ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัสผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง ตอนที่ 1

ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัส (Cronus) ผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง

ดาวเสาร์โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลําดับที่ 6 และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 1,427 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 120,536 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 29.5 ปี ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัส (Cronus) ผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่งและใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 10.30 ชั่วโมง มวลของดาวเสาร์คือฮีเลียมและไฮโดรเจน บรรยากาศประกอบด้วยฮีเลียมและไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่

ดาวเสาร์อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ด้วยระยะสิบเท่าของระยะทางระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ ทําให้พลังงานที่แผ่จากดวงอาทิตย์มาถึงดาวเสาร์ได้แค่ 1.1% ของพลังงานที่แผ่มาถึงโลกเท่านั้น ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ก๊าซเช่นเดียวกับดาวพฤหัส แต่มีความหนาแน่นเฉลี่ยทั้งดวงต่ำที่สุดในระบบสุริยะ ทําให้เป็นดาวที่เบาที่สุด มันมีสนามแม่เหล็กที่เบาบางกว่าดาวพฤหัสประมาณ 20 เท่า เนื่องจากขนาดเล็กกว่าและยังหมุนรอบตัวเองช้ากว่า ถึงกระนั้นสนามแม่เหล็กนี้ก็ยังเข้มมากกว่าของโลกเป็นพันเท่า จึงรักษาดาวและดวงจันทร์ใกล้เคียงไว้ได้ แม้การหมุนรอบตัวเองด้วยอัตราที่เร็วจะไม่เท่าดาวพฤหัส แต่ก็ก่อให้เกิดลมแรงเช่นเดียวกับที่เกิดในดาวพฤหัสและรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ

ดาวเสาร์มีชุดวงแหวนบางๆล้อมรอบที่ประมาณเส้นศูนย์สูตร เป็นแหวนที่นับว่าสวยงามที่สุดในบรรดาพวกที่มีแหวนด้วยกันเพราะวัตถุที่ประกอบเป็นวงแหวนของดาวสะท้อนแสงได้ดี วงแหวนของดาวเสาร์มีความกว้าง 80,000 กิโลเมตร หนาประมาณ 500 เมตร

ดาวเสาร์เป็นดาวที่มนุษย์รู้จักมาแต่โบราณเพราะสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้เพียงแต่มองวงแหวนไม่เห็น วงแหวนจะมองได้ถ้าใช้กล้องโทรทรรศน์เท่านั้น นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบวงแหวนเมื่อปี พ.ศ. 2198 และในปีเดียวกันได้มีการค้นพบดาวบริวารดวงแรกในกลุ่มบริวารทั้งหมด ความที่ชาวโรมันเรียกดาวเสาร์ว่า แซทเทิร์น นักวิทยาศาสตร์จึงเอาชื่อ “ไทแทน” มาใช้ตั้งชื่อดวงจันทร์ดวงนี้เพื่อให้เป็นชุดเดียวกับแซทเทิร์น ทั้งๆที่ไทแทนไม่ใช่ชื่อเทพ แต่เป็นกลุ่มเทพ

ายหลังเมื่อพบบริวารดวงต่อๆมาของดาวเสาร์จึงมีการดึงเอาชื่อในตํานานต่างๆมาใช้อีก โดยแบ่ง ดวงจันทร์เหล่านี้เป็นกลุ่มๆ มีทั้งกลุ่มที่ใช้ชื่อจากเทพชั้นรองหรือมนุษย์ที่เกี่ยวข้องในตํานานกรีก กลุ่มที่ใช้ชื่อจากตํานานกรีกในสงครามโทรจัน กลุ่มที่ใช้ชื่อจากตํานานเทพนอร์ส (ยุโรปเหนือ) และกลุ่มที่ใช้ชื่อจากตํานานอินูอิต (อาร์คติคแถบกรีนแลนด์) และกลุ่มที่ใช้ชื่อจากตํานานเกลีก (เคลท์หรืออังกฤษโบราณ)

หมายเหตุ: ดวงจันทร์ของดาวเสาร์-แซทเทิร์น ถึงขณะนี้นับได้ 62 ดวง มีชื่อแล้ว 53 ดวง ที่เหลือกําลังศึกษาดวงจันทร์ของดาวเสาร์มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ กลมและไม่กลม ดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์คือ ไทแทน ใหญ่กว่าดาวพุธ ดวงจันทร์ของดาวเสาร์แบ่งตามวิถีโคจรได้ดังนี้

กลุ่มคุมวงแหวนมีชื่อจากตํานานกรีก คือ แพน Pan, แดฟนิส Daphnis, แอตลัส Atlas, โพรมิธิอัส Prometheus, แพนดอรา Pandora

ร่วมวงโคจรมีชื่อจากตํานานกรีกเช่นกันคือ เอพิมิทิอัส Epimetheus และจากตํานานโรมันคือ เจนัส Janus

ขนาดใหญ่ด้านใน (รวมโทรจัน) คือ ไมมัส Mimas, มีโทนี Methone, แอนที่ Anthe, พาลลื่น Pallene, เอนเซลาดัส Enceladus, ที่ธิส Tethys, เทเลสโต Telesto, คาลิปโซ Calypso, ไดโอนี Dione, เฮเลนี Helene, โพลีดิวซีส Polydeuces

ขนาดใหญ่ด้านนอก รีอา Rhea, ไทแทน Titan, ไฮเพอริออน Hyperion, ไอเอพพิทัส lapetus 

กลุ่ม (ที่มีชื่อจากเทพตํานาน) อินูอิตคือ ดีเวียก Kiviaq, อิตือราค jiraq, พอเลียก Paaliaq, ซีอาร์นาค Starnaq, ทาร์เคก Tarqeq

กลุ่มนอร์ส มีชื่อจากตํานานยุโรปเหนือ (กลุ่มนี้ยกเว้นฟีบี ชื่อแรกเท่านั้นที่ยังเป็นตํานานกรีก) ได้แก่ Phoebe ฟีบี, สกา Skathi, สกอลล์ Skol, เกรป Greip, ฮีร็อกคิน Hyrokkin, มันดิลฟารีMundifari, ยาร์นแซกซา Jarnsaxa, นาร์วี Navi, เบอร์เกลเมียร์ Bergelmir, อีเจียร์ Aegir, ชุตทุงการ์ Sutungr, เบสต์ลา Bestla, ฟาร์เบาติ Farbauti, ฮาติ Hati, ทริมมาร์ Thrymr, ซัวเตอร์ Surtur, คารี Kari, อิเมียร์ Ymir, ลอยเอ Loge, ฟอร์นยอต Fornjot, เฟนเรียร์ Fenrir

กลุ่มเกลึกมีชื่อจากตํานานเกลึก คือ แอลบีออริกซ์ Albiorix, เบวีนน์ Bebhionn, แอริอาพัส Erriapus, และทาร์วัส Tarvos

ตํานานแซทเทิร์น

Saturn

ชื่อกรีก : เทพโครนัส Cronus
ชื่อโรมัน : เทพแซทเทิร์น Saturn

โครนัส ปรากฏรูปเป็นชายชราถือเคียวเป็นอาวุธในเวลาเดียวกันยังเป็นเทพทางการเกษตรของคนรุ่นก่อนชาวกรีกด้วย ที่เรารู้ยังงี้ก็เพราะเคียวซึ่งโครนัสเอาไว้โจมตีบิดาก็คือเครื่องมือต้นกําเนิดในการเก็บเกี่ยวธัญพืช (แต่ที่นอกเหนือจากนั้น โครนัสเป็นคํากรีกที่หมายถึง “เวลา” ด้วยเหตุผลดังกล่าว พระองค์จึงกลายเป็นเทพแห่งเวลาไปด้วย)

ชาวโรมันเมื่อรับเทพของกรีกมาไว้นับถือก็เปลี่ยนชื่อจากโครนัสเป็นแซทเทิร์น ทั้งนี้อาจจะเอาไปรวมกับเทพทางการเกษตรดั้งเดิมของตัวเองคือ แซทเทิร์น ให้เทพทั้งสองรับหน้าที่เดียวกันเสียเลยที่สําคัญชาวกรีกได้นําชื่อโครนัสมาเป็นชื่อดาวพระเคราะห์ดวงที่หก เนื่องจากสมัยนั้นนับว่าเป็นดาวเคราะห์ที่ไกลที่สุด ใกล้ขอบฟ้ามากที่สุดจนดูเหมือนว่ากําลังต่อต้านท้องฟ้า (คือยูเรนัส) เช่นเดียวกับเรื่องในตํานานเล่าไว้ หรืออาจเป็นไปได้อีกเช่นกันว่า ดาวพระเคราะห์ดวงนี้อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากจนทําให้การโคจรรอบระบบสุริยะต้องใช้เวลานานมาก เทียบได้กับคนแก่ซึ่งก็สวมรอยได้พอดีกับภาพของโครนัสเช่นกัน ภายหลังชื่อของดาวก็เปลี่ยนเป็นแซทเทิร์นตามความนิยมของคนโรมันไปด้วย

รัชสมัยของโครนัส

ตำนานแซทเทิร์น เทพโครนัสผู้ถูกโอรสล้มล้างตามคำสาปแช่ง ตอนที่ 1

โครนัสได้จัดการตอนพระบิดาเสียด้วยเคียวที่พระแม่ไกอาตีขึ้นเป็นพิเศษ จากนั้นโครนัสยึดครองสวรรค์ ขึ้นครองบัลลังก์แทนพ่อ เขาวางแผนให้บัลลังก์มั่นคงด้วยการปล่อยพี่น้องขึ้นมาจากตรุทาร์ทารัส แต่ก็ปล่อยเฉพาะพวกไทแทนด้วยกันเท่านั้น หนําซ้ำยังส่งพวกไจแกนทิสที่เพิ่งเกิดใหม่ลง ไปขังในทาร์ทารัสแทน

พี่น้องไทแทนที่ขึ้นมาจากคุกทาร์ทารัสได้ก็ต่างดีใจกันถ้วนหน้า งานแรกๆที่โครนัสทําคือรับเทพรีอาพี่น้องท้องเดียวกันมาเป็นราชินี แล้วมอบหมายหน้าที่ต่างๆให้พี่น้องไทแทนอื่นช่วยกันดูแลโลก บรรดาพี่น้องชายซึ่งจับคู่กับพี่น้องที่เป็นหญิงก็รับหน้าที่กันไปต่างๆ เช่น โอซีอานัสและชายาคือเทพีธีธิสได้ปกครองมหาสมุทรและ แม่น้ำไฮเพอริออนรับหน้าที่เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ เทพองค์นี้ได้ธีอาเป็นชายา มีโอรสธิดา 3 องค์ (ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์พระจันทร์ทั้งนั้น คือ เฮลิออส-Helios สุริยเทพ, อีออส-Eos เทวีแห่งรุ่งอรุณ และเซลีนี-Selene จันทรา เทวี) ฟีบี-Phoebe ครองวิถีโคจรของดวงจันทร์, เนโมซินี-Mnemosyme เทพีแห่ง ความทรงจํา, ธีมิส-Thesis เทพีแห่งความยุติธรรม และไอเอพพิทัส (เทพผู้ทรงความ สําคัญเพราะเป็นบิดาของแอตลาส-Atlas ผู้แบกโลก และโพรมิธิอัส-Prometheus ผู้นําไฟมาให้มนุษย์) ไทแทนวงศ์นี้ต่อมาให้กําเนิดลูกเทพอีกรุ่นหนึ่งซึ่งจะกลายเป็นต้นวงศ์เทพตัวสําคัญไม่น้อยทีเดียว

สิ่งที่โครนัสทําผิดในการขึ้นครองบัลลังก์ครั้งนี้อย่างหนึ่งก็คือไม่ยักปล่อยพี่ๆน้องๆอื่น เลือกปล่อยเฉพาะวงศ์ไทแทนขึ้นมาจากบาดาลเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่พระมารดาไกอาไม่พอใจเอามากๆ นางพยายามขอร้องเท่าไรๆก็ไม่เป็นผล จึงสาปแช่งโครนัส ขอให้ลูกของเขาทํากับโครนัสแบบเดียวกับที่โครนัสทํากับยูเรนัส เวลานั้นถึงแม้โครนัสจะวางท่าเฉยราวกับไม่สนใจ แต่ในใจหวั่นไหวมาก คําสาปแช่งของพระบิดาและพระมารดาดจะเป็นเงาตามหลอกหลอนตลอดเวลา พระองค์กลัวจับจิต คิดถึงวาระสุดท้ายในการครองบัลลังก์ทีเดียว

โครนัสกับรีอามีโอรสธิดาด้วยกัน 5 องค์ ในขณะที่นางรีอาตั้งครรภ์โอรสองค์ที่ 6 อยู่นั้น ปรากฏว่า ได้มีเทพทํานายโชคชะตาปรากฏตัวขึ้น ทํานายโครนัสว่าพระองค์จะต้องเผชิญกรรมสนองกรรมแบบเดียวกับที่เคยทําในคราวยึดบัลลังก์บิดา โอรสของโครนัสก็จะทําเช่นเดียวกันนั้นเหมือนกัน คําทํานายราวกับเป็นดาบประกาศิตฟาดลงกลางใจ โครนัสทั้งหวั่นใจและทั้งโกรธ พระองค์คิดถึงคําแช่งของพระแม่ธรณีไกอาและพระบิดายูเรนัสขึ้นมาได้ จึงสั่งให้รีอานําลูกๆทั้งหมดที่มีอยู่แล้ว 5 องค์มาหาและแล้วก็จัดการกลืนลงท้องไปหมด เพื่อป้องกันไม่ให้ใครลุกขึ้นมาขบถ เทวีรีอาตกใจเป็นอันมาก คิดถึงลูกคนต่อไปที่กําลังจะคลอด นางจึงหาทางแก้ไขปัญหา

ปรากฏว่าหลังจากนางคลอดลูกคนที่ 6 ซึ่งก็เป็นโอรสเสียด้วย โครนัสก็เรียกเอาทารกไปกินอีก แต่เมื่อเตรียมแผนไว้แล้ว รีอาจึงเอาหินห่อผ้ายื่นให้สวามี โครนัสก็รับไปกลืนโดยไม่เปิดห่อผ้าดูและไม่ติดใจสงสัย ส่วนโอรสองค์จริงนางนําไปซ่อนไว้ที่ภูเขาไอดาที่เกาะครีต (นัยว่าเรื่องนี้พระมารดาไกอามีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน) ตั้งชื่อโอรสองค์นี้ว่า ซูส-Zeus มอบหมายให้พวกกูเรเตส-Curetes คอย ดูแล คูเรเตสเป็นเผ่านักรบที่เชี่ยวชาญอาวุธบรอนซ์ เมื่อไรก็ตามที่ซูสน้อยร้องไห้โยเย นักรบคูเรเตสจะพากันเต้นรําเพลงรบ เอาอาวุธโลหะมาตีกันให้เกิดเสียงดังกลบเสียงร้องไห้ไม่ให้ไปถึงหูโครนัส

ส่วนในการเลี้ยงดูให้นม คราใดที่เทวีรีอามาหาซูสไม่ได้ นางก็ให้นางแพะตัวหนึ่งชื่อ อมัลเชีย-Amaltheia เป็นผู้ให้นมแทน (แพะตัวนี้เมื่อตายแล้ว ซูสได้นําหนังของมันมาหุ้มโล่วิเศษอีจีส-Aegis ของพระองค์ และยังได้เก็บเขาข้างหนึ่งของมันไว้ในฐานะของวิเศษที่เรียกว่า คอร์นโคเพีย-Cornucopia เขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ หรือจะเรียกว่าเขาสารพัดนึกก็ได้ เรียกว่าอยากได้อะไรก็นึกเอา สิ่งนั้นจะเทลงมาจากเขาคอร์นูโคเพีย แต่บางที่ก็ว่ารีอาเอาซูสไปฝากไว้กับอัปสรเนเรียด อัปสรเนเรียดก็พาซูสไปเลี้ยงในถ้ำยอดเขาไอดา มอบหมายให้นางอมัลเชีย ลูกสาวของมิลิสซิอัส-Melisseus เจ้าเมืองครีตดูแล อมัลเชีย-ไม่ว่าจะเป็นแพะหรือคน แต่ซูสก็นํานางขึ้นไปเป็นดาวบน ท้องฟ้าเพื่อตอบแทนในเวลาต่อมาเหมือนกัน)

ซูสพอเติบโตเข้าขั้นเป็นหนุ่มน้อยก็เริ่มสําแดงคุณสมบัติสําคัญนั่นคือความเจ้าชู้นั่นเอง เขาได้นางมีทิส-Metis นางไทแทนคนหนึ่งเป็นเมีย มีทิสเป็นลูกสาวของโอซีอานัสและนางธีธิส มีทิสเป็นทั้งพี่เลี้ยงและครูของเทพน้อย นางเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดมาก ในทางโลกนางได้สอนวิถีแห่งโลกและความสําคัญที่จะต้องโค่นบัลลังก์พ่อให้แก่ซูส และภายหลังเมื่อกลายเป็นสนมคนแรก นางก็ได้สอนความรู้และความฉลาดต่างๆที่นางมีทั้งหมดให้แก่เยาวเทพ

การก็เป็นดังนี้มาจนซูสเติบใหญ่จึงถึงเวลารับรู้ประวัติและความเป็นไปของตน และเมื่อรู้แล้วก็ไม่ชอบใจพระบิดาเลย ใจร้ายจริงๆที่คิดกําจัดลูกๆได้ ดังนั้นเขาก็คิดการ (ตามคําทํานายของเทพทํานาย หรือจะคิดตามที่นางมีทิสบอกก็ไม่รู้ เรื่องเล่าว่าซูสได้ความร่วมมือจากท่านยายไกอาให้นางมีทิสผสมยาอย่างหนึ่งเตรียมพร้อมไว้ ซูสจัดการปลอมตัวเข้าไปเป็นคนรับใช้ของโครนัสและกลายเป็นคนรินเหล้า พอได้จังหวะเหมาะก็เอายาที่นางมีทิสเตรียมให้ลอบผสมเหล้าถวาย โครนัสดื่มเข้าไปก็อาเจียน อาการหนักถึงขนาดสํารอกเอาโอรสธิดาทั้งห้า ซึ่งเมื่อเป็นเทพก็เลยไม่ตาย แต่เติบใหญ่อยู่ในท้องพ่อนั่นแหละ

พอออกมาได้ โอรสธิดาทั้งห้านี้ ได้แก่ โพไซดอน -Poseidon, เฮดีส-Hades, เฮรา-Hera, เฮสเตีย-Hestia, และดิมีเตอร์-Demeter (กระทั่งก้อนหินที่ถูกหลอกให้กลืนก็สํารอกคืนออกมาด้วย ว่ากันว่าหินก้อนนี้ภายหลังได้เอาไปเก็บรักษาไว้เป็นที่เคารพบูชาแทนองค์ซูส ณ วิหารเดลฟี Delphi พี่น้องทั้งห้าเมื่อออกจากท้องพ่อก็ต้องการให้ซูสเป็นผู้นํากลุ่ม ทั้งพวกเขาและซูสช่วยกันรวบรวม ประดาเทพก่อกบฏต่อต้านโครนัสและเหล่าไทแทน

โครนัสเกรงกลัวพลังที่เพิ่มขึ้นของซูส พระองค์พยายามระดมพลเข้าร่วมต่อสู้กับซูสและพี่น้อง แต่ก็ไม่สามารถปลุกใจให้เหล่าไทแทนหญิงเข้าร่วมกับตนได้ ยิ่งกว่านั้น เทพไทแทนชายอีกสองคือ โพรมิธิอัสและเอพิเมธิอัสยังไปเข้ากับฝ่ายซูส ต่อต้านวงศ์ไทแทนด้วยกันเองเสียอีก โครนัสจึงมีเพียงกลุ่มไทแทนชายที่เหลือเท่านั้นที่เข้าพวกด้วย และส่วนที่เหลือนี้ก็เลือกให้แอตลาสเป็นผู้นําทัพต่อต้านพวกกลุ่มเทพรุ่นใหม่ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet