สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวฮิงค์ลีย์กับรองประธานาธิบดี จอร์จ บุช

สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวฮิงค์ลีย์กับรองประธานาธิบดี จอร์จ บุช

เรื่องราวเหล่านี้คือข้อมูลซึ่งสื่อมวลชนพยายามคุ้ยแคะออกมาเสนอในช่วงที่เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกนกําลังอยู่ในความสนใจของสังคมอย่างมากในเวลานั้น ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ก็ได้มาจากเจ้าหน้าที่ตํารวจกับเจ้าหน้าที่สืบสวนของเอฟบีไอที่เป็นผู้สรุปสาเหตุการลอบสังหารครั้งนั้น โดยทั้งสองส่วนต่างก็สรุปคดีว่า จอห์น ฮิงค์ลีย์ เป็นผู้วิกลจริต แต่ก็ยังมีข้อมูลในมุมอื่นที่แตกต่างไปจากสิ่งที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่เสนอกันออกมาในเวลานั้นด้วยเช่นกัน

สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวฮิงค์ลีย์กับรองประธานาธิบดี จอร์จ บุช

สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวฮิงค์ลีย์กับรองประธานาธิบดี จอร์จ บุช

โดยภายหลังจากเหตุการณ์ยิงประธานาธิบดีเรแกนเกิดขึ้นในวันเดียวกันนั้น เกิดมีสื่อมวลชนบางแห่งไปสืบเสาะจนพบสิ่งน่าสนใจเข้าอย่างหนึ่ง นั่นคือการเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวฮิงค์ลีย์เข้ากับครอบครัวบุช (Bush) ซึ่งเป็นครอบครัวของรองประธานาธิบดี จอร์จ บุช (George Bush) ในรัฐบาลเรแกนนั่นเอง มีการพบว่าครอบครัวของฮิงค์ลีย์นั้นไม่ได้เป็นเพียงครอบครัวนักธุรกิจที่มีกิจการใหญ่โตเท่านั้น

แต่บิดาของฮิงค์ลีย์ยังมีความสนิทสนมกับนักการเมืองมากมายอีกด้วย เขาเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนนักการเมืองในฟากฝั่งของพรรครีพับลิกันหลายคน โดยเฉพาะ จอร์จ บุช นั้น จอห์น ฮิงค์ลีย์ ซีเนียร์ บิดาของฮิงค์ลีย์ก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนด้านการเงินช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งให้กับ จอร์จ บุช มาโดยตลอด

เมื่อยิ่งสืบลึกลงไปถึงสภาพแวดล้อมของกรณีต่างๆแล้วก็ยิ่งพบข้อมูลที่ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก จนสังคมอีกมุมหนึ่งต่างสงสัยว่าเบื้องหลังจากลอบสังหารเรแกนครั้งนั้นจะเป็นอย่างที่เห็นจริงหรือไม่ จะเกิดขึ้นเพียงเพราะมือปืนวิกลจริตกระทําการไปโดยไม่มีใครคอยจัดฉากให้จริงหรือเรื่องนี้คงไม่มีคําตอบ เพราะคดีนี้ได้ผลสรุปออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าเป็นเพราะมือปืนวิกลจริตกระทําการไป เพียงลําพังจริง

แต่หากต้องการทราบความซับซ้อนถึงกรณีแวดล้อมต่างๆซึ่งมีสื่อมวลชนหลายแห่งนํามาเสนอกันในช่วงเวลานั้นก็จะขอนําเรื่องราวต่างๆมาให้ได้ทราบกันว่ามีประเด็นใดบ้างที่ถูกขุดคุ้ยกันออกมา แล้วคงที่จะต้องใช้สติในการเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อค้นหาคําตอบด้วยตัวของตัวเองว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่

จากการขุดคุ้ยแง่มุมต่างๆของสื่อมวลชนเวลานั้น ซึ่งพยายามค้นไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างตระกูล ฮิงค์ลีย์และตระกูลบุชว่ามีความเกี่ยวพันกันได้อย่างไร พบว่าบิดาของ ฮิงค์ลีย์ คือ จอห์น ฮิงค์ลีย์ ซีเนียร์นั้นเป็นประธานบริษัท แวนเดอร์บิลต์ เอเนอร์จี คอร์ปอเรชั่น (Vanderbilt Energy Corporation) บริษัทซึ่งทําธุรกิจค้าน้ำมันในเท็กซัสที่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับ บริษัทซาปาตา ออฟชอร์ ออยล์ คอมปานี (Zapata Offshore Oil Company) ที่ตั้งอยู่ในเท็กซัสอีกแห่ง บริษัทซาปาตา ออฟชอร์ ออยล์ คอมปานี นี้ก่อตั้งขึ้นโดย จอร์จ บุช นั่นเอง แต่บุชก็บอกว่าเขาขายหุ้นของบริษัทนี้จนหมดแล้ว

ตระกูลบุชนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าสมาชิกในตระกูลส่วนใหญ่ล้วนแต่อยู่ในธุรกิจการค้าน้ำมันในเท็กซัสทั้งสิ้น บริษัท แวนเดอร์บิลต์ เอเนอร์จี ของฮิงค์ลีย์จึงไม่เพียงเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลเรแกนจากการเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพรรครีพับลิกันเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องในฐานะที่ทํากิจการค้าน้ำมันในเท็กซัสเช่นเดียวกันอีกด้วย และนอกจากผู้เป็นพ่อของสองครอบครัวนี้คือ จอห์น ฮิงค์ลีย์ ซีเนียร์ กับ จอร์จ บุช จะรู้จักกันแล้ว ในรุ่นลูกคือ สก็อตต์ ฮิงค์ลีย์ (Scott Hinckley) ซึ่งเป็นบุตรคนรองของ ฮิงค์ลี่ย์ ซีเนียร์ กับ นีล บุช (Neil Bush) บุตรคนที่ 4 ของ จอร์จ บุช ก็ยังมีความสนิทสนมกันด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นโดยหนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) ที่มีรายงานข่าวภายหลังจากวันเกิดเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีเรแกนเพียงวันเดียวว่า ทั้งสองมีการนัดทานอาหารเย็นกันที่บ้านของ นีล บุช ซึ่งไม่เพียงแต่ วอชิงตัน โพสต์ เท่านั้นที่ลงข่าวนี้ สํานักข่าวเอพี (AP) หรือ แอสโซซิเอตด์ เพรส (Associated Press) ก็ยังเสนอข่าวนี้ในวันเดียวกันกับที่วอชิงตัน โพสต์ เสนออีกด้วย และรวมไปถึงหนังสือพิมพ์ ฮิวส์ตัน โพสต์ (Houston Post) เช่นกัน ที่ลงพาดหัวข่าวว่า “บุตรชายของบุชได้นัดทานอาหารกับพี่ชายของผู้ต้องหา” ผู้ที่นําข่าวนี้ออกมาเปิดเผยก็คือนักข่าว 2 คน ชื่อ อาร์เธอร์ ไวส์ (Arthur Wiese) และ มากาเร็ต ดาวนิง (Margaret Downing)

ทั้งสองได้รายงานข่าวว่ามีการพบปะและทานอาหารค่ำกันที่บ้านของ นีล บุช บุตรชายของรองประธานาธิบดีบุชในวันอังคารที่ 31 มีนาคม หลังวันเกิดเหตุลอบสังหารเพียง 1 วัน โดยมีรายละเอียดว่าในคืนนั้น สก็อตต์ ฮิงค์ลีย์ เดินทางไปที่บ้านของ นีล บุช พร้อมด้วยบุคคลอื่นๆ อีก 3 คน โดยไม่ทราบว่าตกลงกันเรื่องอะไร ซึ่งจากการเปิดเผยของ นีล บุช ในภายหลังนั้น เขายืนยันว่ามีการพบกันจริง แต่ถือเป็นการพบกันตามปกติ เนื่องจากเขากับ สก็อตต์ ฮิงค์ลีย์ รู้จักกันมานานแล้วตั้งแต่ครอบครัวฮิงค์ลีย์เป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินให้แก่พรรครีพับลิกัน

และในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ ปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา สก็อตต์ ฮิงค์ลีย์ มีตําแหน่งเป็นรองประธานของบริษัทแวนเดอร์บิลต์ เอเนอร์จี ส่วน นีล บุช นั้นมีตําแหน่งอยู่ในคณะกรรมการบริหารของบริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ (Standard Oil Company) บริษัทค้าน้ำมันอีกแห่งของ ตระกูลบุชในเท็กซัสทั้งสองจึงต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน

ทั้งจากเรื่องของการเมืองและธุรกิจส่วน จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ นั้น นีล บุช ปฏิเสธว่าเขาไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาแต่อย่างใด และก็เช่นเดียวกันกับโฆษกของรองประธานาธิบดี บุช คือ ปีเตอร์ ที่ลลีย์ (Peter Teeley) ที่ปฏิเสธในทันทีว่าเขาเพิ่งเคยได้ยินชื่อของ จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ เป็นครั้งแรกก็ในวันที่เกิดเหตุลอบสังหารวันนั้นเอง

นอกจากนี้เขายังปฏิเสธอย่างหนักแน่นด้วยว่าครอบครัวฮิงค์ลีย์กับครอบครัวบุชไม่มีความสนิทสนมกันแต่อย่างใด และเขาก็ไม่เคยเห็นรายชื่อของคนในตระกูลฮิงค์ลีย์อยู่ในกลุ่มผู้ที่สนับสนุนด้านการเงินแก่พรรคหรือรองประธานาธิบดีบุชแต่อย่างใด แต่ในขณะที่ ปีเตอร์ ที่ลลีย์ พยายามปฏิเสธเรื่องทั้งหมดอยู่นี้ ทางด้านรองโฆษกคือ เชอร์ลีย์ กรีน (Shirley Green) กลับให้ข่าวไปอีกทางหนึ่ง

เมื่อหนังสือพิมพ์ ฮิวส์ตัน โพสต์ ไปถามประเด็นเดียวกันนี้กับเธอ ซึ่งเธอก็ได้ให้ข่าวไปในทิศทางตรงกันข้ามว่า “บุตรชายรองประธานาธิบดีบุชได้จัดเลี้ยงรับรองแก่พี่ชายของฮิงค์ลีย์จริง แต่เป็นงานเลี้ยงวันเกิดของ นีล บุช ในช่วงเดือนมกราคมก่อนหน้าเหตุการณ์ 2 เดือน และในงานเลี้ยงวันนั้นก็มีแขกคนอื่นๆร่วมอยู่ด้วยประมาณ 30 คน และหลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พบกันอีกเลย” สิ่งที่กรีนเปิดเผยนี้จึงถือเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าทั้งสองจะต้องมีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่งแน่นอน แล้วเหตุใด ปีเตอร์ ที่ลลีย์ จึงออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet