ย้อนรอยประวัติศาสตร์ การลอบสังหารบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงกับกรณี โรนัลด์ เรแกน

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ การลอบสังหารบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงกับกรณี โรนัลด์ เรแกน

สําหรับเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากในหมู่ผู้สื่อข่าวอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การสรุปประเด็นแบบทุบโต๊ะของบุชเพื่อจํากัดขอบเขตการสืบสวนให้พุ่งเป้าไปที่ จอห์น ฮิงค์ลีย์ เท่านั้น เป็นเรื่องที่ทําให้ใครๆต่างมองย้อนกลับไปที่กรณีการลอบสังหารบุคคลสําคัญครั้งต่างๆที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นทันทีตั้งแต่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) และน้องชายคือ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี (Robert F. Kennedy) การลอบสังหาร ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Dr. Martin Luther King Jr.) หรือการลอบสังหารผู้นําทางการเมือง ผู้นําสังคมต่างๆที่ถูกปลิดชีพลงเหมือนใบไม้ร่วงทีละใบ

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ การลอบสังหารบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงกับกรณี โรนัลด์ เรแกน

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ การลอบสังหารบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงกับกรณี โรนัลด์ เรแกน

ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกสรุปว่ามีมือปืนเพียงคนเดียวทั้งสิ้น โดยตัดประเด็นแวดล้อมอื่นทิ้งไปทั้งหมดอย่างง่ายดาย ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นเป็นผู้มีบทบาทสําคัญต่อบ้านต่อเมืองต่อสังคม การอยู่หรือตายของบุคคลเหล่านี้ล้วนส่งผลดีและผลเสียอย่างรุนแรงแก่ประเทศและสังคมโดยรวมทั้งสิ้น เหตุใดจึงมักไม่นําเอาประเด็นทางการเมืองหรือประเด็นความขัดแย้งที่ใหญ่โตและสําคัญมากกว่าประเด็นความไม่พอใจเป็นการส่วนตัวของมือปืนหัวรุนแรงหรือคนวิกลจริตที่อยากดังที่เป็นเหตุผลซึ่งฉาบฉวยมาใช้ในการวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงในเชิงลึก

ด้วยเหตุนี้จึงมักเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อการสรุปของรัฐในทุกกรณี คล้ายมีใครที่มีอํานาจเหนือกว่าและเป็นแรงขับเคลื่อนระบบอยู่เบื้องหลังสามารถชักนําทิศทางให้กระบวนการนั้นๆเดินไปตามที่ผู้มีอํานาจนั้นๆต้องการ คล้ายเป็นผู้คอยกุมบังเหียนหรือชักพังงาควบคุมทิศทางของสังคมอย่างแท้จริง

โดยพวกบรรดานักการเมืองทั้งหลายหรือแม้แต่ผู้ที่ถูกเลือกขึ้นมานั่งบริหารประเทศก็ คือตัวละครซึ่งเล่นอยู่หน้าฉากตามที่ถูกกํากับให้เล่นเท่านั้น และถ้าหากจะให้เข้าใจในความซับซ้อนของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นก็คงต้องกลับไปทําความเข้าใจในเหตุการณ์แวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้นมาทั้งก่อนหน้าและภายหลังจากช่วงเวลานั้นมาประกอบ จึงจะสามารถเข้าใจได้ว่าเรื่องต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นมันร้อยเรียงกันเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร

โรนัลด์ เรแกน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี ค.ศ. 1980 ท่ามกลางเสียงสบประมาทของบรรดาคนในพรรคคู่แข่งคือพรรคเดโมแครต หรือแม้แต่คนในพรรครีพับลิกันด้วยกันเองก็ตาม เนื่องจากก้าวขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในขณะมีวัย 70 ปีแล้ว จึงมักถูกเรียกว่า “คาวบอยเฒ่า” (โรนัลด์ เรแกน เคยมีอาชีพเป็นดาราภาพยนตร์ในระดับพระเอกของฮอลลีวูด เล่นหนังคาวบอยหลายเรื่อง มีชื่อเสียงอย่างมากตั้งแต่ช่วงยุคทศวรรษที่ 30 ถึง 60)

เขาเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองครั้งแรกโดยได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียในปี ค.ศ. 1967 และเข้าชิงตําแหน่งตัวแทนพรรคในการสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งแรกในปี ค.ศ. 1968 แต่ก็พ่ายแพ้ให้แก่ ริชาร์ด นิกสัน ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1976 และต้องพ่ายแพ้ให้แก่ เจอรัลด์ ฟอร์ด ไปอีก

จนกระทั่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี ค.ศ. 1980 ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 นั้นเอง จึงได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งขันในพรรคเดียวกันคือ จอร์จ บุช และสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเหนือ จิมมี คาร์เตอร์ แห่งพรรคเดโมแครตที่ลงสมัครเป็นสมัยที่ 2 จนได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 40 ในที่สุด

การเอาชนะ จิมมี คาร์เตอร์ ในศึกเลือกตั้งครั้งนั้นได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากว่า เรแกนใช้หมัดเด็ดอะไรจึงสามารถเอาชนะ จิมมี คาร์เตอร์ ที่ลงเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ได้อย่างขาดรอย ซึ่งหมัดเด็ดที่ใช้คว่ำคาร์เตอร์ครั้งนั้นเชื่อกันว่าน่าจะเกี่ยวเนื่องกับกรณี “วิกฤติตัวประกัน” ที่เกิดขึ้นในอิหร่านนั่นเอง เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯประจําอิหร่านถูกจับเป็นตัวประกันในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ภายหลังจากการก่อรัฐประหารขึ้นที่อิหร่านในปี ค.ศ. 1979 เพื่อกดดันให้สหรัฐฯส่งตัวกษัตริย์ชาห์ เรซา ปาห์ลาวี (Shah Reza Pahlavi) แห่งอิหร่านซึ่งหนีไปลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯกลับคืนอิหร่าน

ชาวอิหร่านนั้นโกรธแค้นสหรัฐอเมริกามาก เนื่องจากเป็นผู้ให้การสนับสนุนกษัตริย์ชาห์มาโดยตลอด เมื่อการรัฐประหารสําเร็จ ชาวอิหร่านกลุ่มหนึ่งจึงบุกเข้ายึดสถานทูตสหรัฐฯในกรุงเตหะรานแล้วจับตัวเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันจํานวน 53 คนไว้เป็นตัวประกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่านครั้งนั้นตรงกับสมัยของประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ จึงทําให้คาร์เตอร์เสียหน้าอย่างมากที่ไม่สามารถจะเจรจาให้อิหร่านยินยอมปล่อยตัวประกันได้สําเร็จ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของเขาที่ตกฮวบลงเรื่อยๆด้วยในขณะที่การเลือกตั้งก็ใกล้จะมาถึงจนกระทั่งเมื่อเข้าถึงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 นั้น โรนัลด์ เรแกน ก็ออกมาประกาศระหว่างรณรงค์หาเสียงว่าเขาสามารถหาวิธีที่แก้ปัญหานี้ได้ และมีแผนทําให้ตัวประกันชาวอเมริกันได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

และด้วยคําประกาศนี้เองที่ทําให้คะแนนนิยมของเรแกนขยับขึ้นเหนือคาร์เตอร์อย่างรวดเร็วจนกระทั่งเมื่อถึงวันเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1980 เรแกนก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯในปีนั้นตามความคาดหมาย และคําประกาศที่ถูกใจชาวอเมริกันทั้งประเทศในกรณีตัวประกันอิหร่านนี้เองที่เป็นหมัดเด็ดน็อค จิมมี คาร์เตอร์ ลงได้สําเร็จ

แต่เหตุใดเรแกนจึงมั่นใจเรื่องนี้จนกล้าประกาศออกมาเป็นคํามั่นสัญญาในวินาทีสุดท้ายของการหาเสียง ซึ่งภายหลังจากที่เรแกนเข้าทําพิธีสาบานตนเพื่อรับตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1981 เพียง 20 นาทีหลังจากเรแกนกล่าวคําปราศัยจบ ตัวประกันที่อิหร่านทั้งหมดก็ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระและส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์

กรณีอิหร่าน-คอนทรา (Iran-Contra)

กรณีอิหร่าน-คอนทรา (Iran-Contra)

จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ในภายหลังมีการเปิดเผยว่าได้มีคนในทีมหาเสียงเลือกตั้งของเรแกนไปพบกับเจ้าหน้าที่ของอิหร่านอย่างลับๆที่ปารีสในช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 ก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือน เพื่อเจรจาเรื่องการคืนตัวประกันชาวอเมริกันดังกล่าว แต่ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการติดต่อกันระหว่างคนของทั้งสองฝ่ายแต่อย่างใด อยู่ที่ข้อต่อรองต่างหากว่ามีการวางข้อตกลงอะไรในตอนนั้นที่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งสมน้ำสมเนื้อจนทางฝ่ายอิหร่านยินยอมคืนตัวประกันให้อย่างง่ายดาย และไม่ได้เรียกร้องให้สหรัฐฯส่งตัวกษัตริย์ชาห์กลับอิหร่านตามข้อเรียกร้องแต่แรกแต่อย่างใด

อิหร่านคงไม่ใจดีที่ลงทุนจับตัวประกันไว้ข้ามปีแต่กลับยอมปล่อยตัวกลับมาง่ายๆโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนอะไร เรื่องนี้แจ่มชัดขึ้นในอีกหลายปีต่อมาช่วงที่เรแกนขึ้นมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ในปี ค.ศ. 1986 เมื่อเกิดกรณี “อิหร่าน-คอนทรา (Iran-Contra)” ขึ้น กรณีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่มีการจับได้ว่าเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลเรแกนบางคนมีส่วนพัวพันกับการค้าอาวุธข้ามชาติอย่างผิดกฎหมายให้แก่ประเทศอิหร่าน หลังจากที่เครื่องบินลําเลียงอาวุธลําหนึ่งถูกยิงตกที่นิคารากัว โดยได้รับการเปิดเผยจากสื่อมวลชนว่าเป็นเครื่องบินที่กําลังลําเลียงอาวุธไปส่งให้แก่กลุ่มกบฏคอนทรา (Contra) ในนิคารากัวนั่นเอง

แต่เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีกเมื่อมีแหล่งข่าวเผยว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหรัฐฯ จึงมีการขุดคุ้ยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนไปพบเข้ากับขบวนการลักลอบค้าอาวุธข้ามชาติซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯเป็นผู้ดําเนินการ แต่สิ่งที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนชนิดคาดไม่ถึงก็คือการขายอาวุธนี้เป็นการขายให้กับรัฐบาลอิหร่านซึ่งถือเป็นศัตรูของสหรัฐฯแล้วนําเงินกําไรจากการขายอาวุธนั้นไปช่วยเหลือกลุ่มกบฏคอนทราต่อสู้กับรัฐบาลซานดินิสตา (Sandinista) ซึ่งนิยมซ้าย และปกครองนิคารากัวอยู่ในเวลานั้นเป็นการเข้าไปช่วยกลุ่มกบฏล้มรัฐบาลของตนเอง

กรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการลอบขายอาวุธให้แก่ศัตรูจะเป็นสิ่งผิดกฎหมายเท่านั้น แต่การนําเงินที่ขายอาวุธไปช่วยกลุ่มกบฎก็ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายสหรัฐฯในเวลานั้นด้วย เรื่องนี้คงสงสัยกันว่าสหรัฐอเมริกาเข้าไปแทรกแซงประเทศอื่นมามากต่อมาก และนโยบายของประเทศนี้ก็ถืออํานาจนิยมมาแต่ไหนแต่ไร การช่วยเหลือกลุ่มกบฏล้มรัฐบาลประเทศเล็กๆก็ไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้น จะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตได้อย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ผิดตรงที่การขายอาวุธให้อิหร่านนั้นไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐฯก่อน และการช่วยเหลือกลุ่มกบฏคอนทราในนิคารากัวตอนนั้นก็ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องจากเวลานั้นรัฐสภาสหรัฐฯได้มีการออกกฎหมายฉบับหนึ่งไม่ให้รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่คนใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏในนิคารากัว

เมื่อเรื่องนี้แดงขึ้นมา รัฐบาลเรแกนก็เกือบถึงกาลอวสานด้วยกรณีนี้เช่นเดียวกับกรณี “วอเตอร์เกต” ในยุคของนิกสันเลยทีเดียว เนื่องจากเมื่อมีการสืบสาวราวเรื่องทั้งหมดแล้ว ความผิดถูกโยงไป จนถึงเรแกนอย่างไม่มีทางเลี่ยง จนรัฐสภาต้องนําเรื่องถอดถอนตําแหน่งเข้าที่ประชุมคล้ายกับกรณีของนิกสันเช่นกัน แต่ภายหลังเรแกนก็สามารถจะดิ้นหลบหมัดน็อคมาได้ โดยส่งแพะบูชายัญให้เชือดจํานวนหนึ่งคล้ายกับกรณีวอเตอร์เกตเช่นกัน เพียงแต่ตอนจบเรแกนไม่ต้องลาออกเหมือนกับ นิกสัน

จากกรณีการขายอาวุธให้อิหร่านอย่างลับๆนี้เองที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นข้อตกลงที่ทําขึ้นในปี ค.ศ. 1980 ก่อนการเลือกตั้ง เพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกันชาวอเมริกันในอิหร่านครั้งนั้นที่ถือเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อกว่าการส่งตัวกษัตริย์ชาห์กลับอิหร่านอย่างแน่นอน เพราะเวลานั้นอิหร่าน มีปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตแดนกับอิรักจนเกิดสงครามยืดเยื้อขึ้น อาวุธจึงเป็นสิ่งจําเป็นกว่า แต่กรณีการขายอาวุธให้แก่อิหร่านเพื่อช่วยกลุ่มคอนทรานั้น สหรัฐฯเริ่มดําเนินการอย่างแท้จริงในปี ค.ศ. 1985 หลังจากเหตุการณ์นั้นนานถึง 5 ปี อิหร่านยอมรอได้อย่างไร เรื่องนี้มีตัวแปรคืออิสราเอล

โดยก่อนหน้าปี ค.ศ. 1985 นั้นผู้ที่ขายอาวุธให้แก่อิหร่านก็คืออิสราเอล ทั้งที่อิหร่านก็ถือเป็นศัตรูของอิสราเอลเช่นกัน แต่เหตุใดอิสราเอลจึงได้ยอมทําเช่นนั้น จากเหตุผลที่อิสราเอลใช้อ้างนั้น อิสราเอลมองว่าอิรักเป็นศัตรูที่อันตรายกว่า การที่อิสราเอลขายอาวุธให้อิหร่านจึงถือเป็นการช่วยศัตรูของศัตรูเท่านั้น และจะเป็นไปได้หรือไม่ที่อิสราเอลก็คือนอมินีของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลนั้นเป็นพันธมิตรในปัญหาตะวันออกกลางร่วมกัน

เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ทําให้เห็นถึงความยอกย้อนซ่อนเงื่อนในเกมการเมืองที่มีการคบคิดกันหลายชั้นหลายขั้นตอน พัลวันพัลเกกันอย่างชนิดที่คาดกันไม่ถึง ซึ่งเราจะคิดเพียงชั้นเดียวตื้นๆอย่างที่เห็นไม่ได้เช่นเดียวกับกรณีลอบสังหารเรแกนนั่นเอง ที่ทําให้ชวนสงสัยว่าเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับบุคคลเช่นประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งนั้น เหตุใดจึงมองกันเพียงชั้นเดียวตื้นๆทั้งที่ยังมีอีกหลายมุมมองที่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆเข้าด้วยกันได้ แต่กลับถูกละเลยหรือจงใจละเลย

โดยเฉพาะเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมืองซึ่งอาจมีฝ่ายได้ฝ่ายเสียกับการนั่งอยู่ในตําแหน่งของเรแกนเพียงไม่ถึง 3 เดือนที่เขาขึ้นรับตําแหน่งก็เกิดการลอบสังหารขึ้นแล้วแม้มือปืนจะถูกจับกุมตัวได้ในที่เกิดเหตุในทันทีก็ตามก็ไม่น่าจะสรุปสาเหตุอย่างรวบรัดทันทีอย่างที่รองประธานาธิบดีบุชออกมาแถลงข่าวอย่างทันควัน โดยจํากัดวงไว้เหลือเพียงมือปืนวิกลจริตที่ก่อเหตุอย่างอุกอาจเท่านั้น ไม่ยอมคุ้ยลึกลงไปถึงเบื้องลึกว่าเขาตกเป็นเครื่องมือให้ใครหลอกใช้หรือไม่

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทําให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะนําไปเปรียบกับคดีลอบสังหารบุคคลสําคัญต่างๆในอดีต โดยเฉพาะกรณีพี่น้องเคนเนดีทั้งสองคน ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีผู้คนมากมายที่ไม่เชื่อว่าจะมีคนกระทําผิดเพียงคนเดียว จะต้องมีใครหรือกลุ่มใดที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างหลัง แล้วผลักเพื่อนออกมายืนข้างหน้าแบกรับความรับผิดชอบไปเพียงคนเดียวหรือไม่

ท่ามกลางข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับการลอบสังหารเรแกนครั้งนั้น สิ่งที่ยังสร้างความฉงนให้แก่ผู้ติดตามเรื่องนี้อย่างไม่เสื่อมคลายก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวรองประธานาธิบดีบุชกับครอบครัวมือปืนผู้ลอบสังหารคือ ฮิงค์ลีย์ นั้น ไม่เคยได้รับคําตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้ หรือกล่าวจาก ปากของ จอร์จ บุช เองแต่อย่างใด มีก็เพียงการกล่าวอ้างว่าบังเอิญที่ทั้งสองครอบครัวอยู่ในธุรกิจน้ำมันเหมือนกันเท่านั้นจึงรู้จักมักจี่เป็นเพื่อนทางธุรกิจกัน แต่เหตุผลเรื่องความบังเอิญนี้ก็ไม่อาจหยุดความสงสัยของผู้คนไปได้ มันคงเป็นความบังเอิญอย่างมากที่เพื่อนฝ่ายหนึ่งบังเอิญมีลูกชายวิกลจริต แล้วลูกชายวิกลจริตก็เป็นผู้ลั่นกระสุนใส่เจ้านายของเพื่อนอีกฝ่าย

แต่นักวิเคราะห์การเมืองในช่วงเวลานั้นต่างก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเพียงความโชคร้ายของเรแกนที่บังเอิญตกเป็นเหยื่อของมือปืนวิกลจริตซึ่งเป็นลูกชายของเพื่อนลูกน้องในรัฐบาลตนจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด โดยต่างก็เชื่อว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงําอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา มือปืนที่ลั่นกระสุนก็อาจตกเป็นเหยื่อเหมือนกับเหยื่อที่ถูกเขาลั่นกระสุนใส่เช่นกัน เพียงแต่ไม่มีหลักฐานใดสามารถสาวไปจนถึงจุดนั้นได้เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆที่มักไปถึงทางตันเมื่อถึงประตูสุดท้ายเสมอ และก็อดไม่ได้ที่นักวิเคราะห์การเมืองต่างก็นํากรณีนี้ไปเปรียบเทียบกับกรณีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่ากรณีนั้นเป็นการลงขันกันกําจัดคนตัวใหญ่ที่นั่งขวางผลประโยชน์ก้อนโตของคนบางกลุ่มอยู่

เนื่องจากหลังจากการเสียชีวิตของเคนเนดีแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยติดขัดเพราะเขานั่งขวางอยู่ก็กลับไหลลื่นคล้ายท่อน้ำที่ถูกทะลวงจากการที่มีอะไรไปอุดตันอยู่ และอะไรที่เคนเนดีเคยทํา เคยสั่ง แบบไม่ฟังเสียงค้านไม่ไว้หน้าใครก็หยุดชะงักลงไปจนเกือบหมด เหมือนเป็นการกําจัดเด็กดื้อให้พ้นทาง แล้วนําเด็กดีคนใหม่มานั่งรับแขกแทน ในกรณีของเรแกนจึงมักถูกมองจากนักวิเคราะห์ การเมืองว่าอาจเป็นไปได้ที่กรณีดังกล่าวจะเป็นการบ่มเสี้ยนที่ตํามือคนกลุ่มใดอยู่หรือไม่ แต่ก็โชคดีสําหรับเรแกนที่เขาไม่ถึงกับเสียชีวิต และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสัญญาณเตือนในครั้งนั้นได้ สามารถทํางานสานผลประโยชน์ให้กับกลุ่มต่างๆได้อย่างลงตัวจนเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย เช่นนั้นแล้วบําเหน็จรางวัลที่ได้ก็คือตําแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 อีก 4 ปีนั้นเอง

เก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯนั้นใครๆอาจเข้าใจว่าเป็นตําแหน่งที่ทรงอิทธิพลสูงสุด และมีอํานาจมากที่สุดในโลก เนื่องจากสามารถกําหนดทิศทางหรือชี้ชะตาของโลกได้ด้วยความเป็นมหาอํานาจของสหรัฐอเมริกา แต่อันที่จริงแล้วหากเปรียบเทียบก็คล้ายกับตําแหน่งประธานหรือซีอีโอที่นั่งหัวโต๊ะ แล้วคอยกําหนดบทบาทหรือควบคุมการทํางานของแต่ละฝ่ายให้เดินไปตามกระบวนการที่ออกแบบมาหรือนโยบายที่กลั่นกรองออกมาโดยคณะทํางาน และได้รับการอนุมัติจากประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่สามารถทําอะไรได้ตามอําเภอใจ และต้องไม่เข้าไปสอดแทรกการทํางานของหน่วยงานต่างๆอย่างเกินความจําเป็น เพื่อให้กระบวนการทํางานหรือตัวจักรแต่ละตัวสามารถเดินไปตามครรลองของมันตามที่ควรจะต้องเป็นที่มีระบบต่างๆคอยรองรับอยู่แล้ว

สิ่งที่เราเห็นว่าผู้ดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีมักได้รับการเชิดชูในความสําคัญและได้รับความเคารพอย่างสูง ได้รับการรักษาความปลอดภัยในระดับสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีใครหรือตําแหน่งใดจะได้รับการปกป้องเช่นนั้น นั่นเป็นเพียงระบบที่ถูกออกแบบมาสําหรับรูปแบบการเมือง หรือเป็นหัวโขนที่สวมให้ดูยิ่งใหญ่เท่านั้น เป็นเหมือนบทบาทพระเอกที่ถูกเขียนไว้ให้ต้องมีทุกเรื่อง ใช่ว่าจะมีอํานาจนึกจะทําอะไรตามใจชอบได้จริง ซึ่งผู้ดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีก็ไม่ควรจะหลงในภาพที่ถูกสวมหัวโขนว่าตนมีอํานาจนั้นจริงๆ สามารถสวมบทพระเอกขี่ม้าขาวเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ หรือพลิกโลกได้ตามใจ แม้จะเป็นความตั้งใจที่ดีต้องการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมโดยรวมก็ตาม หากความตั้งใจดีนั้นเกิดไปขวางกลไกบางกลไกให้ไม่สามารถจะเดินไปอย่างที่มันเคยเป็นมาชั่วนาตาปีได้ ระบบนั้นก็จะสรรหาคนใหม่มาสวมหัวโขนเล่นบทพระเอกแทนเอง นั้นเป็นสิ่งที่ระบบการเมืองไม่ว่าที่ไหนๆก็เป็นกัน

สําหรับในกรณีของประธานาธิบดีเรแกนนั้น อาจมีทั้งสิ่งที่คล้ายและแตกต่างกับกรณีของประธานาธิบดีเคนเนดีในอดีต สิ่งที่แตกต่างคือ เรแกนเข้ามาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีในขณะที่อายุมากแล้ว ซึ่งก็มีอายุมากที่สุดในจํานวนผู้ขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯตั้งแต่ที่มีมาก่อนหน้านั้น (ปัจจุบันสถิติของ โรนัลด์ เรแกน ถูกลบลงโดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 ซึ่งขึ้นดํารงตําแหน่งขณะที่มีอายุ 71 ปี) ระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นระบบการเมืองอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมเสรีโดยสมบูรณ์ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ต่างๆจึงมีอิทธิพลอย่างมากในการโอบอุ้มระบบการเมืองของประเทศ

กลุ่มทุนเหล่านี้มีเช่น กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจการเงิน การธนาคาร กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มธุรกิจสื่อสาร กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง และ กลุ่มธุรกิจผู้ค้าอาวุธ กลุ่มทุนเหล่านี้จึงมีบทบาทสําคัญในการผลักดันทิศทางของประเทศให้เดินไปตามเส้นทางที่พวกตนต้องการ เนื่องจากเป็นผู้ควบคุม ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศ จึงถือเป็นผู้ที่ควบคุมสังคมทั้งระบบของประเทศ ควบคุมทั้งด้านการเงิน ควบคุมงาน และเมื่อควบคุมระบบการเมืองได้ด้วยก็เท่ากับประเทศตกอยู่ในการชี้นําของกลุ่มทุนเหล่านี้โดยสมบูรณ์แล้ว คณะรัฐบาลจึงเป็นเพียงผู้เข้ามาจัดการดูแลให้ทุกสิ่งทุกอย่างดําเนินไปตามระบบของมันเท่านั้น โดยกลุ่มทุนต่างๆเหล่านี้ก็จะเข้าไปให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่พรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกันก็ตาม ก็ต้องการเม็ดเงินมาสนับสนุนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคทั้งสิ้น

จึงปฏิเสธเสียงของกลุ่มทุนธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้เมื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่านักการเมืองแต่ละคนก็จะมีกลุ่มทุนแต่ละกลุ่มเข้าไปให้การสนับสนุนเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้นโยบายต่างๆที่กําหนดขึ้นก็คงต้องเดินไปตามกระแสความต้องการของกลุ่มทุนเหล่านั้นอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าประชาชนจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยก็ตาม แต่ก็มีสิทธิ์เพียงแค่เลือกตัวนักการเมืองซึ่งพวกเขาเลือกสรรมาแล้วให้ผลัดกันขึ้นมาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองเท่านั้น ส่วนนโยบายหรือทิศทางในการทํางานกลับต้องโน้มเข้าหาอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้ จนกลายเป็นรูปแบบการบริหารประเทศในลักษณะเกื้อกูลกันไปมาระหว่างกลุ่มทุนกับกลุ่มการเมืองอย่างแยกไม่ออก ใช่ว่าเพื่อประโยชน์ของประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามา

เมื่อระบบการเมืองของประเทศเป็นไปเช่นนี้ ผู้ที่ขึ้นมาบริหารประเทศก็อย่าได้หวังว่าจะได้ขึ้นมาทําตามอุดมการณ์ของตนที่ตั้งใจไว้ได้อย่างแท้จริง นอกจากอุดมการณ์นั้นจะเอื้อต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเท่านั้น จึงสามารถเดินไปได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าบุคคลผู้นั้นดื้อแพ่งข้ามหัวกลุ่มทุนเหล่านี้ก็จะถือเป็นการหักหลังผู้ที่มีบุญคุณผลักดันตนขึ้นมา และจะได้รับคําเตือนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ถ้ายังดื้อดึงต่อไปโดยไม่ฟังเสียงใครอีกก็คงนั่งอยู่ในตําแหน่งนั้นไม่ได้นานนัก การที่ประธานาธิบดีเรแกนถูกลอบสังหารครั้งนั้นจึงหลีกไม่พ้นการถูกมองว่าเขาอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางผลประโยชน์ของกลุ่มทุนไหนหรือไม่ จึงต้องได้รับคําเตือน

ซึ่งถ้ามองย้อนไปในเส้นทางการเมืองก่อนหน้าที่เรแกนจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแล้ว เขามีแนวคิดที่เอียงไปทางอนุรักษ์นิยมและอุปนิสัยของเขาก็มักดื้อรั้นไม่ชอบทําตามการชี้นําของใคร ซึ่งเห็นกันมาตั้งแต่ครั้งที่ยังดํารงตําแหน่งวุฒิสมาชิกและผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว และการที่เรแกนทั้งอายุมากและยังมีความเป็นตัวของตัวเองสูง จึงอาจถูกมองว่าน่าจะเป็นอุปสรรคต่อทิศทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงเวลานั้นที่สถานการณ์โลกกําลังคุกรุ่นและเกิดความวุ่นวายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลก สหรัฐฯอาจจะสูญเสียการนําและไม่สามารถดําเนินนโยบายต่างประเทศตามที่เคยดําเนินมาก็เป็นได้ ซึ่งก็จะส่งผลโดยตรงต่อผลประโยชน์ที่สหรัฐฯมีอยู่ในประเทศต่างๆมากมาย

แม้เรแกนจะได้รับชัยชนะและได้ขึ้นมาดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีแล้วก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มผู้มีอํานาจที่แท้จริงจะไม่สามารถทําให้เขาหลุดไปจากเก้าอี้ได้ หากความคิดระแวงในตัวเรแกนยังคงไม่หมดสิ้นไป เบื้องหลังกรณีนี้จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทราบได้ เพราะไม่มีใครฟื้นฝอยเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ตราบใดที่บุคคลในระบบการเมืองและการบริหารประเทศกับกลุ่มทุนธุรกิจต่างๆที่มีอิทธิพลต่อระบบการเมืองของประเทศยังคงรักษาสมดุลได้อยู่ แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ไม่อาจที่จะปิดบังกระแสความอยากรู้และวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มคนที่ยังคงสงสัยเรื่องนี้ไปไม่ได้จนถึงทุกวันนี้เช่นกัน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet