The Catcher in the Rye ทฤษฎีสมคบคิดว่าด้วยการลอบสังหารบุคคลสำคัญ

The Catcher in the Rye

ยังคงมีอีกประเด็นหนึ่งที่มีคนสงสัยอย่างมากว่าถ้าหาก จอห์น ฮิงค์ลีย์ ไม่ได้เป็นผู้ที่กระทําการแต่เพียงลําพังแล้ว เขาเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้เหนี่ยวไกปืนยิงประธานาธิบดีเรแกนได้อย่างไร เรื่องนี้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ฮิงค์ลีย์อาจจะถูกหลอกใช้เช่นเดียวกับที่สงสัยกันในกรณี ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald) ผู้ต้องหาคดีลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี และ ชีร์ฮาน ชีร์ฮาน (Sirhan Sirhan) ผู้ต้องหาคดีการลอบสังหาร โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี หรือ เคนเนดีคนน้องระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และถ้าหากพิจารณาถึงกรณีการลอบสังหารประธานาธิบดี เจมส์ การ์ฟิลด์ (James Garfield) ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1881 ด้วยแล้ว กรณีนี้ก็น่าจะคล้ายกันมาก

ในครั้งนั้นทนายของ ชาร์ลส กีโต (Charles Guiteau) มือปืนผู้ลงมือสังหารได้ต่อสู้คดีโดยอ้างว่า กีโตเป็นบุคคลวิกลจริตด้วยเช่นกัน และยังสงสัยอีกว่าเขาอาจตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหัวรุนแรงในพรรครีพับลิกันซึ่งต้องการกําจัดประธานาธิบดีเพื่อจะเอาพวกพ้องของตนขึ้นดํารงตําแหน่งแทน แต่ในกรณีนั้นในที่สุดแล้ว กีโตก็ถูกตัดสินประหารชีวิต เพราะศาลไม่เชื่อว่าเขาวิกลจริตจริง และก็อาจเป็นไปได้ในสายตาของนักวิเคราะห์การเมืองบางคนว่า จอห์น ฮิงค์ลีย์ ก็น่าจะถูกนํากรณีเช่นนั้นมาใช้อีกครั้ง เขาอาจถูกใครหลอกใช้โดยอาศัยสภาพอาการทางจิตที่ไม่ปกติของเขามาใช้เป็น ประโยชน์ก็เป็นได้

The Catcher in the Rye ทฤษฎีสมคบคิดว่าด้วยการลอบสังหารบุคคลสำคัญ

The Catcher in the Rye ทฤษฎีสมคบคิดว่าด้วยการลอบสังหารบุคคลสำคัญ

เรื่องนี้มีการนํามาพูดกันอย่างมากในวงการ “ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)” โดยนําไปเชื่อมโยงกับกรณีของชีร์ฮาน ชีร์ฮาน มือปืนผู้ลั่นไกสังหาร โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี หรือในกรณีการลอบสังหาร ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่มีมือสังหารคือ เจมส์ เอิร์ล เรย์ (James Earl Ray) หรือแม้แต่ในกรณีการลอบสังหาร จอห์น เลนนอน ที่มือปืนผู้ลั่นไกชื่อ มาร์ค เดวิด แชปแมน (Mark David Chapman) มือสังหารเหล่านี้มักถูกระบุว่าลงมือเพียงลําพัง แต่มือสังหารทั้งหมดมีบางสิ่งบางอย่างคล้ายกันคือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัญหาทางจิต

ชีร์ฮานเป็นคริสเตียนซึ่งมีเชื้อสายปาเลสไตน์ อพยพมาอยู่สหรัฐฯพร้อมครอบครัว มีพฤติกรรมเก็บตัวและมีปัญหาทางจิตบางอย่าง สําหรับ เจมส์ เอิร์ล เรย์ นั้นเป็นชาวอเมริกันจากรัฐเทนเนสซี มีประวัติลักขโมยและปล้นชิง ถูกจับคุมขังหลายครั้งหลายหน และมีปัญหาทางจิตบางอย่างเช่นกัน ส่วน มาร์ค เดวิด แชปแมน ก็เป็นชาวอเมริกันที่อพยพไปปักหลักอยู่ในฮาวาย

เขาเคยพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง และมีพฤติกรรมถูกหลอนโดยภาพของ จอห์น เลนนอน กระทั่งคิดว่าตัวเองเป็นเลนนอนเสียเอง จึงต้องสังหารเลนนอนตัวจริงทิ้งเสีย แต่สิ่งที่ถูกนํามาเชื่อมโยงคนเหล่านี้เข้าด้วยกันสิ่งหนึ่งคือการพบว่าทั้งหมดอ่านหนังสือ เรื่อง “เธอะ แคชเชอร์ อิน เธอะ ไรย์ (The Catcher in the Rye)” ที่แต่ง โดย เจ. ดี. ซาลิงเจอร์ (J. D. Salinger) เหมือนกัน

หนังสือเล่มนี้เป็นนิยายที่กล่าวถึงชีวิตของเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่มีความสุขกับชีวิตในช่วงวัยรุ่น ของเขา จึงพยายามจะหนีไปให้พ้นจากสิ่งรอบข้างที่เขาคิดว่ามีแต่สิ่งแย่ๆด้วยการเดินทางไปเรื่อยๆเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อไม่ให้ชีวิตของเขาแย่มากไปกว่านี้ แต่ในที่สุดเขาก็ต้องกลับมาที่เดิม แล้วพยายามอยู่กับสิ่งนั้นให้ได้

สิ่งที่วงการทฤษฎีสมคบคิดพยายามเสนอประเด็นชวนสงสัยก็คือ มือปืนเหล่านี้ล้วนแต่อ่านหนังสือเล่มนี้ หรือไม่ก็มีหนังสือเล่มนี้ปรากฏอยู่ในที่พักของพวกเขาเมื่อถูกเข้าไปตรวจค้น ในวงการดังกล่าวจึงได้ตั้งสมมติฐานขึ้นว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่คนเหล่านี้ถูกครอบงําโดยรหัสนัยที่แฝงอยู่ในหนังสือเล่มนั้นเพื่อให้กระทําการบางอย่างคล้ายๆกัน หรือกล่าวตรงๆก็คือพวกเขาจะถูกใครหรือคนกลุ่มใดสะกดจิตโดยใช้สัญญาณบางอย่างหรือรหัสนัยบางอย่างที่ถูกฝังอยู่ในหนังสือเล่มนั้น คอยกระตุ้นจิตใต้สํานึกของพวกเขาให้ลงมือกระทําการใดลงไปโดยไม่รู้สึกตัวหรือไม่

โครงการลับ เอ็มเคอัลตรา (MKULTRA)

โครงการลับ เอ็มเคอัลตรา (MKULTRA)

เรื่องนี้มีการนําไปโยงเข้ากับโครงการลับโครงการหนึ่งชื่อว่า “เอ็มเคอัลตรา (MKULTRA)” ที่มีผู้อ้างว่าเคยเป็นอดีตสายลับของซีไอเอ ได้นําโครงการลับต่างๆของซีไอเอออกมาตีแผ่ และมีโครงการเอ็มเคอัลตรารวมอยู่ในนั้นด้วย โครงการดังกล่าวเป็นวิธีการสะกดจิตคนธรรมดาให้กลายเป็น เครื่องจักรสังหารเพื่อใช้ให้ไปลอบสังหารบุคคลสําคัญต่างๆในยุคสงครามเย็นที่เริ่มโครงการขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 50 และยุติลงในช่วงกลางทศวรรษที่ 70 ก่อนที่ซีไอเอจะถูกสอบสวนโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภา เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของหน่วยงานนี้ในช่วงเวลานั้น

จากสมมติฐานดังกล่าว ทําให้คนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า จอห์น ฮิงค์ลีย์ อาจอยู่ในข่ายเดียวกันนี้ก็เป็นได้ เนื่องจากมีการพบหนังสือ เธอะ แคชเชอร์ อิน เธอะ ไรย์ อยู่ในห้องของเขาเช่นกัน จากกรณีนี้เขาจึงอาจเป็นเหยื่ออีกคนหนึ่งที่ถูกหลอกใช้ให้เป็นแพะ เพื่อนําเข้ามาใช้เป็นตัวเบี่ยงเบนความสนใจก็เป็นได้

เรื่องนี้ได้มีการนําลักษณะอาการของฮิงค์ลีย์ภายหลังถูกจับกุมซึ่งสอดคล้องกับอาการของชีร์ฮานนภายหลังถูกจับกุมแล้วว่ามีอาการเดียวกันมาใช้เป็นข้อพิสูจน์ว่า ขณะที่ชีร์ฮานถูกจับกุมตัวภายหลังยิง โรเบิต์ เอฟ. เคนเนดี แล้ว มีพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าเขาสังเกตเห็นสายตาของชีร์ฮานดูเหม่อลอยคล้ายคนที่ไร้สติสัมปชัญญะ ดวงตาของเขาไม่มีแววของฆาตกรที่สังหารคนได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับฮิงค์ลีย์ที่มีพยานแวดล้อมกล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน

สมมติฐานดังกล่าวจึงเชื่อว่าเขาอาจจะถูกสะกดจิตให้ทํางาน โดยอาจเป็นผู้ที่ลั่นกระสุนจริงเช่นเดียวกับชีร์ฮานแต่อาจไม่ได้เป็นผู้ลั่นกระสุนสังหาร คืออาจยิ่งสะเปะสะปะไปโดยไม่ได้ถูกเป้าหมายที่แท้จริง ผู้ลั่นกระสุนสังหารที่แท้จริงอาจเป็นคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่แอบซุ่มอยู่ตรงจุดใดจุดหนึ่งก็เป็นได้ เช่นในกรณีของชีร์ฮานนั้นก่อนที่จะมีการสรุปคดีและตัดสินโทษเขาให้เป็นผู้สังหาร โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี เพียงลําพังนั้น มีนักสืบของตํารวจลอส แองเจลิส ซึ่งเป็นตํารวจเจ้าของท้องที่เกิดเหตุ ได้พบความผิดปกติของวิถีกระสุนที่สังหารเคนเนดีคนน้องว่ามาจากทิศทางอื่น ไม่ใช่จุดที่ชีร์ฮานยืนอยู่แต่อย่างใด แต่ก็ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้อีกเช่นเคย

สําหรับในกรณีของเรแกนนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่ากระสุนนัดที่พุ่งเข้าใส่ร่างเรแกนจะมาจากมือปืนอีกคนคล้ายกับกรณีของชีร์ฮาน หรือแม้แต่ของ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ประเด็นนี้มีน้ำหนักขึ้นมาทันทีเมื่อมีผู้นําการเสนอข่าวของ จูดี วูดดรัฟฟ์ (Judy Woodruff) ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวภาคสนามของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี (NBC) ที่อยู่ในที่เกิดเหตุในวินาทีสังหารนั้นด้วย เธอรายงานสดมาจากที่เกิดเหตุในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ว่า เธอเห็นกระสุนนัดหนึ่งยิงข้ามหลังคารถ ซึ่งไม่ใช่ทิศทางของที่ฮิงค์ลีย์ยืนอยู่อย่างแน่นอน แต่เป็นจุดที่มีเจ้าหน้าที่ราชการลับผู้หนึ่งยืนอยู่ เรื่องนี้ต่อมาเป็นที่สนใจพูดถึงกันมาก จนมีการนําไปผูกโยงเข้ากับข้อสงสัยในความสัมพันธุ์ระหว่างตระกูลบุชกับฮิงค์ลีย์ จนถึงกับมีผู้ตั้งชื่อกลุ่มน่าสงสัยนี้ว่า “บุชชีนอลล์ (Bushy Knot)” ล้อเลียนกลุ่มคนน่าสงสัยที่แอบซุ่มอยู่ตรงเนินดิน “กราสซี นอลล์ (Grassy Knot)” ในกรณีเคนเนดีนั่นเอง

อย่างไรก็ดีไม่มีใครสามารถจะหาหลักฐานที่เชื่อมโยงความเกี่ยวข้องนี้ได้มากไปกว่าการที่ทั้งสองตระกูลเป็นผู้ร่วมอยู่ในเดียวกันตามที่ จอร์จ บุช อ้างเท่านั้น และเนื่องจากกรณีลอบสังหาiประธานาธิบดีเรแกนครั้งนั้นไม่ได้ทําให้เขาถึงกับเสียชีวิตอย่างเช่นพี่น้องในกรณีเคนเนดี จึงมีผู้ตั้งข้อสงสัยอีกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจประสงค์เพียงการข่มขู่ที่ดูจะรุนแรงไปหน่อยเท่านั้นไม่ได้มุ่งหวังเอาชีวิตแต่อย่างใด โดยจุดประสงค์คือหวังเพียงเพื่อให้เรแกนหันมาทบทวนบทบาทว่าควรจะเล่นเป็น “คาวบอยห้าว” หรือ “คาวบอยในคณะละครสัตว์” คอยสานประโยชน์ตามบทที่ควรเล่น ซึ่งถ้าหากมีจุดประสงค์ดังกล่าวขึ้นจริงก็ต้องถือว่ากระทําสําเร็จตามประสงค์ เพราะเมื่อเรแกนสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นปกติแล้ว เขาได้กลายเป็น “ประธานาธิบดีในฝัน” ของกลุ่ม “สายเหยี่ยว” อย่างที่คนกลุ่มนี้ต้องการ คือการนําสหรัฐฯเข้าสู่ความเป็นมหาอํานาจโดยสมบูรณ์แบบในทุกด้าน

โดยเฉพาะนโยบายด้านต่างประเทศที่นับแต่สมัยของเรแกนนี้เองที่เริ่มพุ่งเป้ามาที่ตะวันออกกลางอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น หรือนโยบายด้านการทหารก็มีการโถมงบประมาณให้กับกองทัพและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์มากขึ้นกว่าสมัยใด โดยเฉพาะโครงการอันถือเป็นแลนด์มาร์คในยุคของเรแกนก็ คือโครงการ “สตาร์ วอร์ (Star War)” ที่เรแกนฝันว่าต่อไปสหรัฐอเมริกาจะไม่เน้นการทําสงครามบนพื้นโลกอีกต่อไป แต่จะออกไปต่อสู้กันบนอวกาศนอกพื้นผิวโลกแทน นอกจากนี้เรแกนก็ยังมีการอนุมัติโครงการใหญ่ๆที่ต้องใช้งบประมาณอย่างมากมายมหาศาลทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีมากกว่ายุคสมัยใดๆเลยทีเดียว

จากการทําตัวเป็นเด็กดีหลังได้รับคําเตือนอย่างรุนแรงครั้งนั้นหรือไม่ที่ทําให้เรแกนสามารถอยู่จนครบสมัยโดยไม่มีการเลื่อยขาเก้าอี้เขาอีก และยังสามารถอยู่ต่อไปเป็นสมัยที่ 2 อีกด้วย แต่ก็ด้วยการดําเนินนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลโดยเฉพาะโครงการ สตาร์ วอร์ นี้เอง ที่ทําให้เรแกน ถูกโจมตีในช่วงการดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ว่า เขาทําให้สหรัฐฯเดินไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจ แต่เรแกนก็คล้ายกับบุรุษที่มากับดวง เมื่อในชjวงปลายสมัยที่ 2 ของเขานั้นโลกได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รัสเซียมีผู้นําคนใหม่ คือ มิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ผู้ซึ่งมีความประนีประนอมไม่แข็งกร้าวเหมือนผู้นําคนก่อนๆ จึงทําให้บรรยากาศสงครามเย็นที่รัสเซียเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกามาตลอดหลายสิบปีก็ค่อยๆหมดสิ้นไป

โดยเริ่มต้นจากความสําเร็จในการเจรจาลดกําลังอาวุธนิวเคลียร์ในปี ค.ศ. 1987 ตามด้วยการที่รัสเซียประกาศถอนกําลังทหารออกจากอัฟกานิสถานในปี ค.ศ. 1988 ที่เป็นประเด็นตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายมาตลอด 1 ทศวรรษ และการประกาศสลายข้อผูกมัดประเทศคอมมิวนิสต์กลุ่มตะวันออกให้แต่ละประเทศสามารถกําหนดนโยบายภายในของตนได้โดยอิสระในปี ค.ศ. 1989 สิ่งเหล่านี้นํามาซึ่งการแตกสลายของกลุ่มสหภาพโซเวียตที่อยู่ภายใต้ประเทศรัสเซียมาเป็นเวลานานหลายสิบปี จนกระทั่งนํามาซึ่งการทุบทําลายกําแพงเบอร์ลิน (Berlin Wal) สัญลักษณ์แห่งการกีดกั้นระหว่างโลกสองค่ายลงในปีเดียวกันนั้น อันเป็นสัญญาณแสดงถึงการสิ้นสุดของยุคสงครามเย็นลงไปด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลดีต่อประธานาธิบดีเรแกนจนถึงกับมีคนพูดว่าถ้ากฎหมายสหรัฐฯไม่มีการกําหนดให้ผู้ดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีไม่สามารถดํารงตําแหน่งได้เกิน 2 สมัย เรแกนก็คงได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 อีกอย่างแน่นอน

ประธานาธิบดีเรแกนนั่งอยู่ในตําแหน่งประธานาธิบดีได้ครบ 2 สมัย จนถึงปี ค.ศ. 1989 ก่อนจะส่งมอบไม้ให้กับ จอร์จ บุช ที่เข้าชิงตําแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯของพรรครีพับลิกันคนต่อไปตามความคาดหมาย ซึ่งเมื่อ จอร์จ บุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแล้วก็สามารถสานต่อนโยบายต่างๆตามทิศทางที่กลุ่มสายเหยี่ยวภายในพรรคต้องการด้วยดีตามความคาดหมายเช่นกัน ตลอด 4 ปีที่เขาดํารงตําแหน่งตั้งแต่การแผ่ขยายอิทธิพลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหารไปตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลก หลังจากค่ายคอมมิวนิสต์รัสเซียล่มสลายลง และสหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอํานาจเดี่ยวที่ไม่มีใครมาคานอํานาจเช่นแต่เดิม สงครามจึงแผ่ขยายออกไปทั่วโลกตามเส้นทางการแผ่อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาด้วยนโยบายเศรษฐกิจคู่สงครามคล้ายๆกับโลกในยุคสมัยการล่าอาณานิคม ซึ่งสงครามอ่าวเปอร์เซียยกแรกที่สหรัฐอเมริกาบุกถล่มอิรักที่อยู่ภายใต้การนําของ ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ก็เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีบุชนี้เอง

สําหรับทางด้าน จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ นั้น เขาต้องเข้ารับการบําบัดอาการวิกลจริตที่โรงพยาบาล เซนต์เอลิซาเบธเหมือนกับเครื่องจักรที่ถูกลืม แต่ภายหลังก็ยังมีการร้องขอต่อศาลหลายครั้ง ทั้งจากครอบครัวของเขาและจากตัวของฮิงค์ลีย์เองให้ศาลยินยอมปล่อยตัวออกมาสู่โลกภายนอก แต่ทุกครั้งก็ต้องถูกศาลปฏิเสธเมื่อมีการพบว่าฮิงค์ลีย์ยังคงเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องที่เขายังคงไม่สามารถละจากความคลั่งไคล้ในตัวของ โจดี ฟอสเตอร์ ไปได้

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1999 ฮิงค์ลีย์จึงได้รับอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ของเขาได้ แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเข้มงวด โดยที่การร้องขอเพื่อให้ได้รับอิสรภาพอย่างถาวรก็ยังคงดําเนินต่อไปเรื่อยๆจนเมื่อถึงปี ค.ศ. 2005 ฮิงค์ลีย์ก็ได้รับอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนอยู่ที่บ้านของพ่อแม่ได้เป็นเวลาหลายวันโดยไม่ต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์เป็นครั้งแรก กระทั่งในปี ค.ศ. 2016 ในที่สุดฮิงค์ลีย์ก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากที่ศาลได้พิจารณาว่าเขาไม่มีพฤติกรรมคุกคามต่อใครๆอีกนับเป็นเวลานานหลายปี ทุกวันนี้เขาได้กลับไปพักอาศัยอยู่กับมารดาวัย 90 ปีอย่างสงบภายใต้ข้อจํากัดต่างๆที่ถูกศาลกําหนดไว้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet