยที่ ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1969 ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญในทีมรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของนิกสัน ในปี ค.ศ. 1972 คนหนึ่งด้วย แต่เมื่อกรณี “วอเตอร์เกต (Watergate)” ที่คณะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรครีพับลิกันถูกจับได้ว่าลอบดักฟังโทรศัพท์ของพรรคเดโมแครตที่อาคารวอเตอร์เกต และมีการปิดข่าวเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับคะแนนเสียงเลือกตั้งของพรรครีพับลิกันครั้งนั้นถูกเปิดโปงขึ้น

ก่อนหน้านิกสันจะลาออกจากตําแหน่งประธานาธิบดีเพื่อหลีกหนีการถูกถอดถอนโดยรัฐสภาครั้งนั้น เขาได้สั่งล้างบางคณะทํางานของเขามากมายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โยงใยไปถึงตัวประธานาธิบดีได้ แต่ จอร์จ บุช กลับได้รับการปกป้องก่อนลาออก นิกสันได้พยายามปกป้อง จอร์จ บุช ไม่ให้พลอยติดร่างแหจากกรณีดังกล่าวด้วย จึงกันตัวเขาออกจากเรื่องทั้งหมดนี้เพื่อให้ประวัติของเขาสะอาด โดยได้ย้ายบุชให้ไปรับตําแหน่งทูตประจํากรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

จนกระทั่งเมื่อเรื่องทั้งหมดเงียบลง บุช จึงได้กลับมารับตําแหน่งเป็นผู้อํานวยการซีไอเอในสมัยที่ เจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) จากพรรครีพับลิกันเช่นกันขึ้นเป็นประธานาธิบดีต่อจากนิกสัน ทําให้เห็นได้ว่าบุชก็คือบุคคลสําคัญคนหนึ่งของพรรครีพับลิกันที่ถูกวางตัว วางอนาคตไว้ตั้งแต่ต้น แต่เมื่อหมดสมัยของประธานาธิบดีฟอร์ดลง พรรครีพับลิกันก็เสียเก้าอี้ประธานาธิบดีให้แก่ จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) จากพรรคเดโมแครต ขึ้นมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีแทน บุชจึงได้หมด บทบาทลงในช่วงนั้น และหันไปทําธุรกิจของตนอย่างเต็มตัวอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะวางมือทางการเมืองลงแต่อย่างใด

จอร์จ บุช เป็นนักการเมืองที่มีคุณสมบัติโดดเด่นของพรรครีพับลิกัน นอกจากจะมีความสดเพราะเป็นนักการเมืองหนุ่มที่มีความสามารถสูงแล้ว บุชยังเชี่ยวชาญงานการเมืองอย่างสูงอีกด้วย โดยเฉพาะการเป็นตัวประสานทั้งในด้านการเมืองและทางธุรกิจกับกลุ่มต่างๆจากสายสัมพันธ์ที่เขารู้จักกับบุคคลทั้งในวงการเมืองและวงการธุรกิจมากมายมาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ตระกูลของเขายังมีหน้ามีตาเป็นที่รู้จักในสังคมอเมริกันมาอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เมื่อ จิมมี คาร์เตอร์ หมดวาระลง และมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1980 จอร์จ บุช ก็คือผู้ที่กลุ่มทรงอิทธิพลในพรรครีพับลิกันเลือกขึ้นมาเป็นผู้ลงชิงชัยตําแหน่งประธานาธิบดี แต่ในเวลานั้นกลับมีอีกผู้หนึ่งที่คนอีกกลุ่มในพรรครีพับลิกันให้การสนับสนุนอยู่ขึ้นชิงตําแหน่งด้วยเช่นกันก็คือ โรนัลด์ เรแกน ซึ่งเข้าชิงตําแหน่งตัวแทนของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเป็นหนที่ 3 แล้ว โดยใน 2 ครั้ง แรกนั้นเขาต้องพ่ายแพ้ให้แก่นิกสันและฟอร์ด

จนในที่สุดการลงชิงตําแหน่งเป็นครั้งที่ 3 นี้ เรแกนก็สามารถเอาชนะบุชได้สําเร็จ ในการช่วงชิงการเป็นตัวแทนพรรคเพื่อลงชิงชัยตําแหน่งประธานาธิบดีปีนั้น เนื่องจากคะแนนนิยมในส่วนของประชาชนของเรแกนนั้นเหนือกว่า และยังสามารถเอาชนะพรรคเดโมแครตได้สําเร็จ จนกระทั่งได้ขึ้นดํารงตําแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯสำเร็จในที่สุดนั่นเอง

กรณีความขัดแย้งภายในพรรครีพับลิกันระหว่าง จอร์จ บุช กับ อเล็กซานเดอร์ เฮก

กรณีความขัดแย้งภายในพรรครีพับลิกันระหว่าง จอร์จ บุช กับ อเล็กซานเดอร์ เฮก

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกนในบ่ายวันที่ 30 มีนาคมนั้น จอร์จ บุช ไม่ได้อยู่ในวอชิงตัน ดีซี เพราะติดภารกิจอยู่ต่างรัฐ ผู้ที่มีอํานาจสั่งการในลําดับรองลงมาคือรัฐมนตรีต่างประเทศ อเล็กซานเดอร์ เฮก (Alexander Haig) เฮก เป็นผู้ออกคําสั่งเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ในทันทีหลังจากที่ทราบข่าว

ในที่ประชุมวันนั้นมีการวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร โดยมี ริชาร์ด อัลเลน (Richard Allen) ที่ปรึกษาความมั่นคงเป็นผู้สรุปเหตุการณ์ทั้งหมด อัลเลนแสดงความคิดเห็นว่าน่าจะเป็นฝีมือของฝ่ายคอมมิวนิสต์ก่อนอื่นซึ่งในที่ประชุมส่วนใหญ่ก็คล้อยตามนั้น โดยอัลเลนได้ยกเอาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้นที่ นาโต (NATO) ได้มีมติให้รัสเซียถอนทหารออกจากโปแลนด์มาประกอบ และอัลเลนยังนํารายงานที่สืบทราบมาว่าได้มีการเคลื่อนย้ายอาวุธนิวเคลียร์อย่างผิดปกติในรัสเซียมาอ้างอิงอีกด้วย

จึงสรุปว่าเหตุลอบสังหารครั้งนี้อาจเป็นการก่อหวอดของรัสเซียที่ต้องการให้เกิดสงครามก็เป็นได้ และเมื่อที่ประชุมต่างคล้อยตามเหตุผลของ ริชาร์ด อัลเลน อเล็กซานเดอร์ เฮก ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมและเป็นผู้มีอํานาจสั่งการยามฉุกเฉินจึงได้สั่งให้ตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศให้พร้อมโดยทันที และออกคําสั่งเตรียมพร้อมในระดับสูงสุด แต่ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนระดับการเตือนความปลอดภัยเดฟคอน (DEFCON) ที่ยังคงอยู่ในระดับ 5 หรือระดับปกติแต่อย่างใด

จากนั้น เฮก จึงออกมาแถลงกับผู้สื่อข่าว สรุปถึงผลวิเคราะห์ของที่ประชุมว่ามีการตั้งประเด็นถึง ความเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ลอบยิงประธานาธิบดีเรแกนนี้อาจเป็นฝีมือของฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่ผู้สื่อข่าวกลับถามในประเด็นที่สวนทางว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่สาเหตุการลอบสังหารนั้นจะเกี่ยวกับ “คนใน” มากกว่า “คอมมิวนิสต์” โดยนําเอากรณีนี้ไปเปรียบกับกรณีการลอบสังหารประธานาธิบดี เคนเนดีในปี ค.ศ. 1963 ว่า อาจมีการสมคบคิดกันอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายเวลานั้นหรือไม่

อเล็กซานเดอร์ เฮก ก็ยอมรับว่าเป็นไปได้ที่อาจมีทั้งศัตรูภายในและภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วย จึงยังต้องมีการวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างละเอียดต่อไป แต่แล้วทุกประเด็นที่ อเล็กซานเดอร์ เฮก และที่ประชุมก่อนหน้านั้นสรุปออกมาก็ถูกลบล้างไปโดยทันที เมื่อ จอร์จ บุช กลับมาถึงวอชิงตัน ดีซี แล้วเข้ามาในที่ประชุม สั่งให้รื้อผลสรุปการประชุมที่มีขึ้นก่อนหน้านั้นใหม่ทั้งหมด

ภายหลังจากการประชุมที่มี จอร์จ บุช นั่งเป็นประธานสิ้นสุดลง บุช จึงได้ออกมาแถลงกับผู้สื่อข่าวอีกครั้งว่าที่ประชุมได้ตัดประเด็นเรื่องของศัตรูภายนอกออกไปทั้งหมด โดยเหลือเพียงประเด็นภายในแต่เพียงประเด็นเดียวเท่านั้น ซึ่งประเด็นภายในนี้ไม่ได้หมายถึง “คนใน” อย่างที่ผู้สื่อข่าวหมายถึงแต่แรก แต่หมายถึงคนภายในประเทศที่เป็นชาวอเมริกัน โดยสรุปว่าผู้ก่อเหตุคือ จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ ที่ถูกจับกุมได้ในที่เกิดเหตุนั้นกระทําการเพียงลําพัง โดย บุช ได้ยกเอาหลักฐานที่ได้รับจากเอฟบีไอมาอ้างอิงว่า จอห์น ฮิงค์ลีย์ มี ประวัติเป็นคนวิกลจริตและเคยต้องคดีพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะมาก่อนแล้วในปี ค.ศ. 1980 ที่สนามบินเมืองแนชวิลล์

ในครั้งนั้นเขาถูกสงสัยว่าลอบติดตามประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ โดยไม่ทราบสาเหตุ กรณีนี้จึงไม่น่าที่จะมีการสมรู้ร่วมคิดไปมากกว่านี้ การสรุปเหตุการณ์อย่างรวดเร็วของบุชเช่นนี้ค้านกับผลสรุปที่แถลงออกมาก่อนหน้าโดยเฮกชนิดกลับลําคนละคุ้งคนละแควเลยทีเดียว ทําให้ผู้สื่อข่าวต่างงุนงงกันเป็นอย่างมาก จนเริ่มมีเสียงซุบซิบกันในหมู่ผู้สื่อข่าวว่าภายในที่ประชุมจะมีความขัดแย้งหรือขัดขากันเองหรือไม่ ผลสรุปจึงออกมาชนิดหน้าอย่างหลังอย่างเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพในที่ประชุมซึ่งในขณะที่กําลังเกิดเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานอยู่ ไม่ควรจะแถลงข่าวที่ชวนให้เกิดความสับสนแบบเช่นนี้ ทําให้ผู้สื่อข่าวไม่แน่ใจว่าจะเชื่อข้อสรุปของใครดี

จนในที่สุดผู้สื่อข่าวก็ตั้งคําถามขึ้นว่าใครเป็นผู้มีอํานาจสั่งการสูงสุดกันแน่ ซึ่งก่อนหน้านั้นเฮกก็บอกว่าเขามีอํานาจสูงสุดตามกฎหมาย คําถามนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่บุชเป็นอย่างมาก เขาถึงกับ ตอบผู้สื่อข่าวกลับไปอย่างค่อนข้างมีอารมณ์ว่า เขาเป็นผู้ที่มีอํานาจสูงสุดตามกฎหมายเมื่อประธานาธิบดีไม่สามารถบริหารงานได้

แหล่งข่าวภายในยังเปิดเผยด้วยว่า ในระหว่างการประชุมที่มีบุชนั่งเป็นประธานอยู่นั้น ได้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างรุนแรงในผลสรุปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยบุชต้องการให้ล้มผลสรุปของที่ประชุมก่อนหน้านั้นที่มีเฮกนั่งเป็นประธานทั้งหมด คล้ายต้องการยึดอํานาจแต่ผู้เดียว โดยไม่ยอมยกข้อมูล ของ ริชาร์ด อัลเลน มาประกอบด้วยแต่อย่างใด และพยายามจะให้ที่ประชุมจํากัดขอบเขตการวิเคราะห์เหตุการณ์ไว้เพียงแค่ จอห์น ฮิงค์ลีย์ มือปืนที่ถูกจับได้ในที่เกิดเหตุคนเดียวเท่านั้น

ความขัดแย้งระหว่างที่ประชุมทั้งสองคณะในครั้งนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของความระหองระแหงระหว่าง บุช และ เฮก จนส่งผลต่อมาถึงการทํางานที่มักมีการโต้เถียงกันเป็นประจําอีกด้วยต่อปัญหาความขัดแย้งของคนทั้งสองนี้ภายหลังจากที่เรแกนสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว เขาเกิดความอึดอัดใจกับบรรยากาศการทํางานที่ต้องมีทั้งสองอยู่ด้วยทุกครั้งจนถึงกับนําไปเขียนลงในหนังสือชีวประวัติของเขาเอง เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นว่า ตอนที่เขาถูกยิงนั้น บุช ไม่ได้อยู่ที่วอชิงตัน เฮก จึงต้องดูแลแทน แต่ เฮก กับ บุช เป็นคนละคน เฮก คิดแบบ เฮก เพราะเขาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ จึงต้องมองสถานการณ์ภายนอกก่อนอื่น แต่พอบุชกลับมาทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด

ผลสรุปของบุชในครั้งนั้นทําให้เฮกกับที่ประชุมส่วนใหญ่หัวเสียกันอย่างมาก บางคนถึงกับโต้เขากลับว่าบุชมีธงเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วหรืออย่างไรหรือรับคําสั่งใครมา จึงละเลยในผลวิเคราะห์ของที่ประชุมก่อนหน้านั้นอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่ไม่อยู่ในที่ประชุมก่อนหน้าเลยไม่รู้ว่าเขาวิเคราะห์รายละเอียดของแต่ละประเด็นกันอย่างไรบ้าง แต่กลับไม่ถามไถ่และใช้อํานาจประธานที่ประชุมฟันธงลงไปตามใจ และใช้ข้อมูลของเอฟบีไอฝ่ายเดียวโดยละเลยข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงจึงเกิดเรื่องขึ้น

กรณีความขัดแย้งระหว่าง จอร์จ บุช กับ อเล็กซานเดอร์ เฮก นี้ ต่อมาได้กลายเป็นประเด็นที่นักข่าวให้ความสนใจมากกว่าประเด็นการลอบสังหารเรแกนเสียอีก จนมีการขุดคุ้ยเรื่องของคนทั้งสอง และไปพบจุดสําคัญจุดหนึ่งก็คือความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเพียงแค่ บุช กับ เฮก เท่านั้น แต่พบว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในพรรครีพับลิกันที่มีกลุ่มอิทธิพลภายในแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ถือหางคนของตนอยู่ และไม่มีฝ่ายใดยอมให้แก่กัน

อเล็กซานเดอร์ เฮก นั้นเป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญของพรรคมาตั้งแต่ในสมัยประธานาธิบดีนิกสันแล้ว เขามีตําแหน่งเป็นที่ปรึกษาความมั่นคงของนิกสัน และต่อมาก็ได้เป็นหัวหน้าคณะทํางานในทําเนียบขาวนับจากสมัยนิกสันมาจนถึงสมัยของฟอร์ด นับเป็นบุคคลที่มีบทบาทสําคัญคนหนึ่งในพรรคที่กลุ่มอิทธิพลในพรรครีพับลิกันกลุ่มหนึ่งสนับสนุนอยู่ ส่วน จอร์จ บุช ก็มีกลุ่มอิทธิพลอีกกลุ่มสนับสนุนเขาอยู่เช่นกัน ทั้งสองจึงไม่กินเส้นกันก็เพราะเป็นผู้ที่มีความสําคัญและมีแรงสนับสนุนภายในพรรคที่มีอิทธิพลพอๆกันนั่นเอง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ทําให้เห็นได้ว่าภายในพรรครีพับลิกันมีกลุ่มอิทธิพลสองกลุ่มกําลังงัดข้อแย่งชิงการนํากันเองอยู่ในตอนนั้นหรือไม่ ถึงแม้การแย่งอํานาจชิงการนําภายในพรรคการเมืองเดียวกันเองจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในพรรคการเมืองทั่วไป แม้แต่พรรคเดโมแครตก็มีกรณีเช่นนี้ให้เห็นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการแข่งขันกันเพื่อเป็นตัวแทนพรรคในการเข้าไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทุกครั้ง จะเห็นถึงความขัดแย้งกันเองภายในพรรคได้อย่างชัดเจนที่สุด

แต่สิ่งที่ทําให้สังคมเกิดข้อสงสัยอย่างมากก็คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นสามารถทําให้ต่างฝ่ายต่างเอาเรื่องสําคัญมางัดข้อกันเสมือนกําลังมีปากเสียงกันระหว่างนักเลงปากซอยเช่นนี้ได้อย่างไร หรือการที่ประธานาธิบดีถูกยิงเป็นเรื่องที่เล็กกว่าเรื่องผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มภายในพรรค (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet