โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

โพรมิธิอัส

โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

โพรมิธิอัส-Prometheus เป็นเทพที่สําคัญต่อพวกเราชาวโลกมาก (ตามความคิดของชาวกรีกแล้ว) ไม่มีโพรมิธิอัสก็ไม่มีเรา เพราะเขาเป็นผู้สร้างมนุษยชาติ ประวัติของโพรมิธิอัสนั้นมีอยู่ว่าเขาป็นเทพไทแทนองค์หนึ่งที่เกิดจากการแต่งงานของเทพไทแทนไอเอพพิทัสและนางนิมฟ์เอเชีย เป็นลูกหนึ่งในสี่คนที่เกิดเป็นแฝดสองคู่ โดยตัวเขาเกิดคู่กับเอพิมิธิอัส-Epimetheus (ส่วนอีกสองนั้นคือ เมนีทิอัสและแอตลาส) นามโพรมิธิอัสแปลว่า “เห็นล่วงหน้า” (อาจหมายความว่าคิดก่อนทําก็ได้) ส่วนเอพิมิธิอัสแปลว่า “เห็นทีหลัง” (เข้าทํานองทําแล้วถึงคิดได้)

โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

บิดาของพวกเขา ไอเอพพิทัส ก่อกบฏต่อต้านมหาเทพซูส (นับศักดิ์แล้วเป็นลุงแห่งเทพซูส) ส่วนลูกๆแบ่งออกเป็นทั้งสองฝ่ายคือ เมนีทิอัสและแอตลาสเข้าข้างพระบิดา ส่วนลูกอีกสองคือโพรมิธิอัสและเอพิมิธิอัสเข้าข้างซูส ภายหลังชัยชนะ เมนีทิอัสถูกฆ่าและแอตลาสโดนทัณฑ์หนักต้องแบกสวรรค์ไว้ตลอดกาล แน่นอนว่าสําหรับโพรมิธิอัสและเอพิมิธิอัสแล้วรางวัลที่ได้ย่อมแตกต่าง ทั้งสองได้รับการปูนบําเหน็จจากเทพซูส เข้าร่วมโต๊ะกันกับมหาเทพบนเขาโอลิมปัส ร่วมดื่มน้ำอมฤตแอมโบรเซีย-Ambrosia อันเป็นภักษาหารของเทพกันอย่างสําราญใจ สิ่งที่เกิดในอารมณ์รื่นเริงขณะนั้นคือความเอ็นดูและความไว้เนื้อเชื่อใจจนซูสถึงขนาดให้ทั้งสองรับมอบภารกิจยิ่งใหญ่ คือ สร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นบนโลก โดยที่ซูสนั้นเองได้มอบพลังพรวิเศษชุดหนึ่งสําหรับให้ทั้งสองคนอวยให้เกิดชีวิตจริงๆ

โพรมิธิอัสและเอพิมิธิอัสเดินทางลงจากเขาโอลิมปัสมายังโลก ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากป่าไม้ ภูเขาและลําธาร ขณะเข้าไปเที่ยวในจังหวัดบอยเชีย ที่นั่นเองทั้งสองคนก็จัดแจงเอาดินมาปั้นเป็นหุ่นรูปสัตว์ต่างๆเท่าที่จะคิดจินตนาการเอาได้ ทั้งสัตว์บกอย่างสิงห์ เสือ กระทิง แรด หรือสัตว์น้ำอย่างกบ เขียด ยังพวกแมลงอีกต่างหาก เอพิมิทิอัส ผู้ “เห็นทีหลัง” เพลิดเพลินมากปั้นไปเสกพรไปไม่ยั้งคิด ปรากฏว่าหุ่นที่เอพิมิธิอัสนั้นกลับกลายเป็นสัตว์ต่างๆที่นอกจากจะหันหลังให้เขาแล้ว บางตัวยังทําร้ายซ้ำอีกต่างหาก ฝ่ายโพรมิธิอัสสร้างหุ่นมนุษย์โดยจําลองตามแบบรูปร่างเทพ เป็นมนุษย์เพศชาย แต่พอจะเสกพลังชีวิตให้พรที่ซูสให้มาอย่างจํากัดก็หมดลงไปกับสรรพสัตว์เสียหมด มันเป็นเวลาเดียวกับที่อธีน่าลงมาตรวจงานแทนซูสมาเห็นเข้าพอดี ทรงพอพระทัยมากก็รับเอาหุ่นนั้นไปเป่ามนต์ใส่ชีวิตให้ มอบพรวิเศษให้มนุษย์มีความคิดเป็นของตนเอง และสามารถเอาชนะเหนือสรรพสัตว์ทั้งปวงได้ หุ่นที่โพรมิธิอัสนั้นก็กลายเป็นมนุษย์และให้ความเคารพแก่โพรมิธิอัส

ซูสพอพระทัยมาก แต่พอเห็นมนุษย์รักและเคารพในตัวโพรมิธิอัสก็ชักหวั่นๆว่ากาลต่อไปข้างหน้า เทพเจ้ายังจะคงความสําคัญในหัวใจมนุษย์ต่อไปหรือไม่ เลยสั่งห้ามไม่ให้สอนวิถีอารยะแก่มนุษย์ โพรมิธิอัสก็เชื่อฟังอยู่ แต่เรื่องก็คือซูสสั่งห้ามโพรมิธิอัสแต่ไม่ได้ห้ามคนอื่น ดังนั้นคนที่จัดการขัดคําสั่งมหาเทพซูสกลับไม่ใช่ใครอื่นนอกจากอธีน่า ธิดาคนโปรดของซูสเอง เทวีองค์นี้ใช้วิธีเลี่ยงคําสั่งนางเลยสอนโพรมิธิอัสแทน ไม่ว่าจะเป็นวิชาสถาปัตยกรรม, ดาราศาสตร์, คณิตศาสตร์, การเดินเรือ, การแพทย์, การผสมโลหะ แล้วให้โพรมิธิอัสไปสอนมนุษย์อีกทีหนึ่ง นั่นแปลว่าเขายังคงเชื่อคําสั่งซูส ไม่สอนสิ่งที่มหาเทพไม่ต้องการให้สอน แต่ก็หาทางออกให้มนุษย์จนได้ ซูสชักหงุดหงิดที่โพรมิธิอัสทําให้คนแกร่งขึ้นด้วยการให้ความรู้เรื่องทักษะด้านต่างๆนี้ให้

อย่างไรก็ตาม ซูสอยากจะแน่ใจว่าพระองค์ยังเป็นผู้มีความสําคัญสูงสุดทั้งกับโพรมิธิอัสและมนุษย์ จึงสั่งโพรมิธิอัสให้สอนมนุษย์ทําการถวายเครื่องสักการะแก่เทพเจ้าด้วย แต่โพรมิธิอัสเกิดความรักในลูกหลานที่สร้างมากับมือเสียแล้ว กลัวว่าถ้ามนุษย์ต้องหาทางเซ่นสรวงบูชาเทพทุกเมื่อเชื่อวัน จะเหลืออะไรไว้ให้ตัวเองยังชีพ ความกลัวทําให้เขาคิดเล่ห์เหลี่ยมสอนกลโกงคราวแรกแก่มนุษย์โพรมิธิอัสรับโองการล้มวัวตัวหนึ่งเป็นเครื่องเซ่น เขาสั่งให้แล่เนื้อ เครื่องใน กระดูก เส้นเอ็น ไขมันออกเป็นกองๆ จากนั้นเอาแผ่นพังผืดกับเส้นเอ็นห่อเนื้อส่วนที่ดีที่สุดแบ่งออกไว้ข้างหนึ่ง ดูสภาพภายนอกน่าจะนึกว่ากองนั้นมีแต่ส่วนที่ไม่น่ากินเท่าไหร่

อีกกองหนึ่งเป็นกองกระดูกวางกายเกยแล้วเอาผืนไขมันวัวที่ดูน่ากินที่สุดมาหุ้มไว้ กองนี้มองยังไงก็จะต้องนึกว่าภายในคงเป็นเนื้อส่วนที่น่ากินที่สุด จัดการเสร็จก็ไปทูลให้ซูสเลือกว่ามหาเทพ ต้องการกองไหน ซูสมองเห็นกองที่ห่อด้วยไขมันเป็นมันเลื่อมจึงเลือกห่อนั้น แต่พอเปิดออกมาดูเห็นมีแต่กระดูก ซูสแทบกระอัก พระองค์เสียเหลี่ยมให้แก่โพรมิธิอัสซะแล้ว (จากนั้นมามันเลยกลายเป็นพันธสัญญาสําหรับมนุษย์ว่าจะได้เนื้อไปกิน ส่วนที่จะบูชาเทพก็ใช้ไขมันแทน) เรื่องนี้ทําให้พระองค์พิโรธโพรมิธิอัสเป็นอันมาก

ซูสตกอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัวโมโหมนุษย์และโพรมิธิอัสต่อไป เทพบดีแค้นจัดจนไม่ยอมให้ไฟแก่มนุษย์ดังที่โพรมิธิสร้องขอ แถมยังสั่งห้ามบรรดาเทพทั้งหลายไม่ให้นําไฟมาให้มนุษย์เช่นกัน “ให้พวกมันกินเนื้อทั้งดิบๆอย่างนั้นแหละ” ซูสว่า

โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

โพรมิธิอัสหัวเสียกับคําสั่ง ตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะนําไฟมาให้มนุษย์ให้ได้ แต่ซูสจัดการคุ้มกันทางเข้าเขาโอลิมปัสแน่นหนา อธีนาจึงบอกโพรมิธิอัสให้เข้ายังทางลับด้านหลังที่ไม่มีใครดูแลซึ่งจะสามารถเดินเข้าไปอย่างง่ายดาย โพรมิธิอัสต้องการให้ “ไฟ” นําประโยชน์และความก้าวหน้าแก่มนุษย์ทั้งมวล

โพรมิธิอัสลอบขึ้นโอลิมปัสตอนกลางคืนโดยผ่านเข้าทางประตูหลังที่อธีนาบอก สุ่มเดินไปถึงรถพระอาทิตย์ เอาคบที่เตรียมมาจ่อไปที่เพลิงไฟนั้นแล้วจ่อเข้ากับถ่านหิน ก่อนจะดับคบทิ้ง จัดแจงเอาถ่านใส่ไว้ในท่อนฟื้นขุดเป็นแอ่งเพื่อไม่ให้ใครเห็นแสงกําลังลุกเรื่อง แล้วประคองท่อนเตาไม้ใส่ถ่านหินลุกไหม้ลงจากเขา เมื่อถึงเขตของคน โพรมิธิอัสก็ให้ไฟแก่มนุษย์เป็นการฝ่าฝืนคําสั่งของซูส (ในตํานานบางแห่งไม่ได้เล่าแบบนี้ คือไม่ใช่อธีน่าที่เป็นผู้เป่าชีวิตเข้าไปในหุ่นมนุษย์ แต่เป็นโพรมิธิอัสต่างหากที่ต้องการพลังงานความร้อนของไฟเพื่อจุด “ประกายชีวิต” แก่หุ่นมนุษย์ที่สร้างขึ้น)

การฝ่าฝืนคําสั่งคราวนี้ยิ่งสร้างความโมโหโกรธามากกว่าเดิมทับทวีคูณ แต่ชาวกรีกเชื่อกันว่าที่โพรมิธิอัสกล้าหาญชาญชัยจะฝ่าฝืนคําสั่งมหาเทพก็เป็นเพราะว่าท่านกําความลับอย่างหนึ่งที่ซูสต้องการรู้มากที่สุดไว้ เป็นไม้เด็ดที่อาจรับประกันความปลอดภัยของตัวเองได้นั่นคือ เขารู้ว่าใครคือตัวเวรกรรมที่จะเป็นเสมือนดาบกลับคืนสนองกรรมที่ซูสโค่นบัลลังก์บิดา ซึ่งซูสเองพยายามถามหลายครั้ง ทั้งให้เฮอร์มิสไปหลอกถาม โพรมิธิอัสก็ยังไม่หลงกล

ซูสตัดสินใจจะลงโทษโพรมิธิอัสให้สาสม มันจะเป็นการดัดหลังและเล่นงานมนุษย์ด้วยในคราวเดียวฐานสมรู้ร่วมคิด เทพบดีรวมตัวกับเหล่าเทพเจ้าสร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้น เรียกร้องขอพรจากเทพต่างๆ เฮพเฟสตัส-เทพช่าง จัดการปั้นรูปมนุษย์ผู้หญิงเลียนแบบเทพเจ้าหญิง อธีน่าประทานพรความฉลาด อโฟรไดติประทานเสน่ห์และความงาม เฮอร์มิสให้ชีวิต แต่ที่เด็ดที่สุดอันเป็นสุดท้ายและเป็นสิ่งที่ซูสต้องการแก้แค้นก็คือ พระองค์ประทานความอยากรู้อยากเห็นให้แก่ผู้หญิง เมื่อทุกอย่างเสร็จ มนุษย์เพศหญิงคนแรกก็ปรากฏ ซูสพอพระทัยในผลงานมาก พระองค์ขนานนามนางว่า “แพนดอรา” ส่งหีบทองเล็กๆที่เป็นปริศนาใบหนึ่งให้แพนดอราถือไว้ แล้วย้ำอีกว่าอย่าเปิดกล่องใบนี้เป็นอันขาด ครั้นแล้วก็ส่งตัวนางให้เฮอร์มิสนํามายังโลก พาไปหาโพรมิธิอัสในฐานะของขวัญจากพระองค์ แต่โพรมิธิอัส-ผู้มองเห็นล่วงหน้าดังชื่อ กลับมองเห็นคําสาปแห่งแพนดอราและหีบที่ถือมา เขาไม่ยอมรับของขวัญ แถมยังส่งคําเตือนไปยังน้องชายว่าไม่ให้รับของขวัญใดๆจากเทพเป็นอันขาด

ฝ่ายเทพเฮอร์มิส เมื่อโพรมิธิอัสไม่รับแพนดอรา เขาเห็นทางออกอีกทางที่จะทําให้แผนของพระบิดาสําเร็จ นั่นคือนําแพนดอราไปให้เอพิมิธิอัส แต่แรกเอพิมิธิอัสก็ตั้งใจว่าจะไม่ยอมรับของขวัญจากเทพตามคําสั่งพี่ชาย ทว่าเมื่อแพนดอราไปถึงประตูบ้าน เสน่ห์และความงามของนางทําเอาเอพิมิธิอัสหลงลืมคําของพี่ชายสิ้น รับแพนดอราไว้เป็นอย่างดีและทั้งสองก็ครองรักกัน สืบลูกหลานเป็นมนุษย์รุ่นต่อมา โดยที่ไม่ทันตระหนักถึงภัยที่คุอยู่ในใจของแพนดอราเลย

โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

เอพิมิธิอัสและนางแพนดอราครองรักกันมาระยะหนึ่ง ความหายนะที่เหมือนระเบิดเวลารอคอยก็ประทุขึ้น ไฟที่จุดเชื้อก็คือความอยากรู้อยากเห็นที่ซูสประทานมาให้เป็นพิเศษนั่นเอง เรื่องก็คือยิ่งนานวัน ความสงสัยในตัวหญิงสาวก็เริ่มกําเริบรุนแรง นางมองกล่องพร้อมกับคิดถึงคําสั่งห้าม คิดแล้วคิดอีกว่ามันคืออะไรหนอ ใจหนึ่งอยากรู้ใจหนึ่งก็กลัวคําสั่งห้าม ในที่สุดความอยากรู้ก็ชนะ นางคิดเข้าข้างตัวเอง พยายามคิดว่าแง้มดูนิดเดียวคงไม่เป็นไร สิ้นความคิดนั้น มือก็แตะฝากล่องให้เปิดออก ทันใดความร้ายกาจน่ากลัวทั้งมวลที่มีในโลกที่ซูสผนึกไว้ไม่ว่า ความโกรธ เกลียด แค้น อาฆาต วัยชรา ความเจ็บป่วย สติวิปลาส ตัณหา และราคะ ต่างแย่งชิงกันโบยบินออกจากหีบ กระจายไปสู่โลก มนุษย์อย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา แพนดอราตกใจแทบสิ้นสติ รีบปิดฝาหีบ ปรากฏว่าสิ่งเดียวที่นางยังรักษาไว้ได้คือความสิ้นหวังที่ยังไม่ได้ออกมาสําแดงเดช มนุษย์จึงเหลือ “ความหวัง” สําหรับจะดํารงชีวิตต่อไปได้

กลับมาที่โพรมิธิอัส ระหว่างที่รอเวลาให้โทษทัณฑ์ของ มนุษย์โบยบินออกมาจากหีบนั้นเอง ซูสหัวเสียที่แผนแรกไม่สมประสงค์ โพรมิธิอัสไม่ยอมรับของขวัญโดยตรงจากเทพ ซูสหันรีหันขวาง สุดท้ายพระองค์ไม่เสียเวลาอ้อมค้อมอีกต่อไป แต่เล่นงานโพรมิธิอัสเอาตรงๆ จับเขาแก้ผ้าล่ามไว้กับเสาหินบนยอดเขาคอเคซัสเพื่อลงทัณฑ์ทรมานต่อเนื่อง พระองค์สาปให้ตั้งแต่นั้นจะมีนกอินทรีใหญ่ตัวหนึ่งบินโฉบลงมาฉีกท้องโพรมิธิอัส กินตับของเขาจนพอใจแล้วบินจากไป ทิ้งเวลาไว้ชั่ว คืนให้ตับงอกขึ้นมาจนเต็มใหม่อีกครั้ง พอดีเวลากลางวันมาถึง นกอินทรีก็บินกลับมาหาโพรมิธิอัสผู้ถูกล่ามโซ่ เข้าฉีกท้องกินตับอีก เป็นอย่างนี้เวียนไปทุกวัน วันแล้ววันเล่าปีแล้วปีเล่าตลอดกาลหรือดูเหมือนตลอดกาล

โพรมิธิอัส (Prometheus) เทพไทแทนผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติ

อย่างไรก็ตาม ซูสมีข้อต่อรองกับโพรมิธิอัสเหมือนกัน (เพราะเขามีพรวิเศษในด้านการเห็นล่วงหน้า) แค่บอกความลับ คําทํานายว่าใครจะเป็นผู้โค่นบัลลังก์ของเขาในวันข้างหน้า แต่โพรมิธิอัสปากแข็งปฏิเสธไม่ยอมบอก สุดท้ายนางนิมฟ์เอเชีย ผู้เป็นมารดาของโพรมิธิอัสซึ่งมีพรสวรรค์ในด้านการเห็นล่วงหน้าเหมือนกัน เหลือทนกับการที่จะเห็นลูกต้องทัณฑ์ทรมานทุกวัน จึงไปหาซูส แล้วเผยความลับแห่งคําทํานายนั้นว่า วันหนึ่งข้างหน้าหากซูสได้นางนิมฟ์ธีทิส นางพรายทะเลผู้งดงามเป็นชายา  โอรสของซูสจะเป็นผู้โค่นล้มบัลลังก์พระบิดาและเทพเจ้าทั้งมวลลง ซูสก็เลยหยุดความสัมพันธ์ของพระองค์กับธีทิสทันที (ต่อมานางนิมฟ์ธีทิสเลยอภิเษกไปเป็นราชินีแห่งราชาฟิลิอัส ได้พระโอรสนามว่า “อคิลลิส” ซึ่งเป็นวีรบุรุษแห่งสงครามทรอยชื่อดังนั่นเอง)

ซูสส่งเฮอร์คิวลิสไปปล่อยโพรมิธิอัสจากที่ล่ามหลังจากรู้คําทํานาย แต่ก็มีข้อแม้นั่นคือพระองค์ยังต้องการให้โพรมิธิอัสมีโซ่ล่ามติดตัวเป็นที่ระลึก และโซ่ที่ล่ามติดตัวโพรมิธิอัสนั้นจะต้องมีหินชิ้นเล็กๆล่ามกับโซอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเขาจะต้องแบกมันไว้ตลอดไป มนุษย์โลกจึงคิดแหวนฝังหินและอัญมณีขึ้นเป็นเครื่องหมายแสดงความเสียใจและเป็นเครื่องแสดงความเคารพแก่โพรมิธิอัสในสิ่งที่เทพผู้นั้นทําให้แก่มนุษย์

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet