ตำนานดาวยูเรนัส (Uranus) ต้นกำเนิดแห่งวงศ์วานเทพเจ้ากรีก ตอนที่ 2

ตำนานดาวยูเรนัส (Uranus) ต้นกำเนิดแห่งวงศ์วานเทพเจ้ากรีก ตอนที่ 2

ตำนานยูเรนัส

ชื่อกรีก : เทพยูเรนัส (Uranus) หรือ อูรานอส (Ouranos)
ชื่อโรมัน : เทพแคลุส (Caelus)

ในตํานานกรีก ก่อนจะเริ่มมีจักรวาลและสิ่งอื่นใดดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มันคือช่วงที่ห้วงอากาศมีภาวะอะไรอย่างหนึ่งปนเปกันสับสนอลหม่าน ชาวกรีกเรียกภาวะนี้ว่า “เคออส” (Chaos) หรือความวุ่นวายยุ่งเหยิง ซึ่งต่อมาเคออสก็ได้กลายเป็นเทพแห่งการทําลายไปด้วย และแล้วหลังจากนั้นนานเคออสก็เริ่มจับตัวรวมกันเป็นเป็นราตรีนิกซ์ (Nyx) หรือเทพราตรีเทพีแห่งเวลากลางคืน และหลุม ดําอีเรบัส (Erebus) หรือเทพแห่งความมืด ทั้งสองเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่มีอะไรเลย นอกจากความว่างเปล่า ความลึกลับ ความน่าสะพรึง และความไม่สิ้นสุด

กำเนิดยูเรนัส ตัวแทนของท้องฟ้า

กำเนิดยูเรนัส ตัวแทนของท้องฟ้า

ภายหลังจากนั้นก็เกิดการรวมตัวของความดีทั้งมวลกลายเป็นไข่ขึ้นฟองหนึ่ง เมื่อแตกออกมากลายเป็นความรัก หรืออีรอส (Eros) เมื่อความรักเกิด มันก็เปล่งประกายแสงสว่าง หรืออีเธอร์ (Aether) หรือเทพแห่งแสงสว่าง จากนั้นระเบียบและความสวยงามก็ตามมา กลายเป็นกลางวัน หรือเฮเมอรา (Hemera) เทพีกลางวัน และแล้วแผ่นดินไกอา หรือไ ในภาษากรีก (เป็นที่มาของศัพท์คําว่า Geography วิชาภูมิศาสตร์) หรือ เทอร์ร่า (Terra) หรือ เทลลัส (Tellus) ในภาษาโรมัน พระมารดาแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง เรียกให้เข้าใจง่ายๆก็คือพระแม่ธรณีที่เกิดขึ้นก่อนอื่นใดนั่นเอง

เมื่อไกอาเกิดแล้ว พลันที่นางลืมตาตื่น เคออสก็สูญสลายไป ไกอาเหยียดกายเริงร่า ม้วนกายไปมา ทําให้พิภพก็เกิดขึ้นจากร่างกายของนาง แนวกระดูกสันหลังกลายเป็นเนินเขาใหญ่น้อย เป็นโตรกผาแหลมคมและขุนเขาดิ่งชัน ผิวเนื้อเรียบเนียนและสรีระนุ่มนวลกลายเป็นเนินเขาและทุ่งราบกว้างไกล น้ำในกายกลายเป็นฝนชุ่มฉ่ำ ให้กําเนิดชีวิตกลายเป็นสัตว์ใหญ่น้อย รูขุมขนอนันต์มีพืชพันธุ์นานาชนิดงอกขึ้นมา ตั้งแต่นั้นไกอาจึงกลายเป็นแม่พระธรณีใหญ่ที่มีคนเคารพบูชามากมาย

จากนั้นพระนางก็สร้างผืนฟ้าพร่างดาวอูรานอส หรือยูเรนัส ขึ้นห่มคลุมตนเอง เนรมิตผืนทะเล พอนทัส (Pontus) เทพแห่งทะเลรุ่นแรก แต่ในบางที่กล่าวว่าอูรานอสมี อีเธอร์ เทพแห่งแสงสวรรค์และอากาศเบื้องบนเป็นบิดาเหมือนกันให้ปรากฏขึ้น แต่ปฐมวงศ์ที่จะเป็นกลุ่มเทพสําคัญของกรีก เกิดจากยูเรนัสนี่เอง ยูเรนัสเป็นตัวแทนของท้องฟ้าและเป็นเพศชาย ส่วนไกอาเป็นตัวแทนของผืน ดินและเป็นเพศหญิง ในตํานานกําเนิดเล่าว่า ยูเรนัสห่มคลุมผืนดินในเวลากลางคืน และรวมเป็นหนึ่งกับเจ้าแม่ธรณีทุกวัน ทําให้กําเนิดสิ่งมีชีวิตในยุคแรกสุดของโลก 3 ชนิด 

อย่างแรกคืออสูร มีอยู่สามตน เรียกว่าพวกเฮกะทองคีเรส (Hekatonkheires) แต่ละตนมีร้อยหัวร้อยแขน ประกอบด้วยคอตทัส (Cottus), ไบรอาเรียส (Briareus) และ ไกจีส (Gyges) เมื่อพวกมันเกิด ยูเรนัสไม่พอพระทัยมากที่มันดูน่าเกลียดน่ากลัวและมีพละกําลังมากเกินไป เลยคว้าเจ้าพวกนี้ทุ่มทิ้งลงไปใต้บาดาล ที่นั่นเรียกกันว่า ทาร์ทารัส (Tartarus)

ไซคลอปส์ (Cyclops)

ลูกๆที่เกิดต่อมาเรียกกันว่า พวกไซคลอปส์ (Cyclops) หรือ “ดวงตากงล้อ” เพราะแต่ละตนมี ดวงตาดวงเดียวขนาดใหญ่เท่ากงล้ออยู่กลางหน้าผาก พวกไซคลอปส์มีอยู่สามตน มีชื่อตามกําลังของฟ้า คือ บรอนทีส (Brontes) แปลว่าฟ้าลั่น สเตโรพส (Steropes) แปลว่าฟ้าแล่บ และอาร์จีส (Arges) แปลว่าฟ้าวาบ ไซคลอปส์แต่ละตนมีร่างกายใหญ่ยักษ์ราวกับภูเขาและล้วนมีกําลังวังชามหาศาล ซึ่งทำให้ยูเรนัสเห็นแล้วไม่ชอบใจ พวกไซคลอปส์ก็เลยประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับพวกแรก คือโดนทิ้งลงไปขังใต้บาดาลทาร์ทารัสเหมือนกัน

จะเป็นด้วยเหตุที่บรรดาลูกๆของยูเรนัสดูเหมือนจะมีแต่พวกที่ตัวใหญ่ๆจนน่ากลัวทั้งนั้นหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ ที่ทําให้บิดายูเรนัสไม่โปรดเอาดื้อๆ ถ้าเราคิดว่าทั้งหมดเป็นตัวแทนของพลังแผ่นดินจากส่วนที่ลึกมากที่เราไม่คุ้นหรือเคยสัมผัสตั้งแต่เมื่อแผ่นดินยังอ่อนเยาว์ก็อาจจะเข้าใจได้ ยกเว้นแต่ยูเรนัสเองนั่นล่ะที่ไม่เข้าใจ พระองค์ค่อนข้างจะเกรงกลัวพลังอํานาจที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกๆทุกคน จึงเอาทุกคนทิ้งลงไปในเหวลึกใต้บาดาลมืดสนิทจนหมด

ไทแทนส์ (Titans)

ส่วนพวกสุดท้ายที่เกิดมา เรียกกันว่าพวกไทแทนส์ (Titans) มี 12 องค์ เป็นเทพรุ่นแรกซึ่งมีร่างกายใหญ่โต มีลักษณะเหมือนมนุษย์คือสมบูรณ์แบบที่สุด แบ่งเป็นชาย 6 องค์ เริ่มตั้งแต่เทพโอซีอานัส (Oceanus), เทพซีอัส (Coeus), เทพครีอัส (Creus), เทพไฮเพอริออน (Hyperion), เทพไอเอพพิทัส (lapetus), เทพโครนัส (Cronus) หรือแซทเทิร์น (Saturn) ในภาคโรมัน และหญิง 6 องค์ คือ เทพีธีอา (Theia), เทพรีอา (Rhea), เทพีธีมิส (Themis), เทพีที่ธิส (Tethys), เทพีเนโมซินี (Mnemosyne) และเทพีฟีบี (Phoebe)

การต้องให้กําเนิดลูกแก่ยูเรนัสไปทําให้พระแม่ไกอาเบื่อหน่าย และยิ่งไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อลูกๆรุ่นก่อนถูกจองจํา ไม่ว่าจะห้ามปรามอย่างไรยูเรนัสก็ไม่ยอมฟัง สุดท้ายเมื่อความอดทนถึงที่สุด พระนางก็ตีเคียวขึ้นเล่มหนึ่งจากหินสีเทา (บางที่ว่าเป็นวัสดุที่แข็งที่สุดในโลก เรียกว่า อดามานต์ (Adamant) บางที่ว่าเป็นเคียวที่ทําจากเพชรเลยก็มี) แล้วแอบยุยงให้ลูกๆพวกไทแทนส์แย่งอํานาจจากพระบิดาให้ได้ ปรากฏว่าในจํานวนเทพทั้งหมดมีโครนัสเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่หาญกล้ารับปาก ไกอาจึงมอบเคียวให้โครนัสถือเป็นอาวุธคู่มือไปซุ่มซ่อนในพุ่มไม้

ครั้นยูเรนัสผู้บิดาเข้าหาพระแม่ธรณีคืนนั้น เทพหนุ่มซึ่งแอบซุ่มรอที่ได้จังหวะเหมาะตอนยูเรนัสเข้าหาพระมารดาก็โผล่พรวดเข้าเล่นงาน ยูเรนัสไม่ทันระวังตัวก็เสียที่กลายเป็นเบี้ยล่างให้โครนัส จัดการตอนอาวุธส่วนตัวของพระองค์แบบสดๆ แถมยังคว้านออกได้หมดในการปาดเคียวฉับเดียว โครนัสโยนอวัยวะเพศของพระบิดาลงทะเล ยูเรนัสเจ็บปวด นอนรอความตาย จึงบันดาลโทสะสาป แช่งขอให้ลูกทรพี่ประสบชะตากรรมเดียวกัน คือโดนลูกโค่นบัลลังก์ก่อนที่จะตายไป

เลือดจากบาดแผลของยูเรนัสไหลรินเป็นสายออกจากร่างหยาดลงบนพื้นแผ่นดิน หรือก็คือร่างของไกอา ให้กําเนิดสิ่งมีชีวิตอีกสองสามจําพวก คือ ยักษ์ (Giants) ที่จะกลายเป็นปรปักษ์ต่อเทวดาชุดต่อไปคือพวกโอลิมเปียนอยู่เนืองๆ พวกที่สองคือ อีรินนีอัส หรือ อีรินเนียส (Erinyes) หรือชาวโรมันรู้จักกันในนามพวกฟูรีส์ (Furies) ก็คือพวกที่จะเป็นผู้ลงทัณฑ์มนุษย์โดยเฉพาะพวกฆาตกร พวกนี้เป็นหญิงมีอยู่สามตน ลักษณะรูปร่างน่ากลัว โดยเฉพาะหัวเต็มไปด้วยงูที่พันกันยั้วเยี้ย ดีแต่เทพีพวกนี้ตาบอด

แถมในบางที่ยังกล่าวว่า “และจากน้ำเชื้อที่ละลายกลายเป็นฟองคลื่นขาวในทะเล ค่อยๆก่อรูปกลายเป็นอโฟรไดติ (Aphrodite) หรือวีนัส (Venus) เทพีแห่งความรัก” ก็แล้วแต่จะว่ากันไป

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet