A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 1

ความเป็นมาของซีซาร์สลัด

ซีซาร์ คาร์ดินี่ (Caesar Cardini, 1896-1956) เกิดที่อิตาลีและอพยพไปอเมริกากับพี่น้อง 3 คนในช่วงที่เริ่มเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ต

แน่นอนว่าชื่อซีซาร์ทําให้นึกภาพจักรพรรดิหน้าบูดสวมชุดโทกากําลังกินอาหารกลางวัน ก่อนจะสั่งโยนชาวคริสต์สักคนสองคนให้สิงโตกินเพื่อความบันเทิงและเพื่อให้ประชาชนชาวโรมพอใจ แต่ปรากฏว่าซีซาร์สลัดมีอายุไม่ถึง 100 ปี แถมยังมาจากสถานที่ซึ่งเรานึกไม่ถึงอย่างเม็กซิโกอีกด้วย

ซีซาร์ คาร์ดินี่ (Caesar Cardini, 1896-1956) เกิดที่อิตาลีและอพยพไปอเมริกากับพี่น้อง 3 คนในช่วงที่เริ่มเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตอนนั้นเป็นยุคห้ามจําหน่ายสุราซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่ายุคแห่งการทดลองอันทรงเกียรติ (Noble Experiment) ระหว่างปี 1917-1933 สหรัฐอเมริกาสั่ง ห้ามขาย ผลิต และขนส่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด จุดประสงค์คือเพื่อส่งเสริมศีลธรรมและปรับปรุงพฤติกรรมของชาวอเมริกัน แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นการสนับสนุนให้เกิดขบวนการอาชญากรรมขนานใหญ่ ซีซาร์กับน้องชายชื่ออเล็กซ์รู้ว่าผู้คนยอมทําทุกอย่างเพียงเพื่อจะได้ดื่ม เหล้าสักแก้วสองแก้ว จึงเห็นลู่ทางทําธุรกิจถูกกฎหมายและคว้าโอกาสนั้นไว้

ในปี 1924 พวกเขาเดินทางสั้นๆย้ายจากลอสแอนเจลิสข้ามพรมแดนไปเม็กซิโกเพื่อเปิดร้านอาหารในเมืองติตัวนา หลังจากเมืองนี้กลายเป็นสถานที่สุดโปรดของชาวแคลิฟอร์เนียใต้ผู้อยากเฮฮาปาร์ตี้ช่วงสุดสัปดาห์

คาร์ดินประสบความสําเร็จอย่างสูงจากการขายแอลกอฮอล์รสแรงคู่กับอาหารอิตาลีแสนอร่อย โรซา ลูกสาวของซีซาร์เล่าว่าในงานฉลองวันชาติอเมริกานั้นร้านนี้มียอดจองโต๊ะสูงมาก ไม่นานพ่อเธอก็ใช้วัตถุดิบทําอาหารให้ลูกค้าผู้เมามายจนหมด เขาแก้ปัญหาด้วยการทําสลัดจากอะไรก็ตามที่เหลืออยู่ในครัว ได้แก่ กะหล่ำปลี ครูตอง เนยแข็งพาร์เมซาน ไข่ น้ำมันมะกอก น้ำเลมอน พริกไทยดํา และวูสเตอร์ซอส บางทีเขาอาจพยายามชดเชยความเรียบง่ายของอาหารจานนี้ด้วยการเสิร์ฟอย่างเลิศหรูคลุกสลัดต่อหน้าลูกค้าเพื่อให้น้ำสลัดข้นเคลือบผักทุกชิ้นอย่างทั่วถึง

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 1

มีเรื่องเล่าว่าอาหารจานนี้ได้รับความนิยมมากในกลุ่มดาราภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ขึ้นเครื่องบินมาร่วมงานในช่วงสุดสัปดาห์จนอเล็กซ์ตั้งชื่อให้มันว่า “สลัดนักบิน” (Aviator salad) เพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขา ภายหลังเมื่อร้านอาหารย้ายมาตั้งที่ชั้นล่างของโรงแรมคอมเมอร์เชียล พี่น้องคาร์ดินีก็สารภาพความจริงแล้วสลัดดังกล่าวก็เปลี่ยนไปใช้ชื่อซีซาร์ จากนั้นไม่นานมันก็กลายเป็นอาหารจานโปรดในหมู่ดารายุคนั้น พวกเขาจะสั่งอาหารจานนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดก็ตาม

ถึงซีซาร์สลัดจะไม่ได้มีอายุยาวนานหลายศตวรรษ แต่เราก็พบว่าชาวโรมันชอบกินผักสดมากเช่นกัน สลัดในยุคนั้นมีส่วนเหมือนสลัดสมัยใหม่อยู่มากตรงที่ประกอบด้วยผักหลายชนิด รวมถึงร็อกเก็ต วอเตอร์เครสส์ แมลโลว์ ซอร์เรล กูสฟุต ผักเบี้ยใหญ่ ชิโครี ใบบีตรูต ขึ้นฉ่าย เชอร์วิล โหระพา และสมุนไพรสดชนิดอื่นๆ คําว่าสลัดนั้นมาจากคําในภาษาละตินคือ salata herba แปลตรงตัวได้ว่า “สมุนไพรใส่เกลือ” นี่แสดงว่าทั้ง จูเลียส ซีซาร์ และ ซีซาร์ คาร์ดินี ต่างชื่นชอบน้ำสลัดรสเข้ม วิธีการปรุงสลัดที่คิดขึ้นมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทําให้ ซีซาร์ คาร์ดิน กลายเป็นคนรวยในที่สุดเขาก็จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ผลงานอันโด่งดังนี้ในปี 1948 ทุกวันนี้บริษัทคาร์ดินียังคงเป็นผู้ผลิตน้ำมันและน้ำสลัดมากมายหลายชนิดที่ชาวอเมริกันชื่นชอบ

โคลสลอว์: คุณชอบสลัดแบบเย็นหรือแบบใส่กะหล่ำปลี?

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 1

โคลสลอว์ (coleslaw) โดยหลักแล้วประกอบด้วยกะหล่ำปลีกับแคร์รอตหั่นฝอยราดด้วยมายองเนส สลัดจานนี้เกิดขึ้นในอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 18 เมื่อผู้อพยพชาวดัตช์แห่กันเข้ามาในประเทศ อันที่จริงตอนแรกนิวยอร์กถูกเรียกว่านิวอัมสเตอร์ดัม (New Amsterdam) เพราะมีชาวดัตช์มาลงหลักปักฐานจํานวนมากชาวอาณานิคมนําสูตรสลัดยอดนิยมติดตัวมาด้วยนั่นคือ โคลสะลา (koolsla) (จาก โคล ที่แปลว่า “กะหล่ำปลี” และ สะลา ที่แปลว่า “สลัด”) อีก 2 ศตวรรษถัดมาถึงจะเปลี่ยนเป็นชื่อภาษาอังกฤษว่า “โคลสลอว์” แต่ในตอนแรกมีความ สับสนอยู่บ้างว่าควรเป็น “โคลสลอว์” หรือ “โคลด์สลอว์” (cold slaw)

ครั้นภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไปในอเมริกา ผู้คนก็ลืมว่าชื่อนี้มาจากคําว่า kool พากันเข้าใจว่าคํานี้น่าจะมาจาก “coo” (เย็น) ดังนั้นจึงต้องเป็นสลัด “เย็น” (cold) มากกว่าจะเป็นสลัด “กะหล่ำปลี” (cabbage) บันทึกจากปี 1794 ยืนยันเรื่องนี้ด้วยการบรรยายถึง “กะหล่ำปลีหั่นฝีมือ ชาวดัตช์เรียกว่าโคลด์สลอว์” อย่างไรก็ตามในอังกฤษซึ่งอาหารจานนี้ได้รับความนิยมในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เรียกชื่อที่ถูกต้องได้ค่อนข้างเร็วเพราะคําว่า “cole” หมายถึงพืชในตระกูล Brassica และมีความเกี่ยวข้องกับกะหล่ำปลีอยู่ก่อนแล้ว

ซิดนีย์ สมิธ นักรณรงค์ผู้กระตือรือร้นและน้ำสลัด

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 1

ซิดนีย์ สมิธ (Sidney Smith, 1771-1845) เป็นนักเขียน ผู้จัดพิมพ์ และนักบวชจําเป็น เขากลายเป็นคนดังตอนต้นศตวรรษที่ 19 แม้จะเป็นคนร่าเริงและไม่จริงจัง แต่เขากลับรณรงค์อย่างสุดจิตสุดใจเพื่อเรื่องจริงจังหลายเรื่อง เช่น การศึกษาสําหรับสตรีและการเลิกทาส การเดินสายปาฐกถาชื่อดังในหัวข้อหลักจริยธรรมทําให้สมิธได้รับยกย่องในฐานะนักการเมืองเช่นเดียวกับนักเทศน์ แม้ว่าความตั้งใจของเขาจะโน้มเอียงไปที่เรื่องเงินมากกว่าก็ตาม ครั้งหนึ่งเมื่อคําสอนบรรลุเป้าหมายแรกเริ่มและเขาสามารถหาเงินได้พอตกแต่งบ้าน เขาก็โยนบทพูดใส่กองไฟ

สมิธถูกสถานการณ์บังคับ (มีการออกกฎหมายในปี 1808 ให้นักบวชทุกคนต้องพักอยู่ในเขตศาสนาของตน) ให้ต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเขตชนบทยอร์กเชอและทําฟาร์มที่มาพร้อมกับบ้านพักนักบวช แทนที่จะได้สนุกกับสถานะคนดังในลอนดอน ได้ปะทะคารมกับเหล่าปัญญาชน และเขียนบทความให้ Edinburgh Review ทุกวันนี้ยังมีคนนําคํากล่าวของเขามากล่าวซ้ำแต่เจ้าตัวคงขําถ้ารู้ว่าสิ่งที่คนจดจําเขาได้มากที่สุดมาจากเรื่องอื่นโดยสิ้นเชิง ซิดนีย์ สมิธ ชื่นชอบสลัดมากถึงขั้นแปลงสูตรน้ำสลัดสุดโปรดเป็นบทกวีที่แปลได้คร่าวๆดังนี้

สูตรสําหรับสลัด กวีขอไว้ใครจะปรุงสูตรนี้
ไข่แดงดีสองฟองต้มมาบดใส่ มันฝรั่งต้มสองหัวกดกระชอนไป เพื่อให้ได้ความเนียนนุ่มละมุนดี
ใส่หัวหอมนิดหน่อยให้ลอยเด่น แม้ไม่เห็นแต่ได้รสและกลิ่นสี
ใส่มัสตาร์ดรสเผ็ดซ้อนเดียวดี เครื่องจิ้มที่เผ็ดเร็วไปไม่น่ากิน
แต่ไม่ผิดหากชอบสมุนไพร เติมเกลือใส่สองช้อนให้คล่องลิ้น
น้ำมันดีจากลุกกาสี่ซ้อนใน น้ำส้มสายชูทั้งสิ้นอีกสองช้อน
และสุดท้ายในส่วนผสมนี้ ใส่ซอสแอนโชวี่นิดเดียวก่อน
โอ้ เขียวชอุ่ม! โอ้ จานเด่นของนักกลอน! ยั่วคนจรใกล้ตายให้ได้กิน
พาวิญญาณกลับคืนสู่ผืนโลก นิ้วกวาดโบกในชามอร่อยลิ้น!
เมื่ออิ่มแล้วก็เอ่ยปากให้ได้ยิน “เราไม่สิ้นเพราะได้กินวันนี้เอย”

บทกวีนี้ปรากฏตัวอีกครั้งใน Common Sense in the Household ของ มาเรียน ฮาร์แลนด์ (Marion Harland) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1871 และอาจกล่าวได้ว่าบทกวีทําให้ทุกครัวเรือนรู้จักชื่อเธอ หนังสือขายได้กว่า 10 ล้านเล่ม ทําให้น้ำสลัดซิดนีย์ สมิธ (Sidney Smith salad dressing) เป็นที่นิยมไปทั่วอเมริกา แล้วคนครัวทั่วแดนดินก็พากันท่องจําบทกวีของเขา

สลัดวอลดอร์ฟกับซิทคอมอังกฤษ

A salad is not a meal, it is a style ประวัติศาสตร์ในสลัดกับผัก ตอนที่ 1

สลัดวอลดอร์ฟ (Waldorf salad) ทําจากแอปเปิลกับขึ้นฉ่ายหั่นผสมองุ่นและวอลนัต คลุกเข้ากับน้ำสลัดมายองเนสเนื้อเนียน อาหารนี้คิดค้นขึ้นเมื่อปี 1893 ที่โรงแรมวอลดอร์ฟในนิวยอร์ก (ปัจจุบันคือโรงแรมวอลดอร์ฟแอสโทเรีย) ทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าสลัดอันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของโรงแรม จานนี้ริเริ่มโดยวอลดอร์ฟิลันช์ซิสเต็ม ร้านอาหารกลางวันแบบสาขาตอนต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีรูปแอปเปิลเป็นสัญลักษณ์ แต่ความจริงสลัดจานนี้มีมานานกว่านั้น สูตรแรกปรากฏเมื่อปี 1896 ใน The Cook Book by Oscar of the Waldorf ซึ่งแน่ใจได้ว่าต้องจัดอยู่ในกระแสนิยมตํารา อาหารคริสต์มาสยุคแรกๆอย่างแน่นอน ในหนังสือเล่มนี้ ออสการ์ เชอร์ก ผู้จัดการห้องอาหารประจําโรงแรมได้เครดิตในฐานะผู้กล่อมหัวหน้าเชฟให้เอาสลัดจานโปรดของเขาใส่ไว้ในเมนูของโรงแรม

หลายปีผ่านไป สลัดวอลดอร์ฟกลายเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของอเมริกา ในเพลง “You’re the Top” ของ โคล พอร์เตอร์ (Cole Porter) จากละครเพลงเรื่อง Anything Goes ได้เปรียบเทียบคนรักกับทุกสิ่งที่ดีที่สุดในโลก ทั้งรอยยิ้มของโมนาลิซ่า เท้าไฟของ เฟรด แอสแตร์ (Fred Astaire) มิกกี้เมาส์ มหาตมะคานธี และสลัดวอลดอร์ฟ แต่สลัดดังกล่าวกลับไม่เป็นที่นิยมในอังกฤษมากเท่าในอเมริกา

อาหารจานนี้โด่งดังที่สุดในอังกฤษตอนที่ซิตคอมเรื่อง Fawlty Towers ออกฉายเมื่อปี 1979 จอห์น คลีส (John Cleese) ผู้รับบทผู้จัดการโรงแรมจอมไม่เอาไหน ทําให้แขกชาวอเมริกันไม่สบอารมณ์ตลอดทั้งตอนเมื่อไม่อาจเสิร์ฟสลัดซึ่งแขกรายนี้สั่งครั้งแล้วครั้งเล่า ท้ายที่สุดฟอว์ลตีที่เป็นตัวเอกก็ถามเชิงประชดว่า “วอลดอร์ฟนี่มันอะไรกัน วอลนัตเน่าหรือยังไง?” (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet